head

ล็อกอิน

นามานุกรม

บรรณานุกรม
แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ : ภูมิปัญญาทางการแพทย์ และมรดกทางวรรณกรรมของชาติ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ๒๕๔๙



๒ ส่วนยา การกำหนดน้ำหนักหรือจำนวนของเครื่องยาให้มากกว่าเครื่องยาอย่างอื่นเป็น ๒ เท่า

กฏหมาย (กฎหมาย) สังเกตไว้ จดจำไว้

ก้นหม้อแกง เขม่าไฟที่เกาะอยู่ก้นหม้อดินเผาที่ใช้เป็นหม้อต้มแกงในสมัยก่อน

ก้นหม้อแกง พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง

กบิลไม้ พืชพันธุ์ไม้นานาชนิดที่มีฤทธิ์ มีสรรพคุณทางยา ใช้แก้โรคต่างๆ ได้

กรมฉวี ระคายผิว

กรรณ์ หู

กระขาวข้างกระพุ้งปาก อาการของโรค ทำให้เกิดเป็นฝ้าขาว เป็นจุดๆ ขึ้นที่ข้างกระพุ้งปาก หรือภายในปาก

กระจายโลหิต การทำให้โลหิตในร่างกายไหลเวียนไปตามปกติ ไม่จับตัวเป็นลิ่ม เป็นก้อน

กระชับลำไส้ การทำให้ลำไส้อยู่ในสภาพปกติ ไม่เคลื่อนไหวโป่งพองไปตามแรงของโรคหรือกองธาตุต่างๆ ในร่างกาย

กระเช้าทั้ง ๒ พืชสมุนไพร ๒ ชนิด คือ กระเช้าผีมด และกระเช้าสีดา

กระด้าง อาการของโรคชนิดหนึ่ง พิษของโรคทำให้ตัวแข็ง เกร็งเคลื่อนไหวไม่ได้

กระดานหิน ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นภายนอกกาย เป็นเม็ดหนองขึ้นบริเวณสองต้นขาสีแดงอมดำ ดูที่ ไข้กระดานหิน

กระดี่ ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีเกล็ดเล็กๆ

กระดูก ในที่นี้หมายถึง แกนในของกิ่งต้นกุ่ม

กระทรวง ในที่นี้หมายถึง ส่วน

กระทำ ในที่นี้หมายถึง ให้โทษให้เกิดเป็นโรคซางโจรขึ้นกับเด็ก

กระทำซึ่งกาลกิริยา ตาย

กระทำต่างๆ ในที่นี้หมายถึง จะมีอาการของโรคมากและรุนแรงยิ่งขึ้น

กระทุ้ง การทำให้พิษไข้ที่เกิดขึ้นภายในร่างกายขับออกมาที่ภายนอกตามผิวกาย เช่น ยากระทุ้งพิษ โรคหัด โรคสุกใส เป็นต้น และ หรือขับออกทางทวารหนัก เบา เป็นต้น ยาที่ใช้เรียกว่า ยากระทุ้ง

กระทุ้งพิษ ดูที่ กระทุ้ง

กระบวน ในที่นี้หมายถึง อาการของโรค

กระบองราหู ดูที่ ลำบองราหู

กระบัด ทันใด

กระบาล เครื่องเซ่นผีที่ใส่ภาชนะมีตุ๊กตาดินเผาใส่ลงไปด้วย แล้วนำไปวางที่ทางสามแพร่งหรือลอยน้ำ

กระบาล (กบาล) ภาชนะหรือกระทง สำหรับใส่เครื่องสังเวย

กระบาลศีร์ษะ กะโหลกศีรษะ

กระบิลไม้ ดูที่ กบิลไม้

กระพังโหมทั้ง ๒ พืชสมุนไพร ๒ ชนิด คือ กระพังโหมต้น และ กระพังโหมเถา

กระเพาะเข้า (กระเพาะข้าว) กระเพาะอาหาร

กระลำพัก สมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากแก่นของต้นสลัดได หรือแก่นต้นตาตุ่ม มีสรรพคุณแก้ลม บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย มีรสขมหวานเย็น

กระษัย (ไกษย กษัย กระไษย์ กไษย ไกษย์ และต้นฉบับส่วนใหญ่เขียน ไกษย) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง พิษของโรคจะค่อยๆ ทำลายสุขภาพร่างกายให้เสื่อมโทรมไปทีละน้อยๆ เป็นเวลาต่อเนื่องกันยาวนาน ทำให้มีอาการซูบผอม โลหิตจาง ผิวหนังซีดเหลือง ไม่มีแรง มือเท้าชา เป็นต้น โรคกระษัยมีอาการโรคหลายลักษณะหลายชนิด กล่าวรวมๆ มี ๒๖ ชนิด แยกออกเป็น ๒ กลุ่มคือ ๑.กระษัยโรคเกิดจากสมุฏฐานธาตุ (ธาตุสมุฏฐาน) มี ๘ ชนิด ได้แก่ กระษัยกล่อน ๕ ชนิด กระษัยน้ำ กระษัยลม และกระษัยไฟ ๒.กระษัยโรคที่เกิดเป็นอุปปาติกะโรค ๑๘ ชนิด ได้แก่ กระษัยล้น กระษัยราก กระษัยเหล็ก กระษัยปู กระษัยจุก กระษัยปลาไหล กระษัยปลาหมอ กระษัยปลาดุก กระษัยปลวก กระษัยลิ้นกระบือ กระษัยเต่า กระษัยดาน กระษัยท้น กระษัยเสียด กระษัยไฟ กระษัยน้ำ กระษัยเชือก และกระษัยลม

กระษัยกล่อน โรคกระษัยเกิดแต่สมุฏฐานธาตุทั้ง ๔ มี ๕ ชนิด คือ ๑.กระษัยกล่อนดินหรือกระษัยดิน ๒.กระษัยกล่อนน้ำหรือกระษัยน้ำ ๓.กระษัยกล่อนไฟหรือกระษัยไฟ ๔.กระษัยกล่อนลมหรือกระษัยลม ๕.กระษัยเถา

กระษัยกล่อนดิน หรือกระษัยดิน เกิดขึ้นเพราะปถวีธาตุ หรือธาตุดินในร่างกายผันแปรผิดปกติ มีอาการต่างๆ เช่น ทำให้ท้องอืด เส้นท้องตึง เจ็บสะเอว จุก เสียด ท้องผูกมากจนเป็นพรรดึก มือเท้าชา นัยน์ตาฟาง ฯลฯ เป็นต้น

กระษัยกล่อนน้ำ หรือกระษัยน้ำ เกิดขึ้นเพราะอาโปธาตุ หรือธาตุน้ำในร่างกายผิดปกติ เกิดอาการต่างๆ เช่น ทำให้มีอาการปวด ขัด ยอก จุก เสียด แน่นในท้องถึงยอดอก กับทางเดินอาหารและน้ำปัสสาวะมีอาการผิดปกติ ฯลฯ เป็นต้น

กระษัยกล่อนไฟ หรือกระษัยไฟ หรือกระษัยเพลิง เกิดขึ้นเพราะเตโชธาตุ หรือธาตุไฟในร่างกายผิดปกติ ทำให้มีอาการจุกแน่นขึ้นในทรวงอก ภายในกายร้อนรุ่ม มีเหงื่อออกทุกขุมขน ฯลฯ เป็นต้น

กระษัยกล่อนลม หรือกระษัยลม เกิดขึ้นเพราะวาโยธาตุ หรือธาตุลมในร่างกายผิดปกติ ทำให้มีอาการจุกเสียด ท้องลั่น เจ็บปวดในท้องเป็นลมแน่นขึ้นในอก ฯลฯ เป็นต้น

กระษัยจุก โรคกระษัยเกิดแต่ลมในร่างกาย รวมตัวขึ้นในท้อง ทำให้มีอาการจุกแน่นขึ้น เป็นอาการที่ทรมานมาก ฯลฯ เป็นต้น

กระษัยเชือก โรคกระษัยเกิดจากลมในร่างกายรวมตัวกันแน่นแข็งเหมือนแท่งเหล็ก เริ่มจากท้องน้อยขึ้นไปถึงหัวใจ มีอาการทำให้เส้นท้องตึง จุกเสียดตามชายโครง อุจจาระผูก ปัสสาวะขัด เบื่ออาหาร พิษของโรคทำให้เป็นไข้จับเป็นเวลา มีอาการสะท้านร้อนสะท้านหนาว ฯลฯ เป็นต้น

กระษัยเต่า โรคกระษัยเกิดจากเสมหะจับตัวเป็นก้อนแข็ง ใหญ่ประมาณเท่าฟองไข่เป็ด ทำให้มีอาการแน่นจุกที่ยอดอก พิษไข้ทำให้มีโลหิตตกทางทวารหนักและเบา ร่างกายซูบผอม ผิวซีดเหลือง ฯลฯ เป็นต้น

กระษัยเถา เกิดเป็นลมขึ้นในกายอย่างต่อเนื่อง เสียดไปตามชายโครงถึงยอดอก เสียวตลอดขึ้นไปถึงลำคอ ทำให้เจ็บปวดแน่นในอก กระทบไปถึงระบบขับถ่าย ทำให้มีน้ำปัสสาวะขุ่นเป็นตะกอน ฯลฯ เป็นต้น

กระษัยท้น โรคกระษัยเกิดจากการรับประทานอาหารผิดสำแลง ทำให้มีอาการแน่นขึ้นมาจากท้องน้อย หายใจไม่สะดวก อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้ ฯลฯ เป็นต้น

กระษัยน้ำ โรคกระษัยเกิดเป็นอุปปาติกะโรคมาจากโลหิต น้ำเหลือง และเสมหะในร่างกาย อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้ง ๓ อย่างผิดปกติ ทำให้มีอาการต่างๆ เป็นต้นว่า ปวดตามร่างกายและยอดอก กับมีอาการอื่นๆ อย่างเดียวกับกระษัยกล่อน ฯลฯ เป็นต้น ดูเพิ่มเติมที่ กระษัยกล่อน

กระษัยปลวก โรคกระษัยเกิดอาการเจ็บปวดในทรวงอก เป็นแล้วหาย เป็นระยะๆ หลายครั้งหลายหน ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายซูบผอม ผิวเนื้อซีด ฯลฯ เป็นต้น

กระษัยปลาดุก โรคกระษัยเกิดจากโลหิตและน้ำเหลืองระคนกัน ทำให้กระเพาะอาหาร มดลูก ท้องน้อย กระดูกสันหลัง และต้นขา มีอาการผิดปกติ ปวดตึง เจ็บระบมอย่างทรมาน บางทีมีอาการหอบ สะอึกด้วย ฯลฯ เป็นต้น

กระษัยปลาหมอ โรคกระษัยเกิดในลำไส้ ท้องน้อย และเข้าไปถึงตับ ม้าม ปอด ทำให้มีอาการจุกแน่น ขัดปัสสาวะ อุจจาระเกิดความเจ็บปวดอย่างทรมาน ฯลฯ เป็นต้น

กระษัยปลาไหล โรคกระษัยเกิดในกระเพาะอาหาร ลำไส้ และเลยเข้าไปถึงตับและม้าม ทำให้ขัดปัสสาวะ อุจจาระ มีอาการเมื่อยปวดตามข้อกระดูก เป็นต้น

กระษัยปู โรคกระษัยเกิดแต่โลหิตในร่างกายหมุนเวียนผิดปกติ ทำให้มีอาการปวดท้อง หากบริโภคอาหารเมื่อใด อาการค่อยสงบลงชั่วขณะ หลังจากนั้นก็บังเกิดเป็นลมลั่นอยู่ในลำไส้ ทำให้เจ็บปวดขึ้นอีก ฯลฯ เป็นต้น

กระษัยเพลิง โรคกระษัยเกิดเพราะธาตุพิการ กินอาหารไม่ได้ มีอาการพะอืดพะอมในท้อง พิษของไข้จับเป็นเวลา ตัวเย็นไปทั้งกาย แต่ภายในร่างกายร้อน มีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน ทำให้เจ็บตา เจ็บเข้าไปรวมอยู่ที่อก เหมือนฝีมะเร็งทรวง พิษหนักถึงหน้าบวม ท้องบวม ฯลฯ เป็นต้น ดูเพิ่มเติมที่ กระษัยกล่อน

กระษัยไฟ ดูที่ กระษัยเพลิง

กระษัยราก โรคกระษัยเกิดแต่ลมในช่องท้อง ทำให้ท้องอืดตึงแน่นไปทั้งร่างกาย มีเสียงลั่นในท้องดังจ๊อกๆ ให้อาเจียนเป็นลมเปล่า ฯลฯ เป็นต้น

กระษัยล้น โรคกระษัยเกิดแต่น้ำเหลือง มีลมลั่น วิ่งขึ้นลงในท้องน้อยและเลยขึ้นไปถึงอก มีอาการเจ็บปวดด้วย ฯลฯ เป็นต้น

กระษัยลม โรคกระษัยเกิดเป็นอุปปาติกะโรค มาจากลมในร่างกายผิดปกติ จำแนกอาการโรคได้ ๖ ชนิดคือ ๑.โรคกระษัยเกิดจากลมในลำไส้จับเป็นก้อนแข็ง ทำให้จุกมีอาการแน่นในอก เป็นต้น ๒.โรคกระษัยเกิดจากลมนอกลำไส้จับเป็นก้อนแข็งแล่นเข้าในกระดูก ทำให้เมื่อยในกระดูกไปทั่วทั้งกาย ๓.โรคกระษัยเกิดจากลมทั่วทั้งร่างกาย เริ่มต้นที่สะดือจับเป็นก้อนลมขนาดเท่าผลมะเดื่อ ทำให้มีอาการจุกเสียด แน่นในอก ๔.โรคกระษัยเกิดจากลมอุทรวาต เริ่มที่ปลายเท้า วิ่งขึ้นมาถึงศีรษะ แล้ววนเข้าไปที่อกและลำไส้ ทำให้เกิดเม็ดขึ้นในลำไส้ ลักษณะเป็นฝีรวงผึ้ง เป็นต้น ๕.โรคกระษัยเกิดจากลมจับตัวกันวิ่งจากปลายเท้าตลอดถึงกระหม่อม แต่พัดไม่ตลอด สะดุดหยุดเป็นที่ๆ ขึ้นมาถึงจุดใด ที่ใด ก็เจ็บปวดเพียงจุดนั้น ที่นั้น ๖.โรคกระษัยเกิดจากลมตามจุดตั้ง ๔ แห่งคือ ที่ใต้สะดือ เหนือสะดือ ริมขวา ซ้ายของสะดือ สุดแต่จะตั้งขึ้นที่ใด ลักษณะเป็นฝี คล้ายฝีหัวด้วน ฯลฯ เป็นต้น มีอาการจุกเสียด แน่นหน้าอก หายใจขัด บริโภคอาหารไม่ได้ แสบตามผิวกายไปทั่วทุกขุมขน เป็นต้น ดูเพิ่มเติมที่ กระษัยกล่อน

กระษัยลิ้นกระบือ โรคกระษัยเกิดจากโลหิตจับตัวเป็นก้อนลิ่ม ติดอยู่ที่ชายตับทำให้ตับแข็ง ยื่นยาวออกมาทางชายโครง ด้านข้างขวาลักษณะเหมือนลิ้นกระบือ พิษของโรคทำให้มีไข้ ตัวร้อน จับเป็นเวลา มีอาการจุกแน่นในอก บริโภคอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับเป็นนิจ ทำให้ร่างกายซูบผอม หากเป็นติดต่อกันนานวัน พิษของโรคจะซึมเข้าไปในลำไส้ใหญ่ ไส้น้อย ทำให้ไส้พองท้องใหญ่ ได้ชื่อว่า มานกระษัย ฯลฯ เป็นต้น

กระษัยเลือด โรคกระษัยเกิดจากโลหิตในร่างกายรวมตัวแข็งเป็นก้อนอยู่ในท้อง ทำให้เจ็บปวด ตาเหลือง ซูบผอม หน้าซีดเผือด อีกอาการหนึ่งก้อนเลือดอาจติดอยู่ตามกระดูกสันหลัง ท้องน้อย หน้าอก เป็นมากเข้าอาจกลายเป็นมานเลือด อาการของโรคกระษัยเลือดจะคล้ายกับ กระษัยกล่อน เป็นต้น

กระษัยโลหิต ดูที่ กระษัยเลือด

กระษัยเสียด โรคกระษัยเกิดแต่เส้นเลือด ทำให้เป็นตะคริวตามนิ้วเท้า บางทีลามขึ้นไปตามขาด้วย มีอาการปวดทรมานมาก

กระษัยเหล็ก โรคกระษัยเกิดแต่ลมในท้องน้อย แน่นอัดแข็งดุจแผ่นเหล็กแผ่นหิน ทำให้เจ็บปวด ท้องแข็งลามขึ้นไปถึงยอดอก บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น

กระไษย์ (ไกษย,กไษย,กษัย) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการซูบผอม ร่างกายทรุดโทรม ดูที่ กระษัย

กระไษยดาน (กระษัยดาน) โรคกระษัยเกิดแต่ยอดอกลงไปถึงท้องน้อย มีอาการต่างๆ เป็นต้นว่า ทำให้จุก เสียด แน่นหน้าอก ปวดเป็นระยะๆ บริโภคอาหารไม่ได้ ฯลฯ เป็นต้น

กระไษยเถา เป็นอาการของอุจจาระเป็นพรรดึกในลำไส้ใหญ่และมีลมกระทำให้เสียด ดู กระษัยกล่อน กระษัยเถา

กระสาย เครื่องแทรกยา เป็นส่วนที่ใช้เพิ่มลงในเครื่องยาซึ่งปรุงแล้วเพื่อปรุงยาเป็นรูปแบบยาที่ต้องการ หรือช่วยให้รับประทานยาได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้น้ำกระสายยาอาจช่วยเสริมฤทธิ์ยาได้ด้วย ดูเพิ่มเติมที่ น้ำกระสายยา

กระสายกล่อน คือ โรคกระษัยกล่อนอาการของโรคเกิดแต่สมุฏฐานทั้ง ๔ มี ๕ ชนิด คือกระษัยกล่อนดิน กระษัยกล่อนน้ำ กระษัยกล่อนลม กระษัยกล่อนไฟ และกระษัยเถา ดูที่ กระษัยกล่อน

กระสือ ผีอย่างหนึ่ง เชื่อกันว่าสิงอยู่ในตัวผู้หญิง ชอบกินของโสโครก สด คาว ในเวลากลางคืน มีลักษณะเป็นดวงไฟแวบๆเคลื่อนไปในที่ต่างๆ ถ้าสิงในตัวชายเรียกว่า กระหัง

กระหนัก (ตระหนัก) แน่ชัด ชัดแจ้ง

กระหน่ำ อาการที่เกิดเป็นโรคขึ้นหลายโรคทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น

กระหม่อม ศีรษะส่วนกลาง

กระหวัด ในที่นี้หมายถึง เคลื่อน

กระเหม่นชัก อาการกระตุกของกล้ามเนื้อ

กระอาย อาการของโรคชนิดหนึ่ง มีกลิ่นเหม็นระเหยออกมาจากศีรษะ

กรัชกาย ร่างกาย

กรัน (ตะกรนหรือตะกรัน) หมายถึงขี้ตะกอนที่จับเกรอะติดอยู่

กราง ขุดหรือถูด้วยตะไบให้เป็นผง

กริศ (กรีษ หรือ กรีส) คือ คูถ อุจจาระ ขี้

กรุงเขมา พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง ลักษณะต้นเป็นเถา

กฤติยาคม เวทมนตร์

กฤษเทหะ (กฤษ) คือ กิส แปลว่า ผอม บาง ซูบ กิสแทหะ หมายถึง คนผอม

กลม ทั้งหมด

กล่อน ดูที่ กระษัยกล่อน

กล่อนลงฝัก ลูกอัณฑะข้างหนึ่งโตขึ้น มีอาการปวดเสียด ถ่วงถือเป็นกระษัยลักษณะหนึ่ง

กล่อนลม โรคกระษัยอย่างหนึ่ง

กล่อนแห้ง กลุ่มโรคที่มีอาการจุกเสียด ปวดเมื่อย ปวดถ่วง เสียวในกายหรือชาเป็นส่วนๆ

กล่อม การรักษาให้เป็นปกติดีขึ้น

กลัด ขัด ไม่ไหล คั่งอยู่ข้างใน

กลัดเข้า รวมกันเข้า

กลัดทวาร อาการท้องผูก มีอุจจาระอัดแน่นอยู่ที่ทวารหนัก

กลับเข้าไปข้างใน ในที่นี้หมายถึงเม็ดพิษของโรคซางที่เคยผุดขึ้นตามผิวกายนั้นได้ยุบลงกลับไปขึ้นอยู่ตามอวัยวะส่วนต่างๆภายในร่างกาย

กล้า ในที่นี้หมายถึง ร้ายแรง

กล้านัก รุนแรงมาก

กล้ามมะพร้าว เนื้อในมะพร้าวห้าวที่ยังไม่ได้ขูด (มะพร้าวที่แก่จัด)

กลุ้ม ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคที่รุมอยู่

กวาด วิธีการให้ยาโดยใช้นิ้วชี้ ป้ายยาแล้วล้วงกวาดที่โคนลิ้น หรือในลำคอ

กวาดยา การใช้ปลายนิ้วชี้ป้ายยาไว้ แล้วล้วงไปในลำคอ ปาดยาลงที่โคนลิ้น

กว่ามี ในที่นี้หมายถึง อาการของลมเกิดเป็นพิษให้โทษมากกว่าดี หรือน้ำดี

กไษย ดูที่ กระษัย

กอกเลือด การดูดเลือด โดยใช้ปลิงดูด

กอกโลหิต ดูที่ กอกเลือด

ก้องกลางดง ดูที่ สมุนไพรเรียกชื่อได้ ๒ อย่าง ก้องกลางดง หรือเรียกว่า ปีบ

กอบยา ในที่นี้หมายถึง ปรุงยา

กะตะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑ และ ๓

กะตัง อาการลิ้นแตกเป็นริ้วถี่ๆ หรือแตกเป็นเกล็ด อย่างเกล็ดปลา

กะตังมูตร์ สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากน้ำปัสสาวะของคนที่ถ่ายใส่ภาชนะขังทิ้งไว้นานจนแห้งแล้วจะจับเป็นก้อน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เกลือกระตังมูตร

กะทุ้ง (กระทุ้ง) การทำให้พิษไข้ถูกขับออกมาภายนอก

กะเทาะมะขาม เปลือกของเม็ดมะขาม

กะบัง ดินตามธรรมชาติชนิดหนึ่ง มีสีขาว เรียกว่า ดินขาว

กะโผภวะ เสลดหรือเสมหะกำเริบ

กะพี้ เนื้อไม้ที่อยู่ระหว่างเปลือกกับแก่น

กะระชะกาย (กรัชกาย) ร่างกายที่เกิดขึ้นด้วยธุลี คือ กิเลส ประกอบด้วย ราคะ โทสะ โมหะ รวมกัน

กะละละ (กลละ) อย่าง เหมือน เช่น

กะลำภัก (กะลำพัก) สมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากแก่นของต้นสลัดได รหือ แก่นต้นตาตุ่ม

กะไษยกล่อน (กระษัยกล่อน) โรคกระษัยเกิดแต่สมุฏฐานธาตุทั้ง ๔ มี ๕ ชนิด คือ ๑. กระษัยกล่อนดิน หรือกระษัยดิน ๒. กระษัยก่อนน้ำ หรือกระษัยน้ำ ๓. กระษัยกล่อนไฟ หรือกระษัยไฟ ๔. กระษัยกล่อนลม หรือกระษัยลม ๕. กระษัยเถา

กัญญา คือข้าวเหนียวดำชนิดหนึ่ง ซึ่งดำสนิททั้งเปลือกนอกและเนื้อใน ข้าวตอกกัญญา คือ ข้าวตอกที่ทำจากข้าวเหนียวกัญญา

กัฏฐมุข งูพิษที่กัดแล้วทำให้ตัวแข็ง

กัณฑมาลา ดูที่ ฝี

กัด ในที่นี้หมายถึง การใช้ยารักษา หรือบรรเทาอาการโรคต้อที่เกิดขึ้นในลูกตา

กันนะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๒๑

กัมถันแดง (กำมะถันแดง) สมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากแร่ธาตุ เรียกว่าอีกชื่อหนึ่งว่า หรดาลแดง

กัลป์ ในที่นี้หมายถึงไฟกัลป์ คือไฟล้างโลกเมื่อสิ้นไป

กามิล โรคผอมเหลือง

กาเม ความใคร่ ความอยาก สิ่งที่น่าใคร่น่าปรารถนา

กายนต์ ร่างกาย

การเก็บสมุนไพร การเก็บพืชเพื่อนำมาใช้ทำยา มีวิธีการเฉพาะ เนื่องจากพืชแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน และแม้เป็นพืชชนิดเดียวกัน หากปลูกในที่ต่างถิ่น สรรพคุณทางยาย่อมจะแตกต่างกันไปด้วย หรือเมื่อเก็บต่างฤดูกาล สรรพคุณก็ต่างไปเช่นกัน แพทย์ไทยโบราณกำหนดวิธีการเก็บสมุนไพรไว้ ๔ ประการคือ ๑.เก็บยาตามฤดูดังนี้ ฤดูร้อนเก็บ ราก แก่น หัว ฤดูฝนเก็บใบ ดอก ผล หรือฝัก ฤดูหนาวเก็บเปลือก กระพี้ และเนื้อไม้ ๒.เก็บยาตามทิศดังนี้ วันอาทิตย์ อังคาร เก็บทิศตะวันออก วันพุธ ศุกร์ เก็บทิศใต้ วันจันทร์ เสาร์ เก็บทิศตะวันตก วันพฤหัสบดีเก็บทิศเหนือ ๓.เก็บยาตามวันและเวลา ๔.เก็บยาตามยาม (กาลเวลา)

การฆ่า ดูที่ ฆ่า

การบูรตัด การใช้การบูรแทรกยา วิธีใช้ เมื่อจะรับประทานยาต้ม ยาเม็ดหรือยาผง เมื่อละลายยาหรือละลายน้ำกระสายยาแล้ว ใช้การบูรผสมเพิ่มลงไปเล็กน้อยเรียกว่า การบูรตัด

การประสะ ดูที่ ประสะ

การสะตุ ดูที่ สะตุ

การ่อน พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กะเรกะร่อน หรือ กาเรการ่อน

กาลปักษี ดูที่ กาฬปักษี

กาลสมุฏฐาน คือการกำหนดกาลหรือเวลา เป็นที่ตั้งแห่งสมุฏฐานโดยแบ่งช่วงเวลากลางวัน กลางคืน ช่วงละ ๔ ระยะคือ ระยะที่ ๑ ตั้งแต่เวลาย่ำรุ่งถึง ๓ โมงเช้า และเวลาย่ำค่ำถึงยาม ๑ สมุฏฐานอาโปพิกัดเสมหะ ระยะที่ ๒ ตั้งแต่เวลา ๓ โมงเช้าถึงเที่ยง และเวลายาม ๑ ถึงยาม ๒ (เที่ยงคืน) สมุฏฐานอาโปพิกัดโลหิต ระยะที่ ๓ ตั้งแต่เวลาเที่ยงถึงบ่าย ๓ โมง และเวลายาม ๒ ถึงยาม ๓ สมุฏฐานอาโปพิกัดดี ระยะที่ ๔ ตั้งแต่เวลาบ่าย ๓ โมงถึงย่ำค่ำ และเวลายาม ๓ ถึงย่ำรุ่ง สมุฏฐานวาโย อนึ่ง ในคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยกำหนดกาลสมุฏฐาน ๖ ระยะคือ ระยะที่ ๑ ตั้งแต่เวลาย่ำรุ่งถึง ๔ โมงเช้า สมุฏฐานเกิดจากเสมหะกระทำ ระยะที่ ๒ ตั้งแต่เวลา ๔ โมงเช้าถึงบ่าย ๒ โมง สมุฏฐานเกิดจากปิตตะกระทำ ระยะที่ ๓ ตั้งแต่เวลาบ่าย ๒ โมงถึงย่ำค่ำ สมุฏฐานเกิดจากวาตะกระทำ ระยะที่ ๔ ตั้งแต่ย่ำค่ำถึง ๔ ทุ่ม สมุฏฐานเกิดจากเสมหะกระทำ ระยะที่ ๕ ตั้งแต่เวลา ๔ ทุ่มถึง ๘ ทุ่มหรือตี ๒ สมุฏฐานเกิดจากปิตตะกระทำ ระยะที่ ๖ ตั้งแต่เวลา ๘ ทุ่มหรือตี ๒ ถึงย่ำรุ่ง สมุฏฐานเกิดจากวาตะกระทำ

กาละ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๙

กาละสิงคลี ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายเป็นพัลวัน

กาสะโรค โรคที่มีอาการไอ

กาสาวพัตร ในที่นี้หมายถึง ผ้า

กาฬ (ไข้กาฬ) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง พิษของโรคทำให้มีอาการไข้ตัวร้อนจัด มีเม็ดผุดขึ้นเป็นตุ่มแดงๆ จากภายในร่างกาย ตามลำไส้ ปอด ตับ ม้าม เป็นต้น แล้วจึงผุดออกมาภายนอกตามผิวหนัง ทำให้คันและแสบร้อน บางตำราว่า ไข้กาฬมี ๑๐ ชนิด คือ ไข้ประกายดาษ ประกายเพลิง หัด เหือด งูสวัด เริมน้ำค้าง เริมน้ำข้าว ลำลาบเพลิง ไฟลามทุ่ง และ กำแพงทะลาย

กาฬขึ้นตับ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดเป็นขึ้นที่ตับ พิษของโรคทำให้ตกโลหิตสดๆ ออกมา ถ้านานวันจะมีอาการปวดมวนท้อง อาเจียน มีเม็ดผุดขึ้นตามตัวเหมือนปานดำแดง ตัวร้อนทุรนทุรายมาก

กาฬจับหัวใจ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เป็นอาการของหัวใจผิดปกติ ทำให้เหนื่อยหอบอย่างรุนแรง

กาฬในคอ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง อาการของโรคเป็นหัวฝีเกิดขึ้นในลำคอ

กาฬปักษี ชื่อโรคปักษีชนิดหนึ่ง เป็นแก่เด็ก มีอาการอาเจียนออกทางปาก จมูก มีเสียงดังในลำไส้ ร้องไห้ขณะหลับ เป็นต้น ดูเพิ่มเติมที่คำ ปักษี

กาฬฝีพิษ ดูที่ กาฬพิพัธ และ กาฬพิพิธ

กาฬพิพัธ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นในขั้วหัวใจ ขั้วตับ พิษของโรคทำให้ตกโลหิต น้ำโลหิตใสดุจน้ำล้างเนื้อ เมื่อเน่าจะมีกลิ่นเหม็นมาก ร่างกายทรุดโทรมและหอบ เป็นต้น

กาฬพิพิธ (กาฬพิพิษ) ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดขึ้นที่ขั้วตับ ทำให้มีเลือดสดๆ ตกออกทางทวาร ทำให้ปวดท้อง วิงเวียน อาเจียน และสะอึก ตามร่างกายมีพิษผุดขึ้นเป็นวงเขียวๆ แดงๆ

กาฬมะเร็งนาคราช ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เป็นเม็ดผุดขึ้นที่หัวแม่มือสองข้าง ใหญ่ขนาดเม็ดถั่ว พิษของโรคทำให้มีอาการสะท้านร้อนสะท้านหนาว ปวดศีรษะ มือดำ แขนดำ เป็นต้น

กาฬมุด (กาฬมูตร) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง

กาฬมูตร ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดพิษขึ้นในตับ มีเลือดตก อุจจาระเป็นพิษจับเป็นก้อน เป็นลิ่มดำ มือเท้าเย็น เกิดลมอัดแน่นขึ้นในกายถึงลำคอ ทำให้หายใจขัด เป็นต้น

กาฬสิงคลี ชื่อโรคชนิดหนึ่ง อาการของโรคเกิดที่น้ำดีพิการ ทำให้นัยน์ตาเหลือง อุจจาระ ปัสสาวะเหลือง ทำให้มีอาการไข้ ภายในกายร้อน ทุรนทุราย หายใจหอบและกระหาย เป็นต้น

กาฬสูตร ชื่อโรคชนิดหนึ่ง อาการของโรคทำให้อวัยวะเพศดำ เขียวคล้ำ ทำให้กระหายน้ำ แล้วอาเจียน เหงื่อออกมาก ร่างกายเย็นผิดปกติ เป็นต้น

กาฬเสตระ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการสะดุ้งตกใจ พิษเป็นเม็ดสีขาวใสผุดขึ้นตามผิวกาย มีรอยฟก บวม ฝ่ามือฝ่าเท้าขาวซีด ภายในกายกระสับกระส่ายทุรนทุรายมาก เป็นต้น

กำด้น ท้ายทอย

กำเดา อาการไข้อย่างหนึ่งเกิดจากหวัด เรียกว่าไข้กำเดา อาการของโรคมีเลือดออกทางจมูก เรียกว่าเลือดกำเดา ดูเพิ่มเติมที่ ไข้กำเดา

กำเนิดทราง (กำเนิดซาง) คือโรคซางที่เกิดมาพร้อมกับกุมาร เมื่อยังอยู่ในครรภ์มารดาตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ ๓ เดือน เรียกกันเป็นสามัญว่าซางเจ้าเรือนหรือซางกำเนิด (ดูรายละเอียดที่คำซาง)

กำมถันแดง สมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากแร่ธาตุ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หรดาลแดง

กำมะถันแดง สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากแร่ธาตุ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หรดาลแดง

กำมะถันทั้ง ๒ ธาตุสมุนไพร ๒ ชนิด คือกำมะถันเหลือง และกำมะถันแดง

กำมะถันเหลือง คือ สุพรรณถันเหลืองหรือมาดเหลือง (มาสเหลือง)

กำเริบ ลักษณะอาการของโรคที่เกิดจากสมุฏฐานใดสมุฏฐานหนึ่ง มีความรุนแรงมากขึ้นกว่าปกติ มีอาการผิดปกติ จำแนกได้ ๒ ชนิด คือ (๑) ธาตุใดธาตุหนึ่งในร่างกาย มีอาการผิดปกติ เกิดเป็นพิษขึ้น เรียกว่า ธาตุกำเริบ (๒) อาการไข้ที่เป็นอยู่แล้ว แต่มีสิ่งที่ทำให้อาการไข้นั้นทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น รับประทานอาหารผิดสำแลงเข้าไปทำให้อาการไข้หนักมากขึ้น เรียกว่า ไข้กำเริบ

กำลัง ในที่นี้หมายถึง ความรุนแรงของอาการโรคอันเกิดขึ้นจากสมุฏฐานทั้งหลาย

กำลังไข้ ความรุนแรงของพิษไข้

กำลังวัวเถลิง พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง

กิททา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๑

กินก็ได้ทาก็ได้ ในที่นี้หมายถึง เครื่องยาที่ปรุงแล้วขนานนั้นใช้รักษาโรคด้วยวิธีกินให้ยาเข้าไปรักษาภายในร่างกายและใช้เป็นยาทารักษาภายนอกตามผิวกายได้ด้วย

กินเข้าได้ (กินข้าวได้) บริโภคอาหารได้

กินเข้าๆไป กินข้าวเข้าไป

กินตามกำลัง กินได้ทุกเวลาเมื่อมีอาการของโรคโดยไม่มีข้อกำหนดว่าก่อนอาหาร หลังอาหาร เช้า เย็น เป็นต้น

กินตามกำลังธาตุ ในที่นี้หมายถึง จำนวนยาที่ใช้รักษาคนไข้นั้น จะใช้จำนวนมากน้อยตามสภาพของกองธาตุในร่างกายคนไข้ ซึ่งมีธาตุหนักหรือธาตุเบา

กินตามกำลังวัน ในที่นี้หมายถึง กินยาตามจำนวนของการลำดับวันแห่งสัปดาห์ หรือตามลำดับที่ของดาวพระเคราะห์ทั้ง ๗ ได้แก่ ๑. วันอาทิตย์ กินยา ๑ เม็ด ๒. วันจันทร์ กินยา ๒ เม็ด ๓. วันอังคาร กินยา ๓ เม็ด ๔. วันพุธ กินยา ๔ เม็ด ๕. วันพฤหัสบดี กินยา ๕ เม็ด ๖. วันศุกร์ กินยา ๖ เม็ด ๗. วันเสาร์ กินยา ๗ เม็ด

กินตีนท่า ดูที่ ปริศนาสมุนไพร

กินปิด ในที่นี้หมายถึง สรรพคุณของยาเมื่อกินแล้วหายจากอาการของโรค คือ ทำให้ทวารปิดไม่ถ่ายอุจจาระและดากก็หดเข้าที่เดิม

กินพุงทลาย ดูที่ ปริศนาสมุนไพร

กินลงสดวกดี ในที่นี้หมายถึง เมื่อกินยาไปแล้วอุจจาระง่าย ถ่ายสะดวก

กิมิชาติ (กิมิชาติ์) พยาธิ หรือ หนอน ที่อาศัยอยู่ตามส่วนอวัยวะภายในร่างกายคนหรือสัตว์ ทำให้เกิดโรคขึ้นต่างๆ กิมิชาติเหล่านี้มี ๘๐ ชนิด แต่ละชนิดมีชื่อเรียกต่างๆ กันดังนี้ (๑) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ภายในกระเพาะอาหาร มี ๗ ชนิดคือ กะตะ โอตะกะ คันทุปา ตาลหิระ สุจิมุขะ ปวัตนันคุ และสุกะตะ (๒) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในสมอง กระดูก มี ๒ ชนิดคือ ยาวะ และ โสภา (๓) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ที่ม้าม มี ๒ ชนิดคือ กะตะ และ ราตวัตถา (๔) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในหัวใจ มี ๔ ชนิดคือ ทะนันตะ มหาทะนันตะ โลหิตะ และ มหาโลหิตะ (๕) กิมิชาติเอาศัยเกาะกินอยู่ในปิตตังและเสมหัง มี ๓ ชนิดคือ นิละกะ อุปวะ และลามุขุ (๖) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในกระบอกตา มี ๓ ชนิดคือ มาณะ ตะกา และ ณะวะ (๗) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในบุพโพ (น้ำเหลือง) มี ๓ ชนิดคือ มัญชุ มุขะ และมิกขะละ (๘) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในตับ มี ๓ ชนิดคือ วระณะ ตะณะ และสวะระ (๙) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในพุง มี ๖ ชนิดคือ อวิชา อะธิวิชา วัตธา สิธา ทสะหะ และมุนขะ (๑๐) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในมันเหลว มี ๒ ชนิดคือ พิมันชา และเลมขะ (๑๑) กิมะชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในทวารเบื้องต่ำ (ทวารหนัก เบา) มี ๓ ชนิดคือ กิททา ภะยะ และปาลาตะ (๑๒) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่กลางลำตัว มี ๔ ชนิดคือ โลหะมุขะ มหาโลหะมุขะ มุนะชา และมหามุนะชา (๑๓) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในปอด มี ๖ ชนิดคือ เสตะ โลหิตะ จะวะกาล สิวาจา อัคคะ และมหาอัคคะ (๑๔) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในลำไส้น้อยและลำไส้ใหญ่ มี ๖ ชนิดคือ วะระสิมหา วะระนะตา มหาวะระนะตา สิบปา มหาสิบปา และสันตะอันตา (๑๕) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในมันข้น มี ๓ ชนิดคือ สุธาชะ สิเนหะชา และมหาสิเนหะชา (๑๖) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในบริเวณส่วนครึ่งล่างของร่างกาย ตั้งแต่สะดือถึงปลายเท้าเรียกว่า เบื้องต่ำอโธคะทวาร มี ๕ ชนิดคือ วิสรรหา สิวาระ เตชันตะ สิวะรา และมหาสิวะรา (๑๗) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในผม มี ๒ ชนิดคือ พะละวา และมหาพะละวา (๑๘) กิมิชาติอาศัยเกาะกินน้ำมูกอยู่ในจมูก (ฆานะ) มี ๓ ชนิดคือ ณะหาปัตระ ฉละมุคะ และสัตมุคะ (๑๙) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในลิ้น (ชิวหา) มี ๓ ชนิดคือ กาละ มุกขา และมันนะเปละ (๒๐) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ใต้เล็บมือเล็บเท้า มี ๓ ชนิดคือ เลหะ ราคะ และอะวัณณะ (๒๑) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในเนื้อและเส้นเอ็น มี ๓ ชนิดคือ กันนะ รัชชะกะ และโลหิตะ (๒๒) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในคอ มี ๒ ชนิดคือ รัมมะหา และมหารัมมะหา

กึ่งยา จำนวนหรือขนาดเท่ากับครึ่งหนึ่งของเครื่องยาขนานนั้นทั้งหมดที่ใช้ปรุงยา

กึ่งวารี ในที่นี้หมายถึง ต้มยาเคี่ยวน้ำ ๒ ส่วน ให้เหลือ ๑ ส่วน

กุจฉิสยาวาตา ลมที่พัดในท้อง แต่พัดนอกไส้ และนอกกระเพาะอาหาร

กุฏฐโรค โรคเรื้อน

กุฏฐัง โรคเรื้อน ซึ่งทำให้อวัยวะ เช่น มือ และเท้ากุดเหี้ยนไป

กุ่มทั้ง ๒ พืชสมุนไพร ๒ ชนิด คือ กุ่มบก และกุ่มน้ำ

กุ่มทั้งสอง พืชสมุนไพร ๒ ชนิด ได้แก่ กุ่มน้ำ และกุ่มบก

กุมภัณฑ์ ยักษ์

กุมภัณฑ์ (ลมกุมภัณฑ์) ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เกิดกับเด็กที่เป็นโรคซางโจรอยู่แล้ว

กุมาร ดูที่ ลักษณะกุมาร

กุศล สิ่งที่ดี คุณความดี

เกรอะ หมักหมมติดอยู่

เกราะ แห้ง

เกล็ดกะดี่ (เกล็ดกระดี่) ชื่ออาการโรคชนิดหนึ่งเกิดขึ้นที่ตาเด็ก

เกลือกระตังมูตร สมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากน้ำปัสสาวะของคนที่ถ่ายใส่ภาชนะขังทิ้งไว้นานจนแห้งแล้วจับกันเป็นก้อน สรรพคุณใช้แก้ไข้ แก้เสมหะ แก้เมือกมันในลำไส้ มีรสเค็ม ขื่น เฝื่อน ดูเพิ่มเติมที่ พิกัดยา ๒.กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด เกลือเยี่ยว ก็เรียก

เกลือกะตัง สมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากน้ำปัสสาวะของคนที่ถ่ายใส่ภาชนะขังทิ้งไว้นานจนแห้งแล้วจะจับก้นเป็นก้อน เกลือกระตังมูตร ก็เรียก

เกลือด่างคลี (เกลือด่างคะลี) ดูที่ เกลือพิเศษ

เกลือทั้ง ๕ ดูที่ พิกัดยา ๒.กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด เกลือทั้ง ๕ (เบญจเกลือ) คือ เกลือสินเธาว์ เกลือวิก เกลือพิก เกลือฝ่อ (เกลือฟอง) และเกลือสมุทรี (เกลือสมุทะรี) วิธีทำเกลือทั้ง ๕ ให้เอาเกลือธาระ (เกลือทะเล) มาบดให้ละเอียดแล้วต้มด้วยน้ำท่า (น้ำ ในแม่น้ำลำคลอง) ในหม้อดิน เคี่ยวจนเกลือละลายและงวดจนแห้ง แล้วสุมไฟแกลบต่อไปจนหม้อแดง ทิ้งไว้ให้เย็น แบ่งเกลือที่สุมแล้วออกเป็น ๕ ส่วนเท่าๆ กัน ถ้าจะทำเกลือสินเธาว์ ให้นำเกลือที่แบ่งไว้ ๑ ส่วนนั้น มาแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนเท่ากัน ใช้น้ำนมโคจำนวนเท่ากับเกลือ ๑ ส่วน ลงกวนในเกลือที่แบ่งไว้ ๓ วันให้แห้งจะได้เกลือสินเธาว์ มีรสเค็มมัน สรรพคุณทำลายพรรดึก แก้ระส่ำระสาย และสมุฏฐานตรีโทษ ถ้าจะทำเกลือวิก ให้นำเกลือที่แบ่งไว้ ๑ ส่วนนั้นมาแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนเท่ากัน ใช้สุราจำนวนเท่ากับเกลือ ๑ ส่วน ลงกวนในเกลือที่แบ่งไว้ ๓ วันให้แห้ง จะได้เกลือวิกมีรสเค็มร้อน สรรพคุณแก้อภิญญาณธาตุ ทำลายโรคท้องมาน แก้ไส้พองท้องใหญ่ ทำให้กายชุ่มชื้น ถ้าจะทำเกลือพิก ให้นำเกลือที่แบ่งไว้ ๑ ส่วนนั้นมาแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนเท่ากัน ใช้น้ำผึ้งจำนวนเท่ากับเกลือ ๑ ส่วน ลงกวนในเกลือที่แบ่งไว้ ๓ วันให้แห้ง จะได้เกลือพิก มีรสเค็มหวานสรรพคุณทำให้ชุ่มคอ แก้ไอ เสียงไพเราะ ถ้าจะทำเกลือฝ่อ ให้นำเกลือที่แบ่งไว้ ๑ ส่วนนั้นมาแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนเท่ากัน ใช้น้ำมันงาและน้ำมันเปรียงจำนวนเท่ากับเกลือสิ่งละส่วน ลงกวนในเกลือที่แบ่งไว้ ๓ วันให้แห้งจะได้เกลือฝ่อ มีรสเค็มมัน สรรพคุณแก้เสียดแทง บำรุงไฟธาตุ แก้กุมารโรค แก้พรรดึก และแก้มูกเลือด ถ้าจะทำเกลือสมุทรี ให้นำเกลือที่แบ่งไว้ ๑ ส่วนนั้นมาแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนเท่ากัน ใช้น้ำมูตรโคจำนวนเท่ากับเกลือ ๑ ส่วนลงกวนในเกลือที่แบ่งไว้ ๓ วันให้แห้งจะได้เกลือสมุทรี มีรสเค็มร้อนฉุน สรรพคุณทำให้อาหารงวด แก้ระส่ำระสาย เจริญธาตุทั้ง ๔ แก้พรรดึกและดีเดือด แก้เสมหะพิการ บำรุงน้ำเหลือง

เกลื้อน โรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ลักษณะเป็นดวงขาว หรือเป็นขุยตามร่างกาย โดยเฉพาะส่วนที่มีเหงื่อออกมากๆ เช่น หลัง หน้าอก ใบหน้า เป็นต้น

เกลื่อนออก ในที่นี้หมายถึง มากขึ้นหรือกระจายออก

เกลือฝ่อ (เกลือฟอง) ดูที่ เกลือทั้ง ๕

เกลือพิก ดูที่ เกลือทั้ง ๕

เกลือพิเศษ ดูที่ พิกัดยา ๒.กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด เกลือพิเศษ เฉพาะ ๗ อย่าง คือ เกลือสุญจระ (เกลือสุนจระ) เกลือยาวกาสา (เกลือเยาวกาษา) เกลือวิทู (เกลือวิธู) เกลือด่างคลี (เกลือด่างคะลี) เกลือกะตัง (เกลือกระตังมูตร) เกลือสมุทร และเกลือสุวสา (เกลือสุวษา)

เกลือเยาวกาษา (เกลือเยาวกาสา) ดูที่ เกลือพิเศษ

เกลือเยี่ยว ดูที่ เกลือกระตังมูตร

เกลือวิทู (เกลือวิธู) ดูที่ เกลือพิเศษ

เกลือสมุทร ดูที่ เกลือพิเศษ

เกลือสมุทรี (เกลือสมุทะรี)
ดูที่ เกลือทั้ง ๕

เกลือสินเธาว์ ได้มาจากดินในภาคเหนือหรือภาคอีสาน (ดูรายละเอียดที่คำ พิกัดยา ๒. กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด)

เกลือสุญจระ (เกลือสุนจระ) ดูที่ เกลือพิเศษ

เกลือสุวสา (เกลือสุวษา) ดูที่ เกลือพิเศษ

เกษา (เกศา) ผม

เกษี (เกศี) ศีรษะ หัว

เกสรทั้ง ๕ คือ ดอกบุนนาค ดอกบัวหลวง ดอกสารภี ดอกพิกุล และดอกมะลิ ดูที่ พิกัดยา ๒.กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด

เกสรทั้ง ๗ คือ ใช้เกสรทั้ง ๕ แล้วเพิ่มอีก ๒ คือ ดอกจำปา และดอกกระดังงา ดูที่ พิกัดยา ๒.กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด

เกสรทั้ง ๙ คือ ใช้เกสรทั้ง ๗ แล้วเพิ่มอีก ๒ คือ ดอกลำเจียก และดอกลำดวน ดูที่ พิกัดยา ๒.กลุ่มเครื่องยาเรียกชี่อตามพิกัด

เกียจ คดโกง กีดกัน

เกียจกัน ป้องกัน

แก้ ในที่นี้หมายถึง การรักษาถูกกับโรค ทำให้อาการทุเลา และหายจากโรค

แก้ ให้ยารักษาโรค

แก้ก่อน ในที่นี้หมายถึง ให้ใช้ยาตั้งแต่ ขนานที่ ๑-๔ ทีละขนาน ถ้าใช้ขนานที่ ๑ ไม่หายให้ใช้ขนานที่ ๒,๓ และ ๔ ต่อไปตามลำดับ

แก่ขึ้น อาการของโรครุนแรงมากขึ้น เป็นนานวันมากขึ้น

แก้คอ อาการของโรคในคอดีขึ้นหรือรักษาโรคในคอ

แก้จับ รักษาอาการของโรค หรืออาการไข้

แก้เจือตามระคน ในที่นี้หมายถึง แก้สมุฏฐานที่มาผสม และตามด้วยสมุฏฐานที่เข้ามาปะปน

แก้ทุเลา รักษาอาการโรค ในที่นี้หมายถึง โรคซางที่เป็นอยู่ให้หาย หรือค่อยๆดีขึ้นจนหายจากโรค

แก้ไฟธาตุ ในที่นี้หมายถึง การทำให้ธาตุไฟในร่างกายปกติ

แกม แทรก ปน

แกมไข้ พิษของโรคทำให้มีอาการไข้หรือทำให้เกิดเป็นไข้ขึ้นด้วย

แก้มิฟัง อาการโรคที่ใช้ยาไปแล้วยังไม่มีอาการทุเลา หรือดีขึ้น

แก้ไม่ฟัง อาการของโรคที่ใช้ยาไปแล้วยังไม่มีอาการทุเลาหรือดีขึ้น

แก้ลง แก้อาการท้องเสีย อุจจาระบ่อยๆ

แกลบ เปลือกข้าวที่สี หรือตำแตกออกจากเมล็ดข้าว

แก้ลิ้นกุมาร ในที่นี้หมายถึง ใช้รักษาโรคอันเกิดเป็นฝ้าเป็นละอองขึ้นที่ลิ้นของเด็ก

แก้อับจน ในที่นี้หมายถึง ยาขนานนี้ใช้รักษาโรค ซึ่งยาขนานอื่นๆ รักษาไม่ได้แล้ว หรือไม่มียาจะใช้รักษาแล้ว

โกฏฐสยาวาตา ลมที่พัดในลำไส้และกระเพาะอาหาร

โกฐกัดกลิ้ง (โกฐกะกลิ้ง)

โกฐกัดตรา (โกฐกักกรา)

โกฐทั้ง ๕ หรือเบญจโกฐ คือ พืชสมุนไพร ๕ ชนิด ได้แก่ โกฐหัวบัว (โกฐบัว) โกฐสอ โกฐเขมา โกฐเชียง และโกฐจุฬาลัมพา (โกฐจุฬาลำพา) ดูที่ พิกัดยา ๒.กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด

โกฐทั้ง ๗ (สัตตะโกฐ) คือใช้โกฐทั้ง ๕ แล้วเพิ่มอีก ๒ คือ โกฐกระดูกและโกฐก้านพร้าว ดูที่ พิกัดยา ๒.กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด

โกฐทั้ง ๙ (เนาวโกฐ) พืชสมุนไพร ๙ ชนิด คือ ใช้โกฐทั้ง ๗ แล้วเพิ่มอีก ๒ คือ โกฐพุงปลาและโกฐชฎามังสี (หรือโกฐจุฬารส) ดูรายละเอียดที่คำพิกัดยา ๒ กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด

โกฐพิเศษ คือ ใช้โกฐทั้ง ๙ แล้วเพิ่มอีก ๓ คือ โกฐกะกลิ้ง (โกฐกกลิง) โกฐกักกรา และโกฐน้ำเต้า ดูที่ พิกัดยา ๒.กลุ่มเครื่องยาเรียกชี่อตามพิกัด

โกฐาสยาวาต (โกฏฐาสยาวาตะ) คือธาตุลมประเภทหนึ่งที่พัดในลำไส้ และในกระเพาะ

ขนชุม ขนขึ้นเต็มตัว

ขนพอง อาการของโรคชนิดหนึ่ง ขนลุกเพราะพิษไข้

ขนพิการ โรคชนิดหนึ่งมีอาการเจ็บตามขุมขนทั่วสรรพางค์กาย ทำให้ขนลุกขนพองตลอดทั้ง บางทีขนอาจหลุดร่วงด้วย

ขนาน ลักษณะนามซึ่งใช้เรียกเครื่องยาที่ปรุงขึ้น เช่น ยาขนานหนึ่ง ยาสองขนาน เป็นต้น

ขบ ในที่นี้หมายถึง เจ็บ

ขบในท้อง อาการของโรคอย่างหนึ่ง ทำให้เจ็บบริเวณช่องท้อง

ขวง พืชสมุนไพรชนิดหนึ่งอยู่ในจำพวกผักเบี้ย

ขวบ ครบรอบ เวลาที่นับมาบรรจบรอบ

ขวัญกินเถื่อน เป็นสำนวนหมายถึง ขวัญ หรือสิ่งอันเป็นสิริมงคลออกไปจากร่างกายทำให้ผู้นั้นได้รับผลร้ายต่างๆ เช่นสะดุ้งผวา ตกใจง่าย เจ็บป่วย เป็นต้น

ขวัญไปกินเถื่อน ขวัญหาย

ขอด ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคที่มีอาการเส้นเอ็นในร่างกายขมวดเป็นปม เป็นต้น

ขอนดอก สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากแผลของลำต้นไม้ซึ่งผุมีเชื้อราเข้าไปกินอยู่ภายใน ส่วนมากเกิดจากต้นพิกุล หรือตะแบก มีสรรพคุณแก้อ่อนเพลีย แก้ลมกองละเอียด แก้ร้อนใน บำรุงหัวใจ บำรุงตับ ปอด

ขอบชะนางทั้งสอง พืชสมุนไพร ๒ ชนิด ได้แก่ ขอบชะนางขาว และ ขอบชะนางแดง

ขอบตีน ในที่นี้หมายถึง ฐานของเม็ดซางที่ขึ้นภายนอก (ตามผิวกาย)

ขัดขึ้นขัดลง ในที่นี้หมายถึง กองลมในร่างกาย เคลื่อนไปมา ทำให้เกิดอาการจุกแน่นขึ้นในอก และเคลื่อนลงไปในท้องทำให้ท้องขึ้น ลงไปที่ลำไส้ทำให้ปวดมวนท้อง เป็นต้น

ขัดซ่วง (ขัดส้วง) ในที่นี้หมายถึง ยาที่กินไม่ให้ปลายลำไส้ที่ช่องทวารหนักหลุดออกมา

ขัดเบา ขัดปัสสาวะ โรคอย่างหนึ่งมีอาการปัสสาวะไม่ออก ทำให้เจ็บปวดทรมานมาก

ขัดเบาๆมิสดวก (ขัดเบาๆมิสะดวก) อาการที่ปัสสาวะไม่ค่อยออก

ขัดปัสสาวะ โรคอย่างหนึ่ง มีอาการปัสสาวะไม่ออก ทำให้เจ็บปวดทรมานมาก

ขัดฤดู (ขัดระดู) อาการของโรคชนิดหนึ่ง เป็นกับหญิง ซึ่งระดูมาไม่ปกติ ขาดๆหายๆ จนเกิดเป็นพิษขึ้น

ขัดหนักขัดเบา ในที่นี้หมายถึง อาการอุจจาระและปัสสาวะไม่ออก

ขัดอก อาการของโรคอย่างหนึ่ง มีอาการแน่นในทรวงอก

ขันธชวร ความเจ็บป่วยตามสังขาร

ขันสำฤทธิ์ (ขันสัมฤทธิ์) ภาชนะรูปขันน้ำทำด้วยโลหะประสมมีทองเหลืองและดีบุก เป็นต้น เรียกว่า ขันสัมฤทธิ์

ขับชีพจร ทำให้เลือดที่ไหลวนเวียนอยู่ในร่างกายเป็นไปตามปกติ

ขับระดู การทำให้ระดู หรือประจำเดือนของหญิงออกตามปกติ ไม่ตกค้างเกิดเป็นพิษขึ้นในร่างกาย หรือหากเป็นพิษร้ายขึ้นแล้วก็ทำให้ออกจนพิษร้ายหมดไป

ขับโลหิต ดูที่ ขับระดู

ขั้ว (คั่ว) คือ เอาของใส่

ข้างนอก ในที่นี้หมายถึง ภายนอกร่างกาย คือผิวหนัง

ข้างเย็นตกข้างเช้าขึ้น อาการของโรคอย่างหนึ่งเมื่อให้ยารักษาเวลาเย็นอาการก็จะทุเลาลง แต่เมื่อถึงเวลารุ่งเช้าอาการของโรคก็เกิดเป็นขึ้นอีก

ขาวขึ้นมา ในที่นี้หมายถึง เป็นฝ้าขาวขึ้นที่ลิ้น

ขาวดังน้ำแก้ว ในที่นี้หมายถึง ขาวใสเหมือนน้ำในแก้ว

ข้าวเรื้อ สมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากต้นข้าวที่เกี่ยวแล้วแตกหน่อขึ้นมาใหม่

ข้าวเหนียวกัญญา สมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากข้าวเหนียวดำ ซึ่งดำสนิททั้งเปลือกนอกและเนื้อใน

ข้าสด คือ ข่าสด

ขี้กาทั้ง ๒ พืชสมุนไพร ๒ ชนิด คือ ขี้กาขาว และ ขี้กาแดง

ขี้คร้านกิน เบื่ออาหาร ไม่อยากบริโภคอาหาร

ขี้คารู ดูที่ ปริศนาสมุนไพร ชื่อยาหรือตำรายาที่บอกชื่อสมุนไพรไว้เป็นคำซ่อนเงื่อนหรือคำแผลงเพื่อให้ทาย ซึ่งผู้รู้แต่ก่อนท่านกำหนดขึ้นไว้เป็นที่เข้าใจในกลุ่มผู้รู้ด้วยกัน ตัวอย่างเช่น ยาแก้บิดหัวลูกเขียนเป็นปริศนาไว้ว่า "ลูกใต้ดิน กินตีนท่า หรือ หากินตามท่า อยู่หลังคาขี้คารู คู่อ้ายบ้า" คำตอบปริศนา : ลูกใต้ดินคือต้นเจตมูลเพลิง กินตีนท่าหรือหากินตามท่าคือต้นผักเป็ด อยู่หลังคาคือหญ้ายองไฟ (ยักไย่ไฟ) ขี้คารูคือขี้ยาฝิ่น คู่อ้ายบ้าคือสุราใช้เป็นกระสาย

ขี้ตะกรันเหล็ก ได้มาจากเยื่อที่จับเกรอะอยู่ที่ก้นภาชนะทำด้วยเหล็ก

ขี้เทา ขี้ที่ค้างอยู่ในลำไส้ของทารกที่เพิ่งคลอดใหม่ ในที่นี้เป็นขี้เทาของลูกวัวที่เพิ่งคลอดออกจากท้องของแม่วัว

ขี้เท่า คือขี้เถ้า หรือเถ้าที่เกิดจากการเผาศพ

ขี้เรื้อนกวาง โรคผิวหนังซึ่งติดต่อได้ มีลักษณะเป็นผื่นคัน ผิวหนังหนา หยาบ เมื่อแตกมีน้ำเหลืองไหล และตกสะเก็ดในระยะหลัง มักเป็นตามบริเวณข้อเท้า หัวเข่าหรือที่มือเอื้อมไปเกาถึง

ขี้เรื้อนน้ำเต้า โรคเรื้อนชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นแผลสีขาว

ขี้หมาข้างรั้ว ดูที่ สมุนไพรเรียกชื่อได้ ๒ อย่าง ขี้หมาข้างรั้ว หรือเรียกว่า กระพังโหมน้อย

ขึ้นแกมแม่ ในที่นี้หมายถึง เม็ดพิษของโรคซางที่เป็นเม็ดบริวารเกิดผุดขึ้นใกล้ๆหรือปะปนกับเม็ดพิษขนาดใหญ่ที่เป็นแม่ซาง

ขื่อจมูก แกนกลางระหว่างช่องจมูก

ขุม ลักษณะของเม็ดพิษซึ่งเกิดเพราะโรคซาง เมื่อแตกออกจะเปื่อยแลบานออกเป็นรูเล็กๆตรงกลาง

ขุมเปื่อย อาการของโรคซางที่มีเม็ดพิษผุดขึ้นในปากที่ลิ้น ลักษณะเป็นเม็ดเปื่อย ฝ้า ขาว เป็นต้น

เขม่า โรคชนิดหนึ่ง มีอาการเหมือนฝ้า ผิวหนังดำหมองคล้ำคล้ายควัน มักเกิดตามหน้าผาก ช่องจมูก เป็นต้น ส่วนใหญ่จะเป็นกับคนไข้ที่มีอาการหนักมากๆ หรือใกล้ตาย ในความว่าเขม่าขึ้นแต่ในเรือนไฟ หมายถึง อาการของโรคเขม่าเกิดเป็นขึ้นแก่เด็กตั้งแต่มารดา ยังนอนอยู่ไฟ

เขม่าเหล็ก สมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากสะเก็ดของเหล็กที่เผาไฟจนแดง แล้วตีเป็นมีดหรือภาชนะ สะเก็ดที่กระเด็นออกจากเหล็กนั้น คือ เขม่าเหล็ก มีสรรพคุณ บำรุงโลหิต แก้ตับโต ตับทรุด ม้ามโต ม้ามแลบตามชายโครง คุดทะราด เป็นต้น มีรสฝาดหวาน

เขฬะ น้ำลาย

เขฬา น้ำลาย

เข้า คือ ข้าว เป็นสมุนไพร มีหลายชนิด

เข้า ในที่นี้หมายถึง ประสมหรือใส่

เขากุย สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากเขาของสัตว์คือ กุยจำพวกเดียวกับเลียงผา

เข้าขั้ว (ข้าวคั่ว) ได้มาจากการคั่วข้าวสารให้สุกเกรียมจนเหลือง โดยก่อนคั่วต้องนำข้าวสารไปแช่น้ำนานประมาณ ๕ – ๑๐ นาที

เข้าข้า (ข้าวข้า) พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง เป็นต้นไม้พรรณเตี้ย เรี่ยดิน มีหัวใช้ทำยา

เข้าตอก (ข้าวตอก) คือข้าวเปลือกที่นำมาคั่วให้แตกเป็นดอกบาน

เขาพระสุเมรุ ชื่อภูเขา ตามความเชื่อโบราณเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลางของโลกตั้งอยู่กลางจักรวาล บนยอดเขาเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ รอบเขาพระสุเมรุมีเขาสัตบริภัณฑ์และแม่น้ำสีทันดรเรียงรายโดยรอบ ๗ ชั้น บนยอดเขาทั้ง ๗ และท่ามกลางอากาศเป็นที่อยู่ของชาวสวรรค์ชั้นต่างๆ ซึ่งทำเป็นวิมาน ตั้งอยู่ในที่นั้นๆ

เขาฟาน สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากเขาของสัตว์ คือฟานหรืออีเก้ง

เข้าโภชน์ คือ ข้าวโพด

เข้าเย็นทั้ง ๒ ได้แก่ ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้

เข้าระวาง เข้าไปถึง

เข้าสารข้างครก ในที่นี้หมายถึง ข้าวสารที่ได้มาจากการตำข้าวเปลือกด้วยครกไม้ ให้เป็นข้าวสาร ซึ่งในขณะตำจะมีข้าวสารกระเด็นออกจากครกตกหล่นอยู่โดยรอบ และการตำครั้งหนึ่งมีข้าวสารตกหล่นอยู่เท่าใดก็ใช้เท่านั้นเข้าเครื่องยา

เข้าสารตกตีนครก คือข้าวสารที่ได้มาจากการตำข้าวเปลือกด้วยครกไม้ให้เป็นข้าวสาร ซึ่งในขณะตำจะมีข้าวสารกระเด็นออกจากครกตกหล่นอยู่โดยรอบ ในที่นี้หมายถึงการตำข้าวครั้งหนึ่งมีข้าวสารตกหล่นอยู่ข้างครกเท่าใดก็ใช้เท่านั้น

เข้าเหนียวกัญญา (ข้าวเหนียวกัญญา) ข้าวเหนียวดำชนิดหนึ่ง ซึ่งดำสนิททั้งเปลือกนอกและเนื้อใน

เขี้ยว (เคี่ยว) การตั้งไฟต้มนานๆ

เขี้ยวงา ในที่นี้คือ สัตว์มีพิษ

โขนงเนื้อ ในที่นี้หมายถึงอาการของโรคอุจจาระอย่างหนึ่ง ลักษณะพองเหมือนหนังสัตว์ที่เผาให้สุกแล้วต้มจนเปื่อย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ใช้ว่า ขนงเนื้อ

ไข้ ความเจ็บป่วย เกิดเป็นโรคขึ้นในร่างกาย พิษของโรคทำให้ตัวร้อน เบื่ออาหาร เป็นต้น

ไข้กระดานหิน ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นภายนอกกาย อาการของโรคให้รู้สึกสะบัดร้อนสะบัดหนาว ตาแดง ลิ้นกระด้างคางแข็ง มีเม็ดเป็นตุ่มหนองเล็กๆ ผุดขึ้นบริเวณสองต้นขาและตามตัวเป็นสีแดงดั่งผลตำลึงสุก นานวันเม็ดนั้นจะดำ กับมีอาการคันตามเนื้อตัวที่มีเม็ดขึ้น เป็นต้น

ไข้กระโดง ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มี ๔ ชนิด คือ ไข้กระโดงแกลบ ไข้กระโดงน้ำ ไข้กระโดงไฟ และไข้กระโดงหิน

ไข้กระมีโทษ โรคชนิดหนึ่ง มีอาการป่วยเรื้อรัง พิษของโรคคลุมเครือ รักษาไม่หาย เชื่อกันว่าเป็นโทษที่เกิดจากกรรมในอดีตของผู้ป่วย

ไข้กัมมีโทษ (ไข้กรรมมีโทษ) ดูที่ ไข้กระมีโทษ

ไข้กาฬ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง พิษของโรคทำให้มีอาการไข้ตัวร้อนจัด มีเม็ดผุดขึ้นเป็นตุ่มแดงๆ จากภายในร่างกาย ตามลำไส้ ปอด ตับ ม้าม เป็นต้น แล้วจึงผุดออกมาภายนอกตามผิวหนัง ทำให้คันและแสบร้อน บางตำราว่า ไข้กาฬมี ๑๐ ชนิด คือ ไข้ประกายดาษ ประกายเพลิง หัด เหือด งูสวัด เริมน้ำค้าง เริมน้ำข้าว ลำลาบเพลิง ไฟลามทุ่ง และกำแพงทะลาย

ไข้กาฬทาม ชื่อโรคชนิดหนึ่ง พิษของโรคทำให้มีอาการไข้ตัวร้อนจัดและสะท้านร้อนสะท้านหนาว กระหายน้ำ มีอาการบวมตั้งแต่ขากรรไกรลงมาถึงคอทั้ง ๒ ข้าง

ไข้กาฬทูม ชื่อโรคชนิดหนึ่ง อาการโรคคล้ายกับไข้กาฬทาม เป็นไข้ตัวร้อน มีสะท้านร้อนสะท้านหนาว มีอาการบวมตามขากรรไกรข้างเดียว หรือทั้ง ๒ ข้าง ร้อนใน กระหายน้ำ เป็นต้น

ไข้กาฬสิงคลี ชื่อโรคชนิดหนึ่ง ดูที่ กาฬสิงคลี

ไข้กำเดา ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มี ๒ ชนิด คือ ไข้กำเดาน้อยและไข้กำเดาใหญ่ ๑.ไข้กำเดาน้อย มีอาการไข้ ปวดศีรษะ ตัวร้อน นัยน์ตาแดง ไอ ให้อาเจียน เบื่ออาหาร และนอนไม่หลับ เป็นต้น ๒.ไข้กำเดาใหญ่ อาการคล้ายกับไข้กำเดาน้อย แต่รุนแรงมากกว่า มีเม็ดผุดขึ้นตามร่างกายเป็นเม็ดเล็กๆ สีแดง คัน มีอาการไอ เสมหะและเลือดออกทางปาก จมูก ปวดเมื่อยตามตัว และอ่อนเพลีย เป็นต้น ดูเพิ่มเติมที่ กำเดา

ไข้กำเดาเจือลม ชื่อโรคไข้กำเดาอย่างหนึ่ง มีอาการกองลมในร่างกายเป็นโทษขึ้น ทำให้ร้อนรุ่ม เหงื่อออกมาก แล้วกลับหนาวสะท้าน ปวดศีรษะมาก ให้กระสับกระส่าย ทุรนทุราย เป็นต้น

ไข้กำเดาน้อย ดูที่ ไข้กำเดา

ไข้กำเดาโสตโลหิต ชื่อโรคชนิดหนึ่ง พิษไข้ทำให้ปวดศีรษะมาก นอนไม่หลับ ร้อนใน กระหายน้ำ มีอาการเพ้อ สาละวนในดวงใจ เป็นต้น

ไข้กำเดาใหญ่ ดูที่ ไข้กำเดา

ไข้กำแพงทะลาย ชื่อโรคไข้กาฬชนิดหนึ่ง มีอาการเป็นไข้ เชื่อมซึม ร้อนในกระหายน้ำ มีเม็ดผุดขึ้นเพียง ๑ เม็ด มีพิษมาก ฟกบวม มีน้ำเหลืองแตกออก ถ้ารักษาไม่หยุดอาจถึงตาย

ไข้กำเริบ ดูที่ กำเริบ

ไข้ขด ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการไข้ และชักงอจนสันหลังขาดและตาย บางทีเรียกว่า ไข้คด

ไขข้อพิการ โรคอย่างหนึ่ง เกิดจากน้ำไขข้อที่อยู่ในกระดูกไหลซึมออกมา หรือผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง กระทำให้เกิดอาการเมื่อย ปวด ในข้อในกระดูก เป็นต้น

ไข้ข้าวไหม้น้อย ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการเป็นไข้ ตัวร้อนจัด หอบ สะอึก ลิ้นกระด้างคางแข็ง เจ็บตามตัวและในกระดูก กับมีเม็ดผื่นขึ้นตามตัวเป็นยอดแหลมขาวๆ

ไข้ข้าวไหม้ใบเกรียม ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการปวดศีรษะ สะบัดร้อนสะบัดหนาว มือเท้าเย็น ลิ้นกระด้างคางแข็ง เจ็บในเนื้อและกระดูก มีเม็ดผุดขึ้นตามตัว เป็นเม็ดแดงแล้วกลับดำ เป็นต้น

ไข้ข้าวไหม้ใหญ่ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการเหมือนไข้ข้าวไหม้ใบเกรียมแต่รุนแรงมากกว่า

ไข้ขี้ฉ้อ ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคมีหลายชนิด ทำให้ยากต่อการวินิจฉัย เหมือนกับมีกลโกงซ่อนเร้นอยู่ จึงเรียกเป็นสำนวนว่า ไข้ขี้ฉ้อ

ไข้คด ดูที่ ไข้ขด

ไข้งูสวัด ชื่อโรคไข้กาฬชนิดหนึ่ง มีอาการปวดศีรษะ สะท้านร้อนสะท้านหนาว มีเม็ดผุดขึ้นเป็นแถวแนวยาว รูปลักษณะเหมือนงูเลื้อย เป็นเม็ดพอง มีหนองปวดแสบปวดร้อนเหมือนถูกไฟ ถ้าขึ้นรอบตัวรักษาไม่ได้ถึงตาย

ไข้จันทสูตร (ไข้จันทรสูตร) ชื่อโรคอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นภายนอก เป็นเม็ดเล็กๆ ยอดแหลม ผุดขึ้นเต็มตัว มีอาการตัวร้อนจัด มือเท้าเย็น หอบ สะอึก ลิ้นกระด้างคางแข็ง จับไม่เป็นเวลา หากเป็นช่วงที่พระจันทร์ขึ้นพิษไข้จะรุนแรงขึ้น

ไข้จับ อาการของไข้ มีตัวร้อน ปวดศีรษะ เป็นต้น ซึ่งแสดงถึงความเจ็บป่วยเพราะพิษโรคต่างๆ

ไข้เจลียง ชื่อไข้เว้นวันเจ็บวัน

ไข้ช่องสมุท (ไข้ช่องสมุทร) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการตัวร้อนจัดมาก ร้อนในกระหายน้ำ ปวดศีรษะมาก ลิ้นกระด้างคางแข็ง หอบและสะอึก กับยังมีเม็ดผุดขึ้นตามช่องอกและราวนม ขนาดใหญ่เท่าผลสะบ้ามอญ รูปสัณฐานยาวรี มีสีเขียว บางทีเป็นสีดำ เป็นอาการโรคร้ายแรงรักษายาก

ไข้ดาวเรือง ชื่อโรคอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นเพราะพิษไข้ มีอาการปวดศีรษะตัวร้อน หอบ สะอึก ลิ้นกระด้างคางแข็ง ภายในกายมีเม็ดผุดขึ้น และเมื่อผุดออกมาภายนอกผิวกาย เม็ดนั้นจะมีลักษณะเป็นผื่นแดงเป็นวงดั่งลายโคมครึ่งลูก

ไข้ตรีโทษ ไข้หน้กจวนจะตาย ดูที่ ตรีโทษ

ไข้ตะบองชนวน ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เป็นไข้ตัวร้อน มีเม็ดผุดขึ้น รูปสัณฐานเรียวเล็กเป็นแนว มักขึ้น

ไข้ตะบองพะลำ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง อาการคล้ายๆ กับไข้ตะบองชนวนแต่รุนแรงมากกว่า และเม็ดที่ผุดขึ้นเป็นแนวเรียวนั้นมีสัณฐานโตมากกว่าด้วย

ไข้แต่เช้า ในที่นี้หมายถึง มีอาการไข้จับตั้งแต่เวลาเช้า

ไข้แต่พอดีพอร้าย อาการไข้ไม่รุนแรงมาก อาการไม่หนัก พอปานกลาง

ไข้ทุวันโทษ ดูที่ ทุวันโทษ

ไข้นั้นตาย ในที่นี้หมายถึง อาการของโรครุนแรงมากถึงตาย

ไข้นั้นหนักอยู่ ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคยังรุนแรงอยู่

ไข้บานทะโลก ดูที่ บานทะโลก

ไข้ประกายดาษ ชื่อโรคไข้กาฬชนิดหนึ่ง พิษของโรคทำให้มีเม็ดผุดขึ้นเต็มตัว มีอาการตัวร้อน ปวดตามเนื้อตัว กระดูก ศีรษะ ลิ้นกระด้างคางแข็ง เป็นต้น

ไข้ประกายเพลิง ชื่อโรคไข้กาฬชนิดหนึ่ง พิษและอาการของโรคเหมือนกับไข้ประกายดาษแต่รุนแรงมากกว่า เม็ดที่ผุดขึ้นตามผิวกายมีขนาดใหญ่กว่า กับมีขนาดต่างๆ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ตัวร้อนจัดมากดุจเปลวเพลิง เป็นต้น

ไข้ประดง ดูที่ ประดง

ไข้ปานดำปานแดง ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการตัวร้อนจัด แต่มือเท้าเย็น ปวดศีรษะมาก ตาแดง กระหายน้ำ มีเม็ดผุดขึ้น สัณฐานแบนกว้างดั่งปาน หากขึ้นทั้งตัวมีสีแดงดั่งผลตำลึงสุก และดำดั่งสีผลหว้าสุก เป็นต้น

ไข้เปลวไฟฟ้า ชื่อโรคชนิดหนึ่ง ตัวร้อนจัดมาก อาการที่ร้อนจะทำให้หน้าดำ อกดำ ปากแห้ง ลิ้นแห้ง และแตกระแหง เป็นต้น

ไข้พิฆาฏ โรคชนิดหนึ่งมีอาการไข้รุนแรงมากถึงตายได้

ไข้เพื่อกำเดา ชื่อโรคชนิดหนึ่ง ดูที่ ไข้กำเดา

ไข้เพื่อซาง ดูที่ ซาง

ไข้เพื่อลม เป็นอาการไข้ชนิดหนึ่ง ตัวร้อน มีอาการหนาวสั่น มีผื่นขึ้นเต็มตัว ลมออกหู ไอ กระหายน้ำ ปากขม ผิวกายเจ็บระบม เป็นต้น

ไข้ไฟลามทุ่ง ชื่อโรคไข้กาฬชนิดหนึ่ง มีอาการดุจไข้ลำลาบเพลิงแต่อาการเป็นรุนแรงและรวดเร็วมากกว่า

ไข้มะเร็งตะมอย ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีเม็ดผุดขึ้นขนาดเท่าหัวแม่มือ ฐานขาวหัวดำ พิษของโรคทำให้เป็นไข้ตัวร้อน สะบัดร้อนสะบัดหนาว มักผุดขึ้นตามแขน ขา เป็นต้น

ไข้มะเร็งทูม (มเรงทูม) ดูที่ ไข้มะเร็งปากทูม

ไข้มะเร็งปากทูม ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นภายนอกกาย มีเม็ดผุดขึ้นที่หลัง สัณฐานยอดเขียวเหมือนสีคราม ลักษณะเหมือนรอยฟกบวมตามตัว ดูเพิ่มเติมที่ ไข้มะเร็งปากหมู

ไข้มะเร็งปากหมู เป็นโรคที่อาการต่อเนื่องมาจากไข้มะเร็งปากทูม เมื่อเม็ดนั้นเป็นมากขึ้น จนแตกออกแล้วรักษาไม่หาย

ไข้มะเร็งเปลวไฟ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีเม็ดผุดขึ้นขนาดกว้างเท่าวงสะบ้า ยอดเป็นสีเขียวไหม้เหมือนถูกไฟ เป็นต้น

ไข้มาแขก อาการไข้อย่างหนึ่งที่เป็นแทรกเพิ่มขึ้นมาใหม่อีกโรคหนึ่งในขณะที่ร่างกายมีโรคหรือเป็นไข้อย่างอื่น (อย่างใดอย่างหนึ่ง) อยู่แต่เดิมแล้ว

ไข้เมฆสูตร ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เป็นเม็ดเกิดขึ้นภายนอกผิวกาย มีอาการเหมือนไข้จันทรสูตร และสุริยสูตร แต่มีพิเศษตรงที่พิษของโรคจะทำให้หมดสติขณะเกิดพายุ มีเมฆฝน เป็นต้น

ไข้แม่ตะงาว ชื่อโรคไข้กาฬชนิดหนึ่ง มีเม็ดผุดขึ้นเป็นแนวยาวบริเวณขาหนีบ ต้นขา รักแร้ เป็นต้น

ไข้ระบุชาด ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีเม็ดเล็กขนาดเท่าเมล็ดผัก หรืองา จับเป็นกลุ่มๆ เป็นสีแดง ขึ้นเต็มตัว พิษของโรคทำให้ตัวร้อน มีไข้ มีอาการหอบ สะอึก เป็นต้น

ไข้รากสาด (ไข้ลากสาด) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง อาการของโรคมีหลายชนิด พิษของโรคทำให้ตัวร้อน มือเท้าเย็น ลิ้นกระด้างคางแข็ง ไอ อาเจียน มีเม็ดผุดขึ้นเต็มตัว เป็นหัวขาวเหมือนทราย เม็ดที่ผุดขึ้นตามตัวมีหลายสี หลายขนาดตามชนิดของไข้ เช่น สีดำเรียกว่าไข้รากสาดปานดำ สีเขียวเรียกว่าไข้รากสาดปานเขียว เป็นต้น

ไข้รุบุชาติ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง

ไข้เริมน้ำค้าง เริมน้ำข้าว ดูที่ เริม

ไข้ละบองกาฬ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เป็นก้อนบวมขึ้นตามสีข้างและข้อพับ โตขนาดผลมะตูม พิษของโรคมีอาการไข้ตัวร้อน ปากแห้ง คอแห้ง หอบ สะอึก คางแข็ง เป็นต้น

ไข้ละลอกแก้ว ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เป็นก้อนบวมขนาดผลผักปลัง หรือเมล็ดถั่ว เป็นต้น เกิดขึ้นเพราะไข้พิษในร่างกาย

ไข้ลำลาบเพลิง ชื่อโรคไข้กาฬชนิดหนึ่ง มีอาการปวดศีรษะ มืนงง และมีเม็ดผุดขึ้น ลักษณะเป็นแผ่นแดงตามตัว มีน้ำเหลืองด้วย

ไข้สังวาลพระอินทร์ ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดขึ้นภายนอก พิษไข้ทำให้มีเม็ดผุดขึ้นมาเป็นแถวๆ ตามแนวร่างกายสะพายแล่งอย่างสังวาล มีพิษทำให้เป็นไข้ตัวร้อน หอบ สะอึก สะท้านร้อนสะท้านหนาว เป็นต้น

ไข้สัมประชวร ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดขึ้นเพราะเลือด เสมหะ ดี เส้น และลมในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดพิษไข้ขึ้น

ไข้สายฟ้าฟาด ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดขึ้นภายนอก เป็นเม็ดสีดำแดงเล็กๆ เรียงเป็นแถวๆ ตามร่างกาย พิษทำให้ตัวเย็น เป็นไข้ ปากแห้งกระหายน้ำ เป็นต้น

ไข้สุริยสูตร ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดขึ้นภายนอก เป็นเม็ดเล็กๆ ยอดแหลม ผุดขึ้นตามตัว อาการเหมือนไข้จันทรสูตร ลักษณะพิเศษจากกัน คือจับไข้ช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก

ไข้หงส์ระทด (หงษ์รันทด) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการตัวร้อนจัด มือเท้าเย็น หอบสะอึก ลิ้นกระด้างคางแข็ง จับไข้ไม่เป็นเวลา เมื่อเวลาไข้จับตัวเกร็งแข็งเหมือนท่อนไม้ เป้นต้น

ไข้เหนือพิษกาฬ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นในกายแล้วผุดออกมาที่ผิวหนังภายนอก เป็นวง เป็นแผ่น ลักษณะเป็นเม็ดทราย สีแดง ดำ เขียว ตลอดตัว

ไข้อภิฆาต (อภิฆาฏ) อาการไข้ร้ายแรงมากถึงตาย ลักษณะของพิษไข้มีเม็ดผุดขึ้นเหมือนหัด เป็นยอดแหลมตามภายนอกผิวกายแล้วท้องร่วง เม็ดนั้นจมหายไปในกาย ทำให้กินอาหารไม่ได้ หากเม็ดผุดขึ้นมาอีกครั้งรักษาไม่ได้แล้ว จะมีเลือดออกทุกทวาร เป็นต้น

ไข้เอกโทษ อาการไข้เกิดเพราะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายเพียงส่วนเดียวผิดปกติ วิการ ทำให้เป็นไข้ เป็นอาการที่จัดว่าไม่รุนแรง

คชราช (คุดทะราด) ชื่อโรคติดต่อชนิดหนึ่ง เป็นแผลเรื้อรัง มีกลิ่นเหม็น เป็นแก่บุรุษ ดูเพิ่มเติมที่ คุดทะราด

คนทิสอ คือ ต้นคนทีสอ หรือโคนดินสอ

ครรภ์ ท้องรวมทั้งทารกที่อยู่ในครรภ์ คำคำนี้เขียนแตกต่างกันอยู่บ้าง (ครรภ)

ครรภ์ปริมณฑล
ระยะความปวดเตือนบริเวณครรภ์มารดา ซึ่งใกล้ถึงเวลาคลอดบุตร

ครรภปะรามาศ สัตว์ที่มีกำเนิดด้วยการลูบท้องแล้วมีครรภ์

ครรภ์รักษา การดูแลรักษาให้ครรภ์มารดาและเด็กในครรภ์อยู่ในสภาพปกติ แข็งแรง สมบูรณ์ทุกประการ

ครรภ์วิปลาศ ครรภ์มีอาการผิดปกติ

ครรไลย (ครรไล) ไป

คราก ยืดขยายออก แล้วไม่คืนที่เดิม

คร้านน้ำ อาการของโรคชนิดหนึ่ง ไม่ชอบดื่มน้ำ

คราม พืชวงศ์ถั่วชนิดหนึ่ง ใบสดใช้ทำยา ใบที่นำมาหมักจะให้สีที่เรียก สีคราม ใช้ย้อมผ้าได้

ครีบกด เรียกอาการของโรคซางโจร ซึ่งพิษของโรคทำให้เกิดเม็ดขึ้นตามส่วนต่างๆของร่างกาย ทำให้ตัวลายผิวหนังแตกระแหง

ครุกรรม บาปหนัก

ครุวรรณา (ครุวนา) หมายถึง อุปมาหรือเปรียบ

ครูพัก การเรียนรู้ด้วยวิธีจำจากบุคคลที่ไม่ได้รับผู้เรียนเป็นศิษย์ เช่น เรียนจากตำราโดยไม่มีครูสอน หรือดูแบบอย่างแล้วจดจำมาทำด้วยตนเอง การเรียนรู้ด้วยวิธีอย่างนี้เป็นความรู้ที่ได้จากครูพัก สำนวนโบราณมักใช้ว่า ครูพักลักจำ

คลั่ง อาการผิดปกติของร่างกายและจิตใจ มี ๒ ชนิด คือ โรคที่เกิดขึ้นในจิตใจ อารมณ์แปรปรวน ทำให้ฟุ้งซ่าน คลั่งขึ้นกับอาการคลั่งเพราะพิษไข้ในร่างกาย อันอาจมาจากการถูกสารพิษ หรือที่เรียกว่าโรคทางกายทำให้คลั่ง

คลาย ในที่นี้หมายถึง ลดน้อยลง

ค่อยงดต่อไป ในที่นี้หมายถึง หายจากอาการของโรค

คัณฑมาลา ดูที่ ฝี

คัณฑุ ฝี

คัด งัดให้เผยอ

คันทุปา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑

คันธ์ ภูเขา

คัพภวาระ เวลาตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์

คัมภีร์ ในที่นี้หมายถึง ตำราแพทย์

คัมภีร์เตร็จ ชื่อเรียกคัมภีร์หรือตำราที่แยกย่อยมาจากคัมภีร์ใหญ่ ซึ่งเป็นฉบับสมบูรณ์

คัมภีร์ปะระเมหะ (ปรามหะ) คัมภีร์แพทย์ว่าด้วยโรคเกิดแต่น้ำเบาหรือน้ำปัสสาวะ

คัมภีร์พระบรมัตถธรรม (คัมภีร์พระปรมัตถธรรม) คือ พระอภิธรรมปิฎก

คัมภีรภาพ ความลึกซึ้ง

คัมภีร์โลกนิทาน ชื่อคัมภีร์แพทย์ว่าด้วยสมุฏฐานแห่งโรค

คัมภีร์สรรพคุณ ชื่อคัมภีร์ที่กล่าวถึงคุณสมบัติของพืชพันธุ์ไม้ หรือสิ่งปรุงแต่งที่มีฤทธิ์ในทางรักษาโรค หรือเภสัชวัตถุที่มีคุณสมบัตินำไปปรุงให้เกิดฤทธิ์ในทางรักษาโรค เป็นต้น

คัมภีร์สาระวัด คัมภีร์ว่าด้วยเรื่องการตรวจรักษาโรค

คัมภีร์ไสย์ คัมภีร์ไสยศาสตร์ หมายถึง คัมภีร์อถรรพเวทของพราหมณ์ ต้นฉบับในเนื้อเรื่องเขียน “ไสย์”

คัมภีร์อภัยสันตา (อไภยสันตา) ชื่อคัมภีร์ทางการแพทย์ไทยโบราณ

คางแขง อาการของโรคชนิดหนึ่ง ทำให้อ้าปากไม่เต็มที่

คางล้า อาการเมื่อยบริเวณขากรรไกร

คาดด้วยเหล้า ในที่นี้หมายถึง นำยาที่ปรุงแล้วใส่สุราเป็นน้ำกระสายก่อนที่จะใช้ทารอบๆข้อมือข้อเท้าเด็ก

คายเข้าเปลือก ในที่นี้หมายถึง ข้าวเปลือกที่ตำแล้วมีเปลือกข้าวเป็นผงหยาบๆ เมื่อกระทบถูกผิวกายจะรู้สึกระคายและคัน

คิมหันต์ ฤดูร้อน นับจากแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒

คิมหันตะ ฤดูร้อน

คิลาน์ภูญช์ กินยา

คีลาน์ (คิลานะ) หมายถึงคนเจ็บ

คืบคนไข้ ในที่นี้หมายถึง ใช้ขมิ้นอ้อยยาวเท่ากับระยะเหยียดนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วกลาง ซึ่งเท่ากับ ๑ คืบของคนไข้

คุคะ พืชสมุนไพรชนิดหนึ่งต้นเป็นเถา

คุ้ง ตลอดไป นาน ยาวนาน

คุณ คือ สรรพคุณ

คุณ อาถรรพ์ คือ พิธีทำร้ายต่ออมิตร โดยเสกสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าในตัว หรือ ฝังรูปฝังรอย

คุณวิทยาคม การทำร้ายด้วยเวทมนตร์คาถา

คุณไสย อาถรรพ์ พิธีทำร้ายต่ออมิตรโดยเสกสิ่งใดสิ่งเข้าตัวหรือฝังรูป ฝังรอย เรียกว่ากระทำคุณ ผู้ถูกกระทำเรียกว่า ถูกคุณ

คุด ซ่อน มุด

คุดทะราด ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เป็นโรคติดต่อชนิดเรื้อรัง ซึ่งผุดขึ้นภายนอกผิวกายเป็นตุ่มเล็กๆ คล้ายหูด แล้วค่อยๆ โตขึ้น ลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำปลี มีอาการไข้ตัวร้อน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตุ่มดังกล่าวมักขึ้นตามขา เท้า ตามใบหน้า บริเวณจมูก เป็นต้น

คุธราด (คุดทะราด) โรคผิวหนังชนิดหนึ่ง

คุมกัน รวมตัวกัน

คุมธาตุ วิธีการรักษาโดยการทำให้ธาตุต่างๆ ในร่างกายหายจากอาการผิดปกติ หรือควบคุมให้เป็นปกติ

คุยหะ (คุยห) อวัยวะเพศ

คุลิก่า สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากค่าง มีสรรพคุณดับพิษร้อน แก้เสมหะ จุกคอ ดับพิษกาฬและพิษทั้งปวง มีรสเย็น

คุลีการ (คุลิการ) คลุกเคล้าเข้าด้วยกันแล้วปั้นเป็นก้อน คลุกเคล้าให้เข้ากัน

คุลุมโรค ชื่อโรคลมชนิดต่างๆ เช่น ลมแน่นในท้องเบื้องขวา เป็นต้น

คูถเสมหะ อาการของโรคที่มีเสมหะในอุจจาระ หรืออาจมีโลหิตกับน้ำเหลืองตกออกมาทางทวารหนัก มักทำให้มีอาการแน่น อาเจียนเป็นลมเปล่า บริโภคอาหารไม่ได้ มีอาการเป็นลมหน้ามืดด้วย

คูธ (คูถ) อุจจาระ

คูธตก (คูถตก) ขับอุจจาระ อุจจาระออกสะดวก

คูธทวาร (คูถทวาร) ทวารหนัก

คู่อ้ายบ้า ดูที่ ปริศนาสมุนไพร ชื่อยาหรือตำรายาที่บอกชื่อสมุนไพรไว้เป็นคำซ่อนเงื่อนหรือคำแผลงเพื่อให้ทาย ซึ่งผู้รู้แต่ก่อนท่านกำหนดขึ้นไว้เป็นที่เข้าใจในกลุ่มผู้รู้ด้วยกัน ตัวอย่างเช่น ยาแก้บิดหัวลูกเขียนเป็นปริศนาไว้ว่า "ลูกใต้ดิน กินตีนท่า หรือ หากินตามท่า อยู่หลังคาขี้คารู คู่อ้ายบ้า" คำตอบปริศนา : ลูกใต้ดินคือต้นเจตมูลเพลิง กินตีนท่าหรือหากินตามท่าคือต้นผักเป็ด อยู่หลังคาคือหญ้ายองไฟ (ยักไย่ไฟ) ขี้คารูคือขี้ยาฝิ่น คู่อ้ายบ้าคือสุราใช้เป็นกระสาย

เค็มตลอดยอด ดูที่ ปริศนาสมุนไพร ชื่อยาหรือตำรายาที่บอกชื่อสมุนไพรไว้เป็นคำซ่อนเงื่อนหรือคำแผลงเพื่อให้ทาย ซึ่งผู้รู้แต่ก่อนท่านกำหนดขึ้นไว้เป็นที่เข้าใจในกลุ่มผู้รู้ด้วยกัน ตัวอย่างเช่น ปริศนาหนึ่งเขียนไว้ว่า "หาบไม่หนัก ตักไม่เต็ม เค็มตลอดยอด มอดไปด้วย ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา) หงายกลางนา หญ้าหัวใต้ หมึกสาย กินพุงทลาย จับไม่อยู่" คำตอบปริศนา : หาบไม่หนักคือต้นกระเบา ตักไม่เต็มคือต้นหางไหล เค็มตลอดยอดคือต้นมะเกลือ มอดไปด้วยคือต้นเลี่ยน ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา)คือหญ้าใต้ใบ หงายกลางนาคือผักคราดหัวแหวน หญ้าหัวใต้คือสมุนไพรทั่วๆไป หมึกสายคือสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง กินพุงทลายคือสลอด จับไม่อยู่คือปรอท

เครื่องกระยาบวช อาหารที่ไม่มีของสดของคาวเจือปน

เครื่องพลีกรรม เครื่องบวงสรวงเทวดา

เครื่องมัจฉะมังสะ อาหารที่ประกอบด้วยปลาและเนื้อเป็นสำคัญ

เครื่องยา การนำเภสัชวัตถุ ได้แก่ พืช สัตว์ แร่ธาตุ มาประสมกันตามตำรับ แล้วปรุงขึ้นตามวิธี เพื่อให้เกิดฤทธิ์ มีสรรพคุณแก้โรคต่างๆ

เครื่องสมุนไพร ดูที่ สมุนไพร

เคลิ้มคลาย อาการนอนหลับไม่สนิท พอใกล้จะหลับ หรือจวนหลับก็ตื่นขึ้น

แค้น ฝืดกลืนไม่ลง

แคลง สงสัย

โคปา ์ลุ* ชื่อพืชสมุนไรอย่างหนึ่ง (ต้นฉบับเขียนเช่นนี้)

โคมตามไว้ ดวงไฟที่จุดไว้

โคโรค สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากวัว มีสรรพคุณแก้เสมหะเหนียว แก้โรคตา แก้โรคลมเพลมพัด บำรุงกำลัง มีรสมัน คาวเฝื่อน

โคอุระ โคอุระ หรือเรียกว่า โคกกระสุน ดูเพิ่มเติมที่ สมุนไพรเรียกชื่อได้ ๒ อย่าง สมุนไพรเรียกได้มากกว่า ๑ ชื่อ หรือสมุนไพรอย่างเดียวกันแต่เรียกชื่อต่างกันไปตามท้องถิ่น หรือกำหนดชื่อเป็นคำปริศนา เป็นต้น

ใคร้เครือ (ไคร้เครือ) ไม้เถาชนิดหนึ่ง

ไคลพระเจดีย์ สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากตะไคร่น้ำซึ่งเกาะอยู่ที่พระเจดีย์

ไคลเสมาไชย สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากตะไคร่น้ำซึ่งเกาะอยู่ที่ใบเสมาหน้าโบสถ์

ฆ่า การทำให้สมุนไพรหรือตัวยาบางชนิดมีพิษลดลง เสื่อมฤทธิ์หรือฤทธิ์อ่อนลง ทำนองเดียวกับการสะตุ แต่ที่เรียกว่าฆ่าเพราะเป็นของมีพิษร้ายแรงมาก ได้แก่ (๑) การฆ่าชะมดเช็ด ชะมดเช็ดเป็นสมุนไพรมีพิษหากจะนำมาใช้ปรุงยาต้องฆ่าให้ฤทธิ์เสื่อมลง คือให้หมดกลิ่นคาวเหลือแต่กลิ่นหอม มีวิธีการฆ่า ๒ วิธีคือ วิธีที่ ๑ นำชะมดเช็ดใส่ในใบพลู แล้วนำหัวหอมหรือผิวมะกรูดหั่นละเอียดผสมลงในใบพลูนั้น แล้วนำไปลนไฟเทียน (ไฟที่จุดด้วยเทียนไข) จนกว่าชะมดเช็ดจะละลายเป็นน้ำ นานพอสมควรแล้วจึงนำไปกรองเอาแต่น้ำจะได้น้ำชะมดเช็ดที่ใช้ปรุงยาได้ วิธีที่ ๒ นำชะมดเช็ดใส่ในภาชนะเงิน จะเป็นทัพพีหรือช้อนเงินก็ได้ แล้วนำหัวหอมหรือผิวมะกรูดหั่นละเอียดผสมลงในชะมดเช็ดที่เตรียมไว้ แล้วนำไปลนไฟเทียนหรือไฟถ่านอ่อนๆ จนกว่าชะมดเช็ดจะละลาย ให้มีกลิ่นคาวหอมนานพอสมควรจึงกรองเอาแต่ชะมด (๒) การฆ่าปรอท ใช้ทองแดง ทองเหลือง หรือเงิน ผสมให้ปรอทกินเสียก่อนจึงนำไปทำยาได้ (๓) การฆ่าลูกสลอด นำลูกสลอดต้มกับข้าวเปลือกและเกลือ ต้มเคี่ยวจนข้าวเปลือกแตก แล้วนำลูกสลอดไปล้างน้ำตากแดดจนแห้ง จึงนำไปใช้ทำยาได้ (๔) การฆ่าสารหนู บดสารหนูให้ละเอียดแล้วนำไปใส่ลงในฝาละมีหรือหม้อดิน แล้วบีบน้ำมะกรูดหรือน้ำมะนาวให้ท่วมสารหนูที่บดไว้ นำขึ้นตั้งไฟ เคี่ยวจนแห้ง ทำซ้ำๆ เช่นนี้ ๗-๘ ครั้งจนกว่าสารหนูจะกรอบดีแล้วจึงใช้ได้ ดูเพิ่มเติมที่ สะตุ

ฆาน ประสาทที่รู้กลิ่น จมูก

ฆานะ (ฆาน) จมูก

งกงัน อาการของโรคทำให้ตัวสั่นสะท้านยืนไม่ตรง

งม งมงาย มุ่งมั่นอยู่อย่างงมงาย

ง้วน โอชะ ดินง้วน คือ โอชะของดิน

งวนหมู (ง้อนหมู) พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง คือ หญ้าแห้วหมู

งาช้างกำจัด งาช้างดำ

งาช้างกำจาย งาช้างที่หักติดอยู่ในต้นไม้ หรือสิ่งอื่นๆ

งานม กิมิชาติชนิดหนึ่ง

งาย เวลาเช้า ในที่นี้หมายถึง ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ในความว่า “ออกเมื่อเช้าก่อนงาย”

งูสวัด ดูที่ไข้งูสวัด

จตุกาลธาตุ คือ หัวว่านน้ำ รากเจตมูลเพลิง รากแคแตร และรากพนมสวรรค์ (นมสวรรค์) ดูที่ พิกัดยา ๑. กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๔ สิ่ง

จตุทิพยคันธา (จตุทิพย์คันธา) คือ รากชะเอมเทศ รากมะกล่ำเครือ ดอกพิกุล และเหง้าขิงแครง ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๔ สิ่ง

จตุธาตุ ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

จตุผลาธิกะ คือ ผลสมออพยา (สมอไทย) ผลสมอพิเภก ผลมะขามป้อม และผลสมอเทศ ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๔ สิ่ง

จตุวาตผล คือ รากขิง กะลำพัก อบเชยเทศ และโกฐหัวบัว ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๔ สิ่ง

จตุสมาสรรพ ธาตุทั้ง ๔ รวมกัน

จมเข้าไปข้างใน ในที่นี้หมายถึง เม็ดพิษของโรคซางซึ่งขึ้นอยู่ภายนอก ได้เคลื่อนเข้าไปภายในร่างกาย

จะเที่ยงลง ในที่นี้หมายถึง จะแน่นอน หรือจะเป็นจริง

จะนับเวลามิได้ ในที่นี้หมายถึง นับไม่ถ้วน อาการท้องเสีย ทำให้ถ่ายอุจจาระบ่อยๆ จนนับครั้งไม่ถ้วน

จะโปง (จับโปง) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากลมในร่างกายทำให้ปวดเมื่อยตามข้อต่างๆ

จะยายากนัก ในที่นี้หมายถึง เป็นการยากมากที่แพทย์จะให้ยาเพื่อระงับพิษ หรือดับพิษของโรค

จะละนะ ในที่นี้ หมายถึง ความผิดปกติของธาตุลมในร่างกายหรือธาตุลมพิการทำให้ร่างกายเกิดโรคมีอาการต่างๆ

จะละนะ เคลื่อนไหว

จะวะกาล ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๓

จักกระจั่น (จักจั่น) แมลงจำพวกหนึ่ง

จักขุ สายตา

จักรราษี (จักรราศี) พื้นที่โดยรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งดาวพระเคราะห์เดินทางรอบหนึ่งมี ๑๒ ราศี โดยกำหนดให้ ๓๐ องศาเป็น ๑ ราศี แต่ละราศีคือเดือนทั้ง ๑๒ เดือน

จังหวัด ขอบเขต ในที่นี้หมายถึงขอบเขตเนื้อหาของเรื่องในคัมภีร์ ในความว่า “จบจังหวัดคัมภีร์ไสย์”

จั่น ชื่อดอกหมากที่ยังอ่อนมีกาบหุ้ม

จันทน์ชะมด พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง

จันทน์ทั้ง ๒ พืชสมุนไพร ๒ ชนิด คือ จันทน์แดง และจันทน์ขาว

จันทน์ทั้ง ๕ คือ แก่นจันทน์แดง แก่นจันทน์ขาว แก่นจันทน์เทศ แก่นจันทน์ชะมด และแก่นจันทน์ทนา

จันทรมณฑล พระจันทร์มีรัศมีเป็นวง

จันทสูตร ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นภายนอก เป็นเม็ดเล็กๆยอดแหลมผุดขึ้นเต็มตัว ดูที่ ไข้จันทสูตร

จับ อาการของโรค เช่น จับไข้ หมายถึงอาการไข้ มีตัวร้อนปวดศีรษะ เป็นต้น

จับเปนเวลา ในที่นี้หมายถึง อาการไข้ อาการของโรคกำเริบขึ้นเป็นเวลา

จับโปง อาการของโรคอย่างหนึ่ง เกิดจากธาตุลมในร่างกายผิดปกติทำให้ปวดเมื่อยตามข้อต่างๆ

จับไม่อยู่ ดูที่ ปริศนาสมุนไพร ชื่อยาหรือตำรายาที่บอกชื่อสมุนไพรไว้เป็นคำซ่อนเงื่อนหรือคำแผลงเพื่อให้ทาย ซึ่งผู้รู้แต่ก่อนท่านกำหนดขึ้นไว้เป็นที่เข้าใจในกลุ่มผู้รู้ด้วยกัน ตัวอย่างเช่น ยาแก้บิดหัวลูกเขียนเป็นปริศนาไว้ว่า "ลูกใต้ดิน กินตีนท่า หรือ หากินตามท่า อยู่หลังคาขี้คารู คู่อ้ายบ้า" คำตอบปริศนา : ลูกใต้ดินคือต้นเจตมูลเพลิง กินตีนท่าหรือหากินตามท่าคือต้นผักเป็ด อยู่หลังคาคือหญ้ายองไฟ (ยักไย่ไฟ) ขี้คารูคือขี้ยาฝิ่น คู่อ้ายบ้าคือสุราใช้เป็นกระสาย ปริศนาหนึ่งเขียนไว้ว่า "หึ่งอากาศ พาดยอดไม้ หงายธรณี หนีสงสาร ไปนิพพานไม่กลับ" คำตอบปริศนา : หึ่งอากาศคือน้ำผึ้ง พาดยอดไม้คือบอระเพ็ด หงายธรณีคือแห้วหมู หนีสงสารคือขมิ้นอ่อน ไปนิพพานไม่กลับคือขมิ้นชัน ปริศนาหนึ่งเขียนไว้ว่า "หาบไม่หนัก ตักไม่เต็ม เค็มตลอดยอด มอดไปด้วย ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา) หงายกลางนา หญ้าหัวใต้ หมึกสาย กินพุงทลาย จับไม่อยู่" คำตอบปริศนา : หาบไม่หนักคือต้นกระเบา ตักไม่เต็มคือต้นหางไหล เค็มตลอดยอดคือต้นมะเกลือ มอดไปด้วยคือต้นเลี่ยน ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา)คือหญ้าใต้ใบ หงายกลางนาคือผักคราดหัวแหวน หญ้าหัวใต้คือสมุนไพรทั่วๆไป หมึกสายคือสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง กินพุงทลายคือสลอด จับไม่อยู่คือปรอท

จับสะท้าน ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคหรืออาการไข้ ทำให้ร่างกายหนาวสั่น

จับส่าง อาการของไข้มีตัวร้อนปวดศีรษะ เป็นต้น ซึ่งแสดงถึงความเจ็บปวดเพราะพิษของโรค เมื่อเป็นขึ้นแล้วอาการก็ทุเลาลง ผ่อนคลายลง

จับเอา ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคจะเป็นขึ้น หรือกำเริบขึ้น

จามรี สัตว์ ๔ เท้า ประเภท เนื้อทราย มีขนละเอียดหางยาวเป็นพู่

จำเนียร ในที่นี้ หมายถึง เชี่ยวชาญ

จำปราบ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง มีอาการเหมือนถูกพิษงู เมื่อเริ่มจับจะดิ้นเสือกตัวไปมา แล้วชักหลังแอ่นไปถึงตะโพก

จำเภาะ คือ เฉพาะ

จำระ ดูที่ จำหระ

จำระขวา (จำหระขวา) ส่วนของร่างกายซีกขวา

จำระซ้าย (จำหระซ้าย) ส่วนของร่างกายซีกข้างซ้าย

จำเริญยา เป็นคำใช้เรียก การทิ้งยา หรือเลิกใช้ยา เลิกใช้เครื่องยา เช่น ยาต้มที่ต้มไว้นานจนเครื่องยาจืด หมดรสยาแล้วต้องการจะทิ้ง เพื่อเปลี่ยนยาชุดใหม่ก็ต้องจำเริญยาชุดเก่าไปก่อน เป็นต้น การจำเริญยา นิยมนำออกไปทิ้งนอกชายคาบ้าน ด้วยเป็นความเชื่อมาแต่โบราณว่าจะทำให้คนป่วยหายเร็ววัน

จำหระ แถบ ซีก (ใช้กับร่างกาย)

จิตรเสียไป จิตใจไม่เป็นปกติ

จึงขาวออก ในที่นี้หมายถึง จึงปรากฎอาการเป็นฝ้าขาวขึ้นที่ลิ้น

จึงทำ ในที่นี้หมายถึง เป็นระยะที่จะเกิดโรคหละ และละออง

จึงสิ้น ในที่นี้หมายถึง หมดระยะการเป็นโรคซาง

จุก อาการแน่นบริเวณหน้าอกมีอาการเหมือนลมดันขึ้นอย่างเดียว (จุกแดก)

จุกแดก อาการแน่นบริเวณหน้าอก มีอาการเหมือนลมดันขึ้นอย่างเดียว

จุกผาม ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีตับและม้ามโต มีไข้คลุมเครือ เรื้อรัง ป้างก็เรียก

จุกโร คือ จุกโรหินี

จุณ ละเอียดจนเป็นผง

จุณสีสตุ (จุนสีสะตุ) คือ จุนสีที่ทำให้พิษลดลงแล้ว (ดูเพิ่มเติมที่คำสะตุ)

จุด วิธีรักษาโดยใช้ยาที่ปรุงแล้วแตะหรือป้ายเฉพาะส่วนยอดของเม็ดพิษ

จุลพิกัด คือเครื่องยาอย่างน้อยหรืออย่างเดียวกัน แต่แตกต่างกันเฉพาะรูปร่างหรือขนาด สี และถิ่นกำเนิด โบราณกำหนดไว้เป็นคู่ๆ ดังนี้ (๑)จุลพิกัดประเภทต่างขนาดหรือประเภทของพืช เช่น กระพังโหมทั้ง ๒ หมายถึงกระพังโหมน้อยและกระพังโหมใหญ่ โมกทั้ง ๒ หมายถึงโมกเล็กและโมกใหญ่ มะแว้งทั้ง ๒ หมายถึงมะแว้งต้นและมะแว้งเครือ ฯลฯ (๒)จุลพิกัดประเภทต่างสี เช่น กะเพราทั้ง ๒ หมายถึงกะเพราขาวและกะเพราแดง แคทั้ง ๒ หมายถึงแคขาวและแคแดง อังกาบทั้ง ๒ หมายถึงอังกาบขาวและอังกาบเหลือง ฯลฯ (๓)จุลพิกัดประเภทต่างถิ่นกำเนิด คือของไทยและของเทศ พืชบกและพืชน้ำ หรือมีปลูกตามบ้านและในป่า เช่น ชะเอมทั้ง ๒ หมายถึงชะเอมเทศและชะเอมไทย กุ่มทั้ง ๒ หมายถึงกุ่มบกและกุ่มน้ำ ยอทั้ง ๒ หมายถึงยอบ้านและยอป่า ฯลฯ

เจริญ ในที่นี้หมายถึง บำรุง

เจริญไฟธาตุ การทำให้ไฟธาตุหรือธาตุไฟในร่างกายเป็นปกติ

เจริญมังษะ ทำให้มีเนื้อ ในที่นี้หมายถึง ทำให้ร่างกายสมบูรณ์ขึ้น มีเนื้อ อ้วนขึ้น

เจริญอาหาร ทำให้บริโภคอาหารได้มาก

เจลียง ชื่อไข้ซึ่งจับวันเว้นวัน

เจ้าเรือน เป็นอยู่เดิม มีอยู่แต่เดิม เป็นมาก่อน

เจ้าเรือน ในที่นี้หมายถึง โรคซางที่เกิดกับกุมารเมื่อยังอยู่ในครรภ์มารดาตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ ๓ เดือน จนถึงอายุได้ ๕ ขวบ เรียกว่าโรคซางเจ้าเรือน หรือซางกำเนิด (ดูเพิ่มเติมที่คำ ซาง)

เจียด จัดตามส่วนที่กำหนด จัดตามพิกัด

เจือ ผสม ปน เพิ่ม

เจือยา การปรุงเครื่องยาอย่างหนึ่ง แล้วเพิ่มตัวยาอย่างอื่นลงไปอีกเล็กน้อย กล่าวคือ ถ้าหากเครื่องยาหนัก ๑ บาท ยาที่นำมาเจือจะหนักประมาณ ๑ เฟื้อง

โจทย์ พูดโอ้อวด ในความว่า “รู้แล้วเที่ยวโจทย์ทาย”

ฉกาลวาโย ธาตุลม ๖ ประการ

ฉทิโรค (ฉะทิโรค) โรคที่เกิดจากสมุฏฐานทั้ง ๖ คือ ธาตุสมุฏฐาน อุตุสมุฏฐาน กาลสมุฏฐาน อายุสมุฏฐาน ประเทศสมุฏฐาน อาหารสมุฏฐาน

ฉมบ (ฉะมบ) ผีอย่างหนึ่ง เชื่อกันว่าเป็นผีผู้หญิงที่ตายในป่าและสิงอยู่ในบริเวณที่ตาย บางครั้งเห็นรูปร่างเป็นเงาๆ แต่ไม่ทำอันตราย

ฉละมุคะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๘

ฉะทิโรค การอาเจียนที่เกิดจากโรค ๗ อย่าง คือ ดีพิการ ลมพิการ เสมหะพิการ เป็นไข้ ได้กลิ่นเหม็น แพ้ท้อง แพ้อากาศ

ฉันนวุติกะ (ฉันวุติ) แปลว่า ๙๖

ฉินท์ ตัด ขาด

เฉลน จิ้งเหลน

เฉียวฉาน ในที่นี้หมายถึงกระจายไป

แฉล้ม งดงาม

ชนม์พรรษา (ชนมพรรษา) ปีเกิด

ชล ชน ปะทะ กระทบ

ชลา ดูที่ สมุนไพรเรียกชื่อได้ ๒ อย่าง

ชลามพุชะ สัตว์ที่มีกำเนิดภายในครรภ์แล้วคลอดออกมาเป็นตัว

ชโลม การรักษาโรคด้วยวิธีใช้ยาลูบทาภายนอกตามผิวกาย ให้เปียกชุ่ม เพื่อลดพิษของโรคหรือดับพิษโรค

ช่องดาล ช่องสำหรับใส่ดาลหรือกลอนประตูหน้าต่างที่ทำด้วยไม้อย่างประตูหน้าต่างโบสถ์ วิหารและเรือนไทยโบราณ ในที่นี้หมายถึงช่องทางหรือช่องประตูขนาดเล็กและแคบกว่าตัวช้างมากๆ

ช่องสมุทร ดูที่ ไข้ช่องสมุท

ชอบ ในที่นี้หมายถึงตรงกับโรค หรือดับพิษของโรคได้

ชอบไฟธาตุ ในที่นี้หมายถึง ทำให้ไฟธาตุร่างกายเป็นปกติ ไม่พิการ หรือบกพร่อง

ชอบยา ในที่นี้หมายถึง ให้ยาตรงกับโรคหรือดับพิษของโรคได้

ชอบโรค ในที่นี้หมายถึง ยาที่ใช้รักษาโรคมีสรรพคุณในทางดับพิษของโรค ทำให้หายจากอาการของโรค

ชะ ในที่นี้หมายถึง ล้าง

ชะมดเชียง เครื่องยาสมุนไพรอย่างหนึ่ง มีกลิ่นหอม ได้จากต่อมกลิ่นของสัตว์ตัวผู้ลักษณะคล้ายกระจง แต่ไม่มีเขา อยู่ในที่หนาว สูง เรียกชื่อว่า ชะมดเชียง

ชะมดสด ในที่นี้หมายถึง ชะมดเช็ด สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากน้ำมันของชะมด ซึ่งเช็ดไว้ตามที่ต่างๆ เมื่อจะนำมาใช้เป็นเครื่องยาต้องฆ่าให้พิษลดลงก่อน (ดูเพิ่มเติมที่คำ ฆ่า)

ชะโลม (ชโลม) วิธีรักษาโดยการใช้ยาที่ปรุงแล้วลูบทาภายนอกตามผิวกายให้เปียกชุ่ม เพื่อลดพิษของโรค หรือดับพิษโรค

ชะเอมทั้ง ๒ พืชสมุนไพร ๒ ชนิด คือ ชะเอมเทศ และชะเอมไทย

ชะเอมทั้งสอง พืชสมุนไพร ๒ ชนิด ได้แก่ ชะเอมเทศ และชะเอมไทย

ชัก อาการของโรคอย่างหนึ่ง มีอาการคล้ายเนื่อกระตุก มือกำ เท้างอ ตกเหลือกขึ้นมองเหนือศีรษะ เป็นต้น

ชักดาก ทำให้ดากหดเข้าไปในทวาร

ชักส้วง การทำให้ปลายลำไส้ที่ทวารหนัก ซึ่งเคลื่อนหลุดออกมานอกร่างกายเลื่อนเข้าที่เดิม การทำให้ดากหดหรือเลื่อนเข้าที่

ชั่งขึ้น ในที่นี้หมายถึง นำผลมะกรูดที่ต้มสุกแล้วไปชั่งทันทีเมื่อนำขึ้นจากน้ำหรือขณะที่ยังร้อนอยู่

ชัณสูตร (ชันสูตร) ตรวจตรา สอบสวน โดยเหตุผล

ชัน ยางไม้สำหรับยาเรือหรือปิดผนึก

ชันตะเคียน พืชสมุนไพรชนิดหนึ่งให้มาจากยางของต้นตะเคียน

ชั่วกัลปา จนสิ้นกัลป์ ซึ่งหมายถึง เมื่อโลกประลัยครั้งหนึ่ง

ชาด วัตถุอย่างหนึ่งมีทั้งชนิดผงและก้อน สีแดงสด ใช้ทำยาและผสมกับน้ำมันสำหรับลงพื้นทาสิ่งของและประทับตรา เป็นต้น

ชาดก้อนประสระแล้ว ในที่นี้หมายถึง ชาดที่นำมาใช้เป็นเครื่องยา ได้ทำความสะอาดหรือฟอกให้รสและพิษอ่อนลง แล้วด้วยวิธีการประสะชาด

ชาดทั้ง ๓ สมุนไพร ๓ ชนิด คือ ชาดหรคุณ ชาดก้อน และชาดจอแส

ชาดหรคุณ ชาดประสมกับปรอทและกำมะถัน

ชาติเตโช ธาตุไฟ (หรือเตโชธาตุ) อันมีกำเนิดในร่างกาย

ชาติโทษ ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดกับหญิง เป็นอาการโรคที่เกิดขึ้นเพราะธรรมชาติร่างกายเป็นมาแต่กำเนิด เกี่ยวกับการมีระดู หรือประจำเดือนของหญิงสาว มี ๒ ชนิดคือ (๑) หญิงที่มีอายุได้ ๑๔-๑๕ ปี โดยปกติควรมีระดูแล้วแต่ไม่มี บางทีมีระดูมาได้ ๑-๒ ครั้งแล้วก็แห้งไปไม่มีมาอีก เมื่อมีสามีแล้วระดูจึงกลับมีมาตามปกติ บางครั้งมีระดูล้างหน้าคือมีมาครั้งเดียวก็มีครรภ์ (๒) หญิงที่ปกติจะมีระดูงามดี ตรงตามเวลาทุกเดือนจนเมื่อมีสามีแล้วประมาณ ๑-๒ เดือน ระดูกลับผิดปกติ มีน้อยลงและซีดจาง มีอาการปวดเมื่อยบริเวณหลัง เอว ตามเนื้อตัว ผิวเนื้อชา หน้าซีด กินข้าวไม่ได้ นอนไม่หลับ เป็นต้น

ชาตินรลักษณ์ รูปร่างลักษณะตามธรรมชาติ

ชาติวาโย ธาตุลม (หรือวาโยธาตุ) อันมีกำเนิดในร่างกาย

ชาติอาโป ธาตุน้ำ (หรืออาโปธาตุ) อันมีกำเนิดในร่างกาย

ชานหมาก กากหมากที่เคี้ยวแล้ว

ชำระ ทำให้ปกติ หมดพิษร้าย

ชำระโทษ ในที่นี้หมายถึง ทำให้หมดพิษ หรือล้างพิษ

ช้ำรั่ว ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดกับหญิง มีอาการของโรค ๔ ประการคือ ๑.เกิดจากการคลอดบุตร มีอาการมดลูกเน่า ๒.เกิดจากส้องเสพกับบุรุษเกินประมาณ ทำให้เป็นฝีในมดลูก ๓.เกิดจากโลหิตระดูจางเป็นน้ำเหลือง ดังน้ำคาวปลา น้ำเหลืองมีพิษ ไหลไปถึงไหน เกิดเป็นเม็ดพรึงขึ้นรอบทวาร เป็นหัวขาวๆ และแตกเปื่อยไปทั่วทวารเบา ๔.เกิดจากปัสสาวะพิการ ไหลออกเป็นหยด ทำให้ปวดแสบปวดร้อน เป็นต้น

ชิวหา ลิ้น

ชี กระจาย หรือเกลี่ยออก

ชีพจร การไหลเวียนของเลือดลมในร่างกาย ซึ่งมีอาการเต้นเป็นจังหวะ โดยสัมพันธ์กับการทำงานของหัวใจ

ชื่อสมุนไพรที่เป็นปัญหา ดูที่ ปัญหาสมุนไพร

ชื่อสมุนไพรเรียกได้ ๒ อย่าง ดูที่ สมุนไพรมีชื่อ ๒ อย่าง สมุนไพรเรียกได้มากกว่า ๑ ชื่อ หรือสมุนไพรอย่างเดียวกันแต่เรียกชื่อต่างกันไปตามท้องถิ่น หรือกำหนดชื่อเป็นคำปริศนา เป็นต้น เช่น โคอุระ หรือเรียกว่า โคกกระสุน

ชุมภา (ชุมพา) สัตว์สี่เท้าชนิดหนึ่งมีขนยาวคล้ายแกะ

ชูไฟธาตุ เจริญไฟธาตุ การทำให้ไฟธาตุ หรือธาตุไฟในร่างกายเป็นปกติ

เชื่อ ในที่นี้หมายถึง เคยใช้รักษามาแล้วได้ผลดีเป็นที่เชื่อถือได้

เชือกเขามวกทั้งสอง พืชสมุนไพร ๒ ชนิด คือ เชือกเขามวกที่เป็นเถา และต้น

เชือกเถาคัน พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง

เชื่อม มีอาการเหงามึนซึม ดูที่ เชื่อมมัว

เชื่อมซึมมัว อาการของโรคอย่างหนึ่ง พิษไข้หรือพิษของโรคทำให้ใบหน้าหมองซึม นัยน์ตาปรือไม่กระปรี้กระเปร่า

เชื่อมมัว อาการของโรคอย่างหนึ่ง พิษไข้หรือพิษของโรคทำให้ใบหน้าหมอง ซึม นัยน์ตาปรือ ไม่กระปรี้กระเปร่า

เชื่อมมึน อาการของโรคชนิดหนึ่งพิษของโรคทำให้ใบหน้าหมองซึม นัยน์ตาปรือ ไม่กระปรี้กระเปร่า

โชน ลุกแดง

ใช้ได้ ๑๐๘ ในที่นี้หมายถึง ใช้เป็นยารักษาโรคได้หลายโรคนับจำนวนไม่ถ้วน หรืออาจนับได้ถึง ๑๐๘ โรค หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึง ได้ทุกโรค

ไชยเภท เรียกเด็กที่เริ่มกำเนิดขึ้นในครรภ์มารดา มีอายุตั้งแต่เดือนที่ ๑ เป็นต้นไป

ซ่วง (ส้วง) บริเวณช่องทวารหนัก

ซาง (ทราง) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เป็นกับเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๑๒ ปี อาการของโรคมีหลายอย่าง เช่น ตัวร้อน เชื่อมซึม ปากแห้ง อาเจียน บริโภคอาหารไม่ได้ ท้องเดินและที่สำคัญจะมีเม็ดขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ในปากในคอ ลิ้นเป็นฝ้า เป็นต้น โรคซางมีหลายลักษณะหลายชนิด จำแนกออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ ๒ กลุ่มคือ ซางเจ้าเรือน และซางจร (๑)ซางเจ้าเรือนหรือซางกำเนิด คือโรคซางที่เกิดกับกุมารเมื่อยังอยู่ในครรภ์มารดาตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ ๓ เดือนจนถึงอายุได้ ๕ ขวบ จึงจะพ้นระยะโทษของโรคซางเจ้าเรือนและต่อไปจะกลายเป็นโรคตาน (๒)ซางจรหรือซางแทรก คือโรคซางที่บังเกิดเป็นแทรกขึ้นระหว่างโรคซางเจ้าเรือน ซางจรนี้จะเป็นอยู่จนถึงอายุ ๑๒ ปีจึงจะพ้นจากโทษของโรคซาง โรคซางเจ้าเรือนและซางจรทั้ง ๒ ชนิดนี้มีแม่ซางเป็นที่สังเกต แม่ซางคือเม็ดพิษผุดขึ้นมาเป็นกลุ่มกับมีบริวารกระจายอยู่โดยรอบ บริเวณที่แม่ซางขึ้นจะเป็นส่วนที่มีพิษมากและมีอาการต่างๆ กันตามลักษณะของซางแต่ละชนิด แพทย์โบราณใหข้อสังเกตไว้ว่า โรคซางที่เป็นกับเด็กนั้นมีลักษณะอาการของโรคต่างกันตามวันเกิดของเด็ก กับยังมีโรคหละ ละออง และลมเกิดเพื่อซางประจำวันต่างๆ อีกด้วย

ซางกระดูก ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นซางจร แทรกซางข้าง ซึ่งเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กที่เกิดวันศุกร์ มีเม็ดขึ้นที่โคนลิ้น เมื่อตั้งยอดได้ ๒ วันแล้วก็หลบหายเข้าไปในท้อง ทำให้ลงท้องมือเท้าเย็น แม่ซางนั้นจะหลบมาขึ้นที่ต้นลิ้น ยอดแข็งดังตาปลา ถ้าแพทย์รู้แน่แล้วให้แทงแกะออกก่อนแล้วจึงประกอบยาป้ายทารักษาต่อไป

ซางกระตัง (ทรางกระตัง) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นซางจรแทรกซางสะกอซึ่งเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันพุธ มีแม่ซาง ๓ ยอด บริวารอีก ๓๐ ยอด แม่ซางจะรายขึ้นในนาภี ๑ ยอด มีบริวาร ๑๐ ยอด กระจายไปตามลำไส้และทวารอก ขึ้นในคอ ๑ ยอดมีบริวาร ๑๐ ยอดกระจายไปปากเพดานกระพุ้งแก้ม ลิ้น และขึ้นในกระเพาะพร้อมบริวารซึ่งกระจายไปตามกระเพาะข้าว กระเพาะเบา ทำให้มีอาการต่างๆ เช่น ท้องขึ้น ปวดท้อง ลงท้อง จุดเสียด เป็นไข้ตัวร้อน เบื่ออาหาร หายใจขัด ร้องไห้บิดตัว เป็นต้น

ซางกระแหนะ (ซางกระแนะ, ทรางกระแหนะ) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นซางจรแทรกซางแดง ซึ่งเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันอังคาร มีแม่ซาง ๓ ยอด มีบริวาร ๓๐ ยอด แม่ซางทั้ง ๓ ยอดจะขึ้นที่ปลายลิ้น ต้นคาง และทรวงอก หรือต้นลิ้น โดยมีบริวารล้อมแห่งละ ๑๐ ยอด มีอาการทำให้ดูดนมไม่ได้ ลิ้นกระด้าง คางแข็ง มือกำเท้างอ ถ้าแม่ซางเลื่อนลงไปในนาภี จะทำให้ลงท้องเป็นมูกเลือด ใสดั่งน้ำล้างเนื้อหรือน้ำหมาก ร่างกายจะซูบผอม เบื่ออาหาร ปวดมวนท้องมาก เป็นต้น

ซางกราย (ทรางกราย) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นซางจรแทรกซางเพลิง ซึ่งเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ มีแม่ซาง ๔ ยอด บริวาร ๔๐ ยอด ขึ้นที่หัวเหน่า ๒ ยอด นาภี ๒ ยอด เมื่อเม็ดซางผุดขึ้น กระจายออกตามผิวกายนั้นลักษณะเหมือนผด หากเป็นมากแม่ซางจะมารวมกันที่ท้อง ทำให้มีอาการตัวร้อน อาเจียน บริโภคอาหารไม่ได้ บิดตัวนอนสะดุ้งจนถึงตกมูกเลือด เป็นต้น

ซางกำเนิด ดูที่ ซาง

ซางขโมย ดูที่ ซางโจร

ซางขวัก ชื่อโรคซางชนิดหนึ่งเป็นเม็ดผื่นขึ้นที่คอหนีบ มีอาการคัน เป็นต้น

ซางข้าวเปลือก ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นซางจรแทรกซางโค ซึ่งเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันพฤหัสบดี มีแม่ซาง ๕ ยอด มีบริวาร ๕๐ ยอด แม่ซางทั้ง ๕ ยอดจะขึ้นที่ขม่อม กลางหลัง นาภี รักแร้ ๒ ข้าง แม่ซางทั้ง ๕ มีบริวารแห่งละ ๑๐ ยอด มีอาการครั้งแรกให้ปากร้อนและลงท้องก่อน ต่อไปมือเท้าเย็น ต่อเมื่อแม่ซางที่สันหลังและรักแร้เลื่อนไปอยู่ที่นาภี ซางบริวารขึ้นรายไปทั่วทั้งตัว สัณฐานดังเม็ดหัดหรือปาน จะมีอาการลงท้อง อาเจียน ท้องขึ้น มือกำเท้างอ ลิ้นกระด้างคางแข็ง บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น

ซางข้าวเปลือกตัวเมีย ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง มีเม็ดพรึงขึ้นดังเมล็ดข้าวฟ่างทั่วทั้งตัว ยอดเป็นสีแดง เมื่อแตกออกเหมือนโรคกลาก และพัลใน (พรรไน) มีอาการเจ็บคอ บริโภคอาหารไม่ได้ ตาแข็ง ท้องขึ้น เป็นต้น
ซางขึ้นจมูก มีอาการดังเป็นโรคหวัด แสบจมูก คัดจมูก ปวดหัว ปากแห้ง คอแห้ง บริโภคอาหารไม่ได้ ตัวร้อน เป็นต้น

ซางขึ้นตา ตาแดง มืด ฟาง เป็นเกล็ดกระดี่ เป็นต้อ เป็นต้น

ซางขึ้นตามผิวกาย มีอาการทำให้ผิวหนังเป็นเม็ด เป็นตุ่มแข็งผิวสากคาย เป็นเกล็ด เป็นคราบ หรือแตกออกเป็นแผลก็มี

ซางขึ้นทรวงอกหรือนอกไส้ มีอาการทำให้กระหายน้ำ น้ำตาแห้ง เป็นต้น

ซางขึ้นที่ลิ้นหรือต้นขากรรไกร มีอาการทำให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง และเมื่อเป็นมากขึ้นจะมีอาการชัก มือกำเท้างอ เป็นต้น

ซางขึ้นที่ส้วงทวาร (ปากทวารหนัก) มีอาการทำให้ทวารแดง ปวดเบ่ง ดากออก เป็นต้น

ซางขึ้นที่ไส้แก่ (ลำไส้ใหญ่) มีอาการทำให้ปวดท้อง จุกเสียด ท้องผูกจนเป็นพรรดึก เวลาถ่ายอุจจาระจะเป็นก้อนแข็งในตอนแรกแล้วจะเหลวถึงลงท้อง

ซางขึ้นที่ไส้อ่อน มีอาการปวดมวนในท้อง อุจจาระมีสีต่างๆ เช่น เขียว แดง เป็นต้น

ซางขึ้นที่หัวใจ มีอาการทำให้ตกโลหิตสดและเสมหะ ผิวหน้า ผิวกายซีดเหลือง

ซางขึ้นที่หัวตับ มีอาการตกโลหิต ไอ นัยน์ตาเหลือง มีไข้จับเป็นเวลาและตับหย่อนลงไปที่ชายโครง เป็นต้น

ซางขึ้นที่หัวตับและหัวใจ มีอาการเบื้องแรกตกโลหิตก่อนแล้วเน่า ทำให้ตัวเหลืองหน้าซีดเหลือง ปากแดง มีไข้ ถ้านัยน์ตาเหลืองเมื่อใดจะถ่ายเป็นมูกเลือด กับเมื่อตับหย่อนลงไปแล้วจึงจับไข้เป็นเวลา

ซางขึ้นที่หัวเหน่า มีอาการเป็นบิดปวดมวน ดากออก ผอมเหลือง คร้านน้ำ (ไม่ชอบดื่มน้ำ)

ซางขึ้นในกระเพาะข้าว มีอาการกระหายน้ำ อยากบริโภค เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วกลับอาเจียนออก ทำให้อ่อนเพลียซูบผอม เป็นต้น

ซางขึ้นในทรวงอกหรือนอกไส้ มีอาการกระหายน้ำ แต่น้ำตาแห้ง หาน้ำตาไม่ได้

ซางขึ้นในปอด มีอาการกระหายน้ำ หายใจหอบ เป็นต้น

ซางขึ้นในลำคอ มีอาการบริโภคอาหารไม่ได้ ปากแห้ง คอแห้ง เจ็บคอ เป็นต้น

ซางขึ้นม้าม มีอาการม้ามหย่อน มีไข้จับเป็นเวลา ลงท้อง นัยน์ตาเหลือง ปวดมวนท้อง ซูบผอม เป็นต้น

ซางขึ้นศีรษะ มีอาการผมร่วง ศีรษะฟกบวม เป็นไข้ เวียนศีรษะ เป็นต้น

ซางขึ้นหู มีอาการน้ำหนวกในหู ไหลออกมา และหูเปื่อย เป็นต้น

ซางขุม (ทรางขุม) โรคซางชนิดหนึ่งมีอาการเกิดเป็นแผลในปาก มีจุดขาวๆ ขึ้นตามลิ้น กระพุ้งแก้มเพดาน เจ็บคอ เจ็บปาก น้ำลายไหล ไม่อยากบริโภคอาหาร เป็นต้น

ซางโค ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันพฤหัสบดี มีแม่ซาง ๔ ยอด ขึ้นแข็งดังตาปลาที่โคนลิ้น ปลายลิ้น ข้างลิ้น มีบริวาร ๔๐ ยอดขึ้นในปากกระเพาะอาหาร ทำให้มีอาการเป็นไข้ ตัวร้อน กระหายน้ำ อาเจียน มือเท้าเย็น หอบ ลงท้อง ตกโลหิต ซูบผอม เป็นต้น

ซางจร (ทรางจร) ดูที่ ซาง

ซางเจ้าเรือน (ทรางเจ้าเรือน) ดูที่ ซาง

ซางโจร ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันเสาร์ มีแม่ซาง ๙ ยอดขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย มีลักษณะสัณฐานต่างๆ กัน เช่น ขึ้นที่ปากและเหงือกจะมียอดสีเหลืองจัด ถ้าขึ้นที่สะดือจะมียอดแหลม ตรงกลางเป็นสีดำ ขอบโดยรอบเป็นสีเหลืองและแดง เป็นต้น มีอาการทั่วไป เป็นไข้ ตัวร้อน ลงท้องไม่หยุด อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดมวนท้องผอมเหลือง และคร้านน้ำ เป็นต้น จัดเป็นโรคซางที่มีพิษร้ายแรงมาก และอาจจะบังเกิดแทรกได้ทุกซาง

ซางโจรนางริ้น (ทรางโจรนางริ้น) ดูที่ ซางนางริ้น

ซางช้าง (ทรางช้าง) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันศุกร์ มีแม่ซาง ๘-๙ ยอด ขึ้นในที่ ๓ แห่งคือ ที่นาภี ๓ ยอด ทรวงอก ๓ ยอด เพดาน ๒-๓ ยอด มีบริวาร ๘๐ ยอด ขึ้นรายกระจายไปตามร่างกาย ที่แขน ขา ชายโครง กลางหลัง เป็นต้น มีอาการไอ คอแห้ง เจ็บคอ อาเจียนลม คอเปื่อย คันทั้งตัว กับมีแผลพุพอง หากขึ้นที่กระเพาะลำไส้ จะทำให้บริโภคอาหารไม่ได้ เบื่ออาหาร ท้องผูกจนเป็นพรรดึก เป็นต้น

ซางแดง ชื่อโรคซางชนิดหนึ่งเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันอังคาร มีแม่ซาง ๖ ยอด ขึ้นที่ขม่อม ๓ ยอด สันหลัง ๓ ยอด มีบริวารรวม ๗๒ ยอด สังเกตได้ว่าแม่ซางจะขึ้นเป็นระยะๆ ละ ๑ ยอด ตั้งแต่เด็กเกิดได้ ๓ เดือน ๖ เดือน ๙ เดือน แม่ซางยอดเอกจะมีสีแดง ถ้าขึ้นที่สันหลังบริวารจะออกมาที่คอ รักแร้ คาง ขาหนีบ ทวารหนัก มีอาการอาเจียน กระหายน้ำ เป็นไข้ เชื่อมมึน ไอ ตกมูกเลือด บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น จัดเป็นโรคซางที่มีพิษมาก

ซางแดงตัวผู้ ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง มีอาการรุนแรงมากกว่าซางแดง ถ้าขึ้นในอกจะมีอาการไอ หอบ ปวดศีรษะ ปวดหลัง ขึ้นในคอจะทำให้บริโภคอาหารไม่ได้ เมื่อมีอาการหนักมาก ซางที่ขึ้นตรงรักแร้ยอดจะจมฝังอยู่ในเนื้อขนาดเม็ดบัว ผิวหนังคล้ำดังควันเทียน หากผุดขึ้นทั่วสรรพางค์กายจะมีลักษณะเป็นแว่นวงดุจประทับตรา ดูเพิ่มเติมที่ ซางแดง

ซางตะกั่ว ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง มีเม็ดขึ้นที่ลิ้นจับเป็นฝ้าขาวหนา หรือที่เรียกว่าลิ้นเป็นขุม เป็นต้น

ซางตาน ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เมื่อขึ้นซางแล้วฝ่อลงเปลี่ยนเป็นโรคใหม่ เรียกว่า ซางตาน

ซางทับสำรอก ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เมื่อเป็นแล้วมีอาการสำรอก (อาเจียน) ออกมาเป็นสีเขียว เหลือง หรือเป็นเสมหะ เป็นอาการเกิดขึ้นกับเด็กช่วงเปลี่ยนอิริยาบถ จากนอนเป็นคว่ำ นั่ง เดิน เป็นต้น มักมีอาการไข้ ตัวร้อน คอแห้ง ไอ นอนสะดุ้งผวา บริโภคอาหารไม่ได้ ท้องเสีย เป็นต้น

ซางแทรก ดูที่ ซาง

ซางนางริ้น (ทรางนางริ้น) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่งเป็นซางจรแทรกซางโจร ซึ่งเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันเสาร์ มีแม่ซาง ๔ ยอด บริวาร ๕๖ ยอด เป็นโรคนี้ตั้งแต่ออกจากเรือนไฟ ขึ้นรายไปตามร่างกายทำให้มีอาการต่างๆ เช่น ขึ้นที่คอทำให้คอแห้ง ลิ้นขาว ดูดนมไม่ได้ ไอ กระหายน้ำ ขึ้นที่ทรวงอกทำให้ตกมูกเลือด ตาแดง ขึ้นที่กระเพาะปัสสาวะทำให้ขัดเบา บางทีปัสสาวะเป็นดั่งน้ำข้าวและดินสอพอง เป็นต้น ซางนางริ้นนี้อาจจะบังเกิดแทรกได้ทุกซาง ถ้าเป็นขึ้นพร้อมกับซางโจรเรียกว่า ซางโจรนางริ้น เม็ดซางขึ้นที่กระเพาะขี้ทำให้อุจจาระสีขาวหยาบ เหม็นคาว เป็นส่าเหล้า ทำให้อยากกินของสดคาว ถ้าขึ้นตามผิวกายจะทำให้ผิวเป็นเกล็ดลายดังปลากระทิง ถ้าขึ้นในอกทำให้หายใจไม่สะดวก หอบ ขึ้นในท้องทำให้ลงท้องเป็นเมือกมัน มีไข้ตัวร้อน มือเท้าเย็น อาจชักมือกำเท้างอ เป็นต้น

ซางน้ำ (ทรางน้ำ) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันจันทร์ มีแม่ซาง ๑๙ ยอด สัณฐานโตขนาดใบพุทรามีสีแดงดั่งผลผักปรังห่าม มักขึ้นตามหลัง สีข้าง แขน ขา หน้าอก และแก้ม เมื่อเม็ดซางแตกเป็นแผลจะมีอาการไข้ตัวร้อน เจ็บปวดในท้อง เป็นต้น

ซางนิล ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นเม็ดซางขึ้นที่แก้มหรือเหงือก ยอดเป็นสีเขียวแล้วกลับดำ มีอาการไข้ตัวร้อนจัด หากเม็ดซางแตกจะเปื่อยเน่า ลามกว้างออก ทำให้มีเลือดไหล เมื่อพิษเข้าไปในร่างกายจะทำให้ลงท้อง อุจจาระมีกลิ่นเน่าเหม็น เป็นต้น ซางนิลปัฏก็เรียก

ซางนิลปัฏ ดูที่ ซางนิล

ซางในนาภี มีอาการทำให้ท้องขึ้น เจ็บปวดมวนและปวดท้อง ลงท้อง จุกเสียดแน่น เจ็บระบมตามหน้าท้อง เป็นต้น

ซางในปาก ดูที่ ซางขุม

ซางปฐมกัลป์ ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง มีอาการไข้ ทำให้ปากแดง ตัวร้อน ถ้าหลบลงท้องทำให้ท้องเสีย มีเลือดออกใสดั่งน้ำชานหมาก

ซางประกัลป์ ดูที่ ซางปฐมกัลป์

ซางเปื่อยเน่า ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เกิดเป็นเม็ดพุพอง เมื่อแตกมีแผลเปื่อย เน่า เป็นต้น

ซางฝอยเพลิง ชื่อโรคซางชนิดหนึ่งเกิดเป็นเม็ดขึ้นในปาก ลิ้น คอเป็นเม็ดสีดำ มีอาการไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกายหายใจหอบถี่ เป็นต้น

ซางฝ้าย (ทรางฝ้าย) ชื่อโรคชนิดหนึ่งเป็นซางจรแทรกซางน้ำ ซึ่งเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันจันทร์ ไม่มีเม็ดซางเป็นยอดตามผิวกายแต่ขึ้นในปาก เพดาน กระพุ้งแก้ม ไรฟัน ลิ้นมีอาการลิ้นขาว เป็นฝ้า เป็นใยดังสำลี ตัวร้อนจัด ปากร้อน แห้ง ไม่มีน้ำลาย หุบปากไม่ลง บริโภคอาหารไม่ได้ อาเจียน ท้องเดิน เหม็นเหมือนดังไข่เน่า เป็นต้น

ซางฝีมีพิษ ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นเม็ดขึ้นขนาดใหญ่ดังฝีหรือฝีขนาดเล็ก ขึ้นตามร่างกาย พิษของฝีทำให้เป็นไข้ตัวร้อน เป็นต้น

ซางเพลิง (ทรางเพลิง) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ มีแม่ซาง ๔ ยอดเป็นเม็ดผุดขึ้นที่ฝ่าเท้า ยอดแดงดังผลมะไฟ มีบริวารอีก ๔๐ ยอดขึ้นตามขา คอ ตับ ปอด เป็นต้น มีอาการตัวร้อน เป็นไข้ ฝ่ามือฝ่าเท้าแดง เด็กจะเป็นมากตอนอายุ ๘-๙ เดือน แม่ซางย้ายไปขึ้นที่นาภีทำให้ปวดท้อง ลงท้อง เป็นมูกเลือด ถ้าเป็นซางเพลิงตัวผู้จะมีพิษร้ายแรงมาก มีอาการปากแดง ฝ่ามือฝ่าเท้าแดง ลงท้องเป็นเสมหะและโลหิตสด ตัวร้อนเป็นเวลา จับเชื่อมมึน ถ้าถึงอาการทวารหนักแดง อาการถึงตัด (ตาย)

ซางเพลิงตัวผู้ ดูที่ ซางเพลิง

ซางไฟ (ทรางไฟ) ดูที่ ซางเพลิง

ซางม้า ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นเม็ดมีฐานกว้างเป็นดวงติดๆ กัน สีดำออกเขียว มีพิษร้ายแรงมาก

ซางวัว (ทรางวัว) ดูที่ ซางโค

ซางสะกอ (ทรางสะกอ) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่งเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันพุธ มีแม่ซางขึ้นในท้อง ๔ ยอด ม้าม ๕ ยอด ขม่อม ๑ ยอด ขึ้นอยู่นาน ๓ เดือนจึงกระจายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ขึ้นที่ลำไส้ทำให้ขัดเบา เป็นพรรดึก ขึ้นในปาก ลิ้น คอ เหงือก ทำให้ตัวร้อน เป็นไข้ อาเจียนกระหายน้ำ กระสับกระส่าย จับเชื่อมมึน เมื่อไปขึ้นในท้องทำให้ลงท้อง ตกมูก ตกโลหิตท้องใหญ่ ไส้พอง เบื่ออาหาร ตาเหลือง มูตรเหลืองจัด บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น

ซางเสี้ยน ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง มีอาการเป็นเม็ดผื่นขึ้นตามตัวดังยอดผด ทำให้คันเรื้อรัง ส่วนใหญ่มักจะเป็นตามหน้าแข้ง แขน ขา จับดูจะสากเป็นเสี้ยนยอดแข็งมากกว่าผด เป็นต้น

ซางเหลือง ชื่อโรคซางชนิดหนึ่งมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเหลือง เป็นต้น

ซ่าน แตก กระจาย

ซึมมัว (เชื่อมมัว) อาการของโรคชนิดหนึ่ง พิษไข้หรือพิษของโรค ทำให้ใบหน้าหมองนัยน์ตาปรือ ไม่กระปรี้กระเปร่า

แซก (แทรก) เพิ่มขึ้น เติมปนเพิ่ม ผสม เจือ

ไซ้ คือ ไซร้ ในบางคัมภีร์เขียนไซ้ร

ฌาน การเพ่งอารมณ์จนจิตใจแน่วแน่เป็นสมาธิ

ญาณ ความรู้

ฐาน หมายถึงสมุฏฐานคือที่แรกบังเกิดโรค

ณะวะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๖

ณะหาปัตระ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๘

ด้วนลง อาการของเม็ดพิษที่เคยผุดเป็นยอดแหลมตามร่างกาย เปลี่ยนเป็นรอยนูนจนเกือบราบ

ดอกบัวน้ำทั้ง ๖ คือ สัตตบุษย์ ๑ สัตตบรรณ ๑ ลินจง ๑ จงกลนี ๑ และนิลุบล ๑

ดอกไม้ชานชาลา สมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากดอกไม้ที่ใช้บูชาพระแล้ว เช่น ดอกบัวที่แห้งแล้ว เก็บมาจากหน้าโต๊ะบูชา มีสรรพคุณแก้ไข้ สันนิบาต บำรุงธาตุ แก้เสมหะ เป็นต้น

ดอกสัตบุษย์ (ดอกสัตตบุษย์) ชื่อดอกบัวชนิดหนึ่งมีสีขาว

ดังหยอดชาด ราวกับหยอดด้วยชาด คือ มีสีแดงสด

ดับพิษ การทำให้พิษไข้หรือโรคสงบลง เบาบางลง หรือหายจากพิษนั้น

ดาก อวัยวะปลายลำไส้ที่ทวารหนัก

ด่าง สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากสิ่งที่เกรอะออกมาจากขี้เถ้าของพืชชนิดต่างๆ

ด่างทั้ง ๖ หรือ ด่างพิเศษ คือ ด่างไม้ขี้เหล็ก ด่างไม้สำโรง ด่างไม้ตาตุ่ม ด่างไม้ขี้หนอน ด่างงวงตาล และด่างหญ้าพันงู ดูที่ พิกัดยา ๒. กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด

ดาด ในที่นี้หมายถึง ขึ้นกระจายไปทั่ว

ดาด อาการของเม็ดพิษที่เคยผุดเป็นยอดแหลมตามร่างกายเปลี่ยนเป็นยุบราบลง

ดาดตะกั่ว เรียกอาการของโรคซึ่งพิษของโรคทำให้เกิดเป็นเม็ดพิษผุดขึ้นตามผิวกายติดต่อกันเป็นพืดดำ

ดาน แข็ง

ด้าน ลักษณะของเม็ดพิษซึ่งเกิดเป็นยอดแล้วยุบราบลง

ดาน ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคที่มีอาการเส้นเอ็นในร่างกายแข็งแน่นเป็นก้อนเป็นแผ่น เป็นต้น

ด้านลง ลักษณะของเม็ดพิษ ซึ่งเกิดเป็นยอด แล้วยุบราบลง

ดานเสมหะ อาการของโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากเสมหะในร่างกายจับเป็นก้อนแข็งขึ้นในท้องทำให้มือเท้าเย็น บริโภคอาหารไม่ได้ อาเจียน ตัวร้อน เป็นไข้ ท้องเสีย ถ้าเป็นมากจะมีอาการชักตาตั้ง หายใจไม่ทัน อาจตายได้

ด้านอยู่ ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคยังคงอยู่ไม่ทุเลา

ดาล อาการของโรคชนิดหนึ่ง เกิดเป็นก้อนแข็งขึ้นในท้อง ทำให้หายใจไม่สะดวก จุกและแน่นอึดอัดในอก เป็นต้น

ดาวเรือง ชื่ออาการโรคอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นเพราพิษไข้ ภายในกายมีเม็ดผุดขึ้น และเมื่อผุดออกมาภายนอกผิวกาย เม็ดนั้นมีลักษณะเป็นดวงๆ ตามตัว ดูที่ ไข้ดาวเรือง

ดินถนำ สมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากดินภายในถ้ำลึก มีสรรพคุณแก้โรคตา ขับปัสสาวะ ขับโลหิตระดู มีรสเค็มเย็น

ดี น้ำดี

ดีกระตุก ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการนอนสะดุ้งผวา อาจเกิดจากพิษไข้หรือตกใจ เป็นต้น

ดีกำเริบ อาการของโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากดีผิดปกติหรือดีพิการ ทำให้มีอาการสะท้านร้อนสะท้านหนาว นอนไม่หลับ อาเจียน คอแห้ง ร้อนใน กระหายน้ำ ตาเหลือง ปัสสาวะเหลือง เป็นต้น

ดีเกลือ สมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากนาเกลือ เป็นเม็ดละเอียด มีสีขาว มีรสขม

ดีเกลือฝรั่ง สมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากดีเกลือไทย มีสรรพคุณใช้ถ่ายเสมหะและอุจจาระ เป็นต้น

ดีแตก อาการของโรคชนิดหนึ่งทำให้ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเหลือง มีไข้พิษ มือเท้าเย็นตัวร้อนระส่ำระสาย เป็นต้น

ดีทั้ง ๕ คือ ดีงูเหลือม ดีหมูป่า ดีวัวป่า ดีจระเข้ และดีตะพาบน้ำ ดูที่ พิกัดยา ๒. กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด

ดีทั้ง ๗ คือ ใช้ดีทั้ง ๕ แล้วเพิ่มอีก ๒ คือ ดีหมี และดีนกกาน้ำ ดูที่ พิกัดยา ๒. กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด

ดีทั้ง ๙ คือใช้ดีทั้ง ๗ แล้วเพิ่มอีก ๒ คือ ดีค่างและดีควายเผือก ดูที่ พิกัดยา ๒. กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด

ดีพลุ่ง อาการของโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากน้ำดีในร่างกายผิดปกติ มีอาการไข้สูง เพ้อ ตัวเหลือง เป็นต้น

ดีพลุ่งพล่าน (ดีพลุ่ง) อาการของโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากน้ำดีในร่างกายผิดปกติ มีอาการไข้สูง เพ้อ ตัว เหลือง เป็นต้น

ดีพิการ อาการของโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปกติของดีในร่างกาย ทำให้ตาเหลือง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ดีซ่าน

ดีรั่ว อาการของโรคอย่างหนึ่ง เกิดจากความผิดปกติของดีทำให้มีอาการลงท้อง ตัวเหลือง อารมณ์หงุดหงิด พูดบ่นเพ้อ เป็นต้น

ดีล้น อาการของโรคอย่างหนึ่ง เกิดจากดีในร่างกายมีมากผิดปกติ ทำให้มีอาการลงท้องสีเหลืองดังขมิ้นสด ตัวเหลือง พิษไข้ทำให้หมดสติ เป็นต้น

ดูเบา ไว้วางใจ ดูถูก

ดูสูง อาการของโรคอย่างหนึ่งนัยน์ตาดำเหลือกขึ้นมองเบื้องบน

เดินดีนัก ในที่นี้หมายถึง คล่อง ง่าย สะดวกเป็นปกติ

แดก อาการของโรคอย่างหนึ่ง มีกองลมดันขึ้นจากท้องไปที่หน้าอก ทำให้แน่นบริเวณหน้าอก

แดกขึ้นแดกลง อาการของโรคอย่างหนึ่งมีอาการเหมือนมีลมดันขึ้นทำให้แน่นบริเวณหน้าอกแล้วกลับเคลื่อนลงไปแน่นในท้อง ทำให้เจ็บบริเวณอกและท้อง

แดกอก อาการของโรคอย่างหนึ่งเกิดกองลมในร่างกายรวมตัวกันแน่นขึ้นในอก

ได้เชื่อ ในที่นี้หมายถึง ยาขนานนี้เคยรักษาโรคซางหายมาแล้ว เป็นที่เชื่อถือได้

ได้เชื่อแล้ว ในที่นี้หมายถึง เป็นที่เชื่อถือกันแล้ว

ตก ในที่นี้หมายถึง ทุเลา หรือ อาการดีขึ้น

ตก อาการของโรคอย่างหนึ่ง ซึ่งมีน้ำเหลืองหรือเลือดออกจากร่างกาย เช่น เมื่ออุจจาระมีเลือดออกมาด้วย เรียกว่าโลหิตตกทางทวาร เป็นต้น

ตก ในที่นี้หมายถึงเคลื่อนออกจากครรภ์

ตกแต่ง ในที่นี้หมายถึง เรียบเรียงหรือประพันธ์

ตกบุพโพโลหิต อาการของโรคที่มีน้ำเหลืองโลหิตออกทางทวารหนัก และทวารเบา

ตกไป ในที่นี้หมายถึง ไม่อาจตั้งครรภ์ได้

ตกไป หายจากอาการของโรค

ตกฟาก เป็นกิริยาของทารกที่เพิ่งออกพ้นจากครรภ์มารดา

ตกมูกตกเลือด ดูที่ ตกมูกเลือด

ตกมูกตกโลหิต ดูที่ ตกมูกเลือด

ตกมูกเลือด โรคชนิดหนึ่ง มีอาการลงท้อง มีเสมหะหรือมูกและเลือดในลำไส้ติดออกมากับอุจจาระ

ตกมูล ถ่ายอุจจาระ

ตกลงไป ในที่นี้หมายถึง พิษของโรคได้เคลื่อนย้ายลงไปในท้อง

ตกเลือด โรคชนิดหนึ่งมีอาการลงท้อง มีเลือดในลำไส้ติดออกมากับอุจจาระ

ตกสิ้น ในที่นี้หมายถึง พยาธิที่อยู่ในร่างกายจะเคลื่อนออกทางทวารไปกับอุจจาระจนหมด

ตกสิ้น พิษของโรค ในที่นี้หมายถึง พยาธิ ซึ่งถ่ายออกจากร่างกาย ไปกับอุจจาระจนหมดสิ้น

ตกเสมหัง อาการท้องเสีย ถ่ายอุจจาระบ่อยๆ เป็นมูกเลือด เป็นต้น

ตกหนอง โรคชนิดหนึ่ง มีอาการหนองไหลออกจากแผลฝี หรือเม็ดซางที่แตกออกแล้ว หรือออกทางทวาร เป็นต้น

ต้นกระดาด ชื่อไม้ล้มลุกซึ่งมีหลายชนิด ใช้ทำยาได้

ต้นไข้ ในที่นี้หมายถึง เริ่มมีอาการไข้

ต้นนางกุ่มรุ่นๆ ในที่นี้หมายถึง ใช้กิ่งของต้นกุ่มที่เพิ่งแตกออกมาใหม่ อ้วนงาม

ต้นไม้ ในความว่า “ต้นไม้ให้ลงมาบังเกิดขึ้น ๔ ต้น” ในที่นี้หมายความตามเรื่องอันปรากฎอยู่ในไตรภูมิกถา กล่าวว่า โดยรอบเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นแกนกลางของโลกอันตั้งอยู่กลางจักรวาลนั้นมีภูเขาสัตตบริภัณฑ์ และแม่น้ำสีทันดรเรียงรายอยู่โดยรอบ ๗ ชั้น ที่ริมฝั่งแม่น้ำเป็นที่ตั้งของทวีปทั้ง ๔ แต่ละทวีปมีต้นไม้สำคัญประจำอยู่ดังนี้ อุดรกาโรทวีป อยู่เหลี่ยมเขาพระสุเมรุ คนในทวีปมีใบหน้าสี่เหลี่ยม มีต้นกัลปพฤกษ์เป็นต้นไม้ประจำทวีป บุพพวิเทหทวีป คนในทวีปมีใบหน้ากลม มีไม้ซีก เป็นต้นไม้ประจำทวีป อมรโคยานทวีป คนในทวีปมีใบหน้ารูปครึ่งวงกลม มีไม้กระทุ่มเป็นต้นไม้ประจำทวีป ชมพูทวีป คนในทวีปมีใบหน้ารูปไข่ มีไม้ราชพฤกษ์ เป็นไม้ประจำทวีป

ต้นเล็บ อวัยวะส่วนโคนเล็บซึ่งลึกเข้ามาจากปลายนิ้ว

ต้ม ๓ เอา ๑ ใส่เครื่องยาในหม้อดิน เติมน้ำให้ท่วมยา แล้วตั้งไฟต้มเคี่ยวจนน้ำงวดไป ๓ ส่วน เหลือ ๑ ส่วน เรียกว่า ต้ม ๓ เอา ๑

ต้มขึ้น ในที่นี้หมายถึง ต้มผลมะกรูดให้สุกทั่วกัน แล้วนำขึ้นจากน้ำ

ตรา มาตรา ข้อกำหนด ในที่นี้ หมายถึงพิกัดส่วนเครื่องยา (ดูเพิ่มเติมที่คำ พิกัดส่วนเครื่องยา)

ตรีกฏุก พืชสมุนไพร ๓ ชนิด ได้แก่ เมล็ดพริกไทย ดอกดีปลี และเหง้าขิง

ตรีกฏุก (ตรีกระฏุก) พืชสมุนไพร ๓ ชนิด คือ เมล็ดพริกไทย ดอกดีปลี และเหง้าขิง (ขิงแห้ง) ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีกระฏุก (ตรีกฏุก) คือ สมุนไพร ๓ ชนิด ประกอบด้วยเมล็ด พริกไทย ดอกดีปลี และเหง้าขิง (ขิงแห้ง) ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีกะฏุก (ตรีกฏุก) พืชสมุนไพร ๓ ชนิด คือ เมล็ดพริกไทย ดอกดีปลี และเหง้าขิง (ขิงแห้ง)

ตรีกันสวาต (ตรีคันวาต ตรีคันธวาต) คือ ผลเร่วใหญ่ ผลจันทน์เทศ และกานพลู ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีกาฬพิษ (ตรีกาลพิษ) คือ รากกระชาย รากข่า และรากกะเพรา ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีเกสรเพศ คือ เปลือกฝิ่นต้น และเกสรบัวหลวงทั้ง ๒ (เกสรบัวขาว และเกสรบัวแดง) ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีเกสรมาศ (ตรีเกสรามาศ) คือ เปลือกฝิ่นต้น เกสรบัวหลวง และผลมะตูมอ่อน ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีฉินทลามกา (ตรีฉินทลามะกา ฉันผลามักวา) คือ โกฐน้ำเต้า รงทอง และสมออพยา (สมอไทย) ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีชาต (ตรีชาติตรีธาตุ) คือ ดอกจันทน์ กระวาน และอบเชย ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีญาณรส คือ ไส้หมาก รากสะเดา และเถาบอระเพ็ด ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีทิพยรส (ตรีทิพรส) คือ โกฐกระดูก กะลำพัก และขอนดอก หรือ โกฐกระดูก เนื้อไม้ และอบเชยไทย ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีทุราวสา (ตรีทุระวะสา) คือ เมล็ดโหระพาเทศ ผลกระวาน และผลราชดัด ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีโทษ อาการของโรคอยู่ในระยะรุนแรงหรือหนักมาก เป็นช่วงที่เลือด ลม เสมหะ บังเกิดเป็นพิษขึ้นพร้อมกัน

ตรีธารทิพย์ (ตรีธาระทิพย์) คือรากไทรย้อย รากราชพฤกษ์ และรากมะขามเทศ หรือ รากมะเดื่ออุทุมพร (มะเดื่อชุมพร) รากแคแดง และรากเพกา ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีปลาย (ตรีโทษ) คือ อาการหนักจวนจะตาย

ตรีปิตผล (ตรีปิตตะผล) คือ รากเจตมูลเพลิง รากกะเพราแดง และรากผักแพวแดง ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีผลธาตุ (ตรีผละธาตุ) คือ รากกะทือ รากไพล และรากตะไคร้หอม (ไคร้หอม) ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีผลสมุตถาน (ตรีผลสมุฏฐาน ตรีผละสมุฏฐาน) คือ ผลมะตูม ผลยอ และผลผักชีลา ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีผลา พืชสมุนไพร ๓ ชนิด ได้แก่ ผลสมออพยา (สมอไทย) ผลสมอพิเภก และผลมะขามป้อม ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีพิษจักร คือ กานพลู ผลผักชีล้อม และผลจันทน์เทศ ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีเพชรสมคุณ (ตรีเพ็ชร์สมคุณ) คือ ว่านหางจระเข้ ฝักราชพฤกษื และรงทอง ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีเพศ ลักษณะอาการไข้ 3 ชนิด คือ เอกโทษ ทุวรรณโทษ และตรีโทษ

ตรีมธุรส คือ น้ำตาล น้ำผึ้ง และน้ำมันเนย ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีโลหกะ คือ ทอง เงิน และทองเหลือง ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีโลหะ คือ ทองแดง ทองเหลือง และทองหล่อ (ทองสัมฤทธิ์) ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีวาตผล (ตรีวาตะผล) คือ ผลสะค้าน รากข่า และรากพริกไทย ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีสมอ คือ ผลสมอไทย ผลสมอพิเภก และผลสมอเทศ ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีสมุฏฐาน ดูที่ สมุฏฐานทั้ง ๓ (ดี เสมหะ ลม)

ตรีสัตตกุลา (ตรีสัตกุลา ตรีสัตตะกุลา) คือ เทียนดำ ลูกผักชี (ผักชีลา) และขิงสด ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีสันทะฆาฏ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เป็นเม็ดผุดขึ้นอยู่ที่ตับ หัวใจ และไส้อ่อน พิษของโรคมีอาการต่างๆ ถ้าอยู่ที่ไส้ทำให้ไส้พอง จุกเสียด ท้องขึ้น ปวดมวนท้อง เกิดที่ดีทำให้มีอาการเพ้อคลั่ง อยู่ที่ปอดทำให้หอบ หายใจขัด กระหายน้ำ เกิดที่ตับทำให้ตกโลหิต จัดเป็นโรคร้ายแรงมาก ดูเพิ่มเติมที่ สันทะฆาฏ

ตรีสัพโลหิตผล (ตรีสันนิบาตผล) คือ ผลดีปลี รากกะเพรา และรากพริกไทย ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีสาร คือ รากช้าพลู (ชะพลู) รากเจตมูลเพลิง และเถาสะค้าน ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีสินธุรส คือ รากมะตูม เทียนขาว และน้ำตาลกรวด ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีสุคติสมุฏฐาน คือ รากมะเดื่ออุทุมพร (มะเดื่อชุมพร) รากแคแดง และรากเพกา ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีสุคนธ์ คือ รากอบเชยเทศ รากพิมเสนต้น และรากอบเชย หรือใบกระวาน ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีสุรผล คือ สมุลแว้ง เนื้อไม้ และเทพทาโร (เทพธาโร) ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีเสมหผล (ตรีเสมหะผล) คือ ผลช้าพลู รากดีปลี และรากมะกล่ำเครือ ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีอมฤต (ตรีอำมฤตตรีอมฤตย์) คือ รากมะกอก รากกล้วยตีบ และรากกะดอม ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรีอากาศผล คือ รากขิง กระลำพัก และรากอบเชยเทศ ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๓ สิ่ง

ตรุณ (ดรุณ) หนุ่มน้อย

ตวัน (ตะวัน) วงอาทิตย์

ต้อ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจนเหมือนกับมีฉากหรือม่านบังไว้ ลักษณะของโรคมีหลายชนิด เช่น มีก้อนเนื้ออยู่ที่ตาก็เรียกว่าต้อเนื้อ เป็นต้น

ต้อกงเกวียน ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีสายเป็นสีดำ พาดจากขอบแก้วตาผ่านมาทางกลางลูกนัยน์ตาดำ ทำให้มองอะไรเห็นเหมือนมีเส้นใยแมงมุมบังอยู่ อาการดังกล่าวเกิดมาจากหน้าอกทำให้รู้สึกขัด เสียวในอก มีอาการแน่นในอก และคลื่นเหียนบ่อยๆ อีกอย่างหนึ่ง อาการเกิดจากนาภีทำให้ผะอืดผะอมและเจ็บในท้อง ท้องขึ้น จุกเสียดและมวนท้อง เป็นต้น

ต้อก้นหอย ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการมองดูเป็นระลอกเป็นคลื่น เหตุของโรคเกิดจากหัวแม่เท้าเป็นสมุฏฐาน หรือพิษของฝีดาษทำให้เกิดอาการของโรค เป็นต้น

ต้อกระจก ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการเกิดจากภายในแก้วตามีเม็ดสีขาว เมื่อแรกเม็ดไม่แข็งต่อมาเม็ดขยายใหญ่และแข็งขึ้น ทำให้น้ำเลี้ยงแก้วตาลดลง เป็นต้น

ต้อกระจกขาว ดูที่ ต้อกระจกน้ำข้าว

ต้อกระจกเขียว ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง อาการเกิดจากภายในแก้วตามีน้ำขุ่นออกสีเขียว เริ่มจากเขียวอ่อน และเมื่อเป็นมากสีเขียวจะเข้มขึ้น เมื่อมองแดดจะเห็นเป็นเปลวควันหรือหมอกสีเขียว เห็นดวงไฟเป็นสีรุ้ง ต้นเหตุของโรคเกิดมาจากทรวงอก มีอารมณ์หงุดหงิดโกรธง่าย ชอบอาหารรสจัด เช่น เปรี้ยวจัด หวานจัด เป็นต้น

ต้อกระจกแดง ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง เกิดจากเป็นลมขึ้นที่ฝ่าเท้า มีอาการเมื่อยตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงต้นคอ เป็นอยู่นาน ๒-๓ ปี แล้วจะปวดศีรษะมาก กับมีจุดขึ้นที่ตาดำ เป็นต้น

ต้อกระจกนกยูง ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง อาการเกิดจากตามีประกายเป็นวงแหวนใส ทั้งนัยน์ตาขาวและนัยน์ตาดำ แล้วจะปวดศีรษะมาก อาจจะถึงตาบอดได้

ต้อกระจกน้ำข้าว ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง อาการเกิดจากในแววตามีน้ำขุ่นน้อยๆ นานวันน้ำขุ่นจะมากขึ้น ทำให้นัยน์ตาสู้แสงแดดไม่ได้ รู้สึกว่าตามัวเหมือนมีควันบังไว้ มองดวงไฟจะมีรัศมีหลายสี อาการโรคเกิดจากเท้า เมื่อจะขึ้นต้อจะรู้สึกร้อนที่ฝ่าเท้าเหมือนถูกไฟ เป็นต้น

ต้อกระจกนิลปัด (ต้อกระจกนิลปัฏ) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง อาการเกิดจากในแก้วตามีน้ำสีขาวแกมม่วง ภายในแก้วตาไม่สดใส เม็ดต้อจะมองเห็นเป็นคลื่นๆ มีอาการปวดขมับและแสกหน้าทำให้อยากนอน มองสิ่งใดดูมืดมัวเหมือนไม่มีแสงแดดทั้งๆ ที่มีแสงสว่างอยู่แล้ว นอกจากนั้นยังทำให้ความจำลดลง ต้นเหตุของโรคเกิดจากดีผิดปกติ ผู้ป่วยมักชอบอาหารรสจัด เช่น เปรี้ยวจัด หวานจัด เป็นต้น

ต้อกระจกปรอท ชื่อโรคชนิดหนึ่ง อาการเกิดในแก้วตามีน้ำขุ่น เป็นเม็ดแข็งตัว และขยายใหญ่ขึ้นมีอาการปวดศีรษะดังจักแตก สมุฏฐานของโรคเกิดจากนิ้วเท้าใหญ่เป็นโทษขึ้น

ต้อกระจกหลังเบี้ย ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง เกิดจากเป็นลมขึ้นที่ฝ่าเท้า มีอาการเมื่อยตั้งแต่เท้าจนถึงคอ เป็นอยู่นาน ๒-๓ ปี จะรู้สึกปวดศีรษะมากเหมือนหัวจะแตก แล้วเกิดจุดขึ้นที่ตาดำ

ต้อกระจกเหลือง ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง อาการเกิดจากในแก้วตามีน้ำขุ่นมีสีออกเหลือง เมื่อแรกจะเป็นสีเหลืองอ่อน นานวันสีเหลืองจะเข้มขึ้น มีอาการเมื่อมองแสงแดดจะรู้สึกปวดนัยน์ตาและปวดเส้นประสาทเล็กน้อย ใบหน้าซีดเหลือง มีน้ำตาซึมเหนียว และมีขี้ตามาก เหตุของโรคเกิดจากดีพิการ

ต้อเกล็ดกระดี่ ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง เกิดจากร่างกายขาดธาตุอาหารบางชนิด

ต้อเกล็ดหอย ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการเกิดจากตามองเห็นเป็นวงแหวน แลเห็นบ้างไม่เห็นบ้าง เป็นต้น

ต้อเกลื่อน ดูที่ ต้อตาแมว

ต้อแก้ว ดูที่ ต้อกระจก

ต้อข้าวสาร ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการเกิดจากเป็นเม็ดจุดขาวนูนสูงที่ขอบตาดำ ทำให้ระคายเคืองนัยน์ตา เมื่อขึ้นครั้งแรกจะเป็นเม็ดเล็กยอดแหลม จำนวนเม็ดมากน้อยตามอาการของโรค นานวันจะขยายโตขึ้น อาการของโรคเกิดจากเลือดกำเดาเป็นสมุฏฐาน

ต้อง ในที่นี้หมายถึง ตรงกับโรค หรือดับพิษของโรคได้

ต้องแม่ซื้อ ในที่นี้หมายถึง ถูกแม่ซื้อหรือผีที่ประจำอยู่กับเด็กทารกนั้นให้โทษแก่เด็ก

ต้อด้วง ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการเกิดจากตามองเห็นเป็นสีขาวมัวเหมือนมีไอน้ำจับเป็นฝ้าที่กระจกตา

ต้อเดือยไก่ ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการของโรคเกิดมาจากตาตุ่มพิการ

ต้อแดง ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการเกิดจากม่านตาอักเสบ ทำให้นัยน์ตาแดง เหตุเกิดจากลม กำเดา หรือโลหิตเป็นสมุฏฐาน

ต้อตาปู ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการภายในดวงตามีแนวเส้นเป็นวงกลมลอยอยู่ในกระจกตาเป็นเส้นเล็กๆ คล้ายหัวตาปู นานวันจะขยายเป็นวงใหญ่ และเส้นขอบวงหนาขึ้น ลักษณะเป็นวงเส้นสีขาว เหตุของโรคเกิดจากเข่าซึ่งมีอาการขัดข้อเข่า เป็นต้น

ต้อตาแมว ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการเนื้องอกในกระจกตาในดวงตาของเด็ก เมื่อเริ่มเป็นจะมีแสงสะท้อนออกมาจากนัยน์ตาเหมือนตาแมว มีลักษณะนัยน์ตาช้ำ ขอบตาใส เป็นต้น

ต้อแตน ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการเป็นเม็ดต้อที่นัยน์ตาเม็ดเล็กๆ ราบไป เหตุเกิดเพราะริดสีดวงที่ตา มีสมุฏฐานขึ้นมาตั้งแต่หัวเข่า

ต้อธรณี ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการตาอักเสบมากจนทำให้นัยน์ตาดำทะลุ เมื่อหายแล้วจะทำให้ลูกนัยน์ตาหวำตรงกลาง เป็นต้น

ต้อน้ำ ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการเหมือนเป็นฝ้าปิดขึ้นไปตั้งแต่ขอบตาล่างคล้ำเป็นเงาขาวๆ ออกไปยังตาดำดังไขเนื้อ ฝ้าน้ำทำให้ตาบอดได้

ต้อนิลกระจก ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง อาการของโรคจะมีแนวเส้นสีดำวนดังก้นหอยอยู่ภายในดวงตา

ต้อนิลปัด ดูที่ ต้อกระจกนิลปัด

ต้อเนื้อ ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง อาการของโรคมีเยื่อสีขาวขึ้นที่หัวตาหรือหางตา และยื่นเข้าไปสู่ลูกตาดำจนมิด สมุฏฐานของโรคเกิดแก้หัวใจ

ต้อเนื้อทราย ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง อาการของโรคมีเยื่อขาวๆ พาดผ่านตาดำจากหัวตาไปหางตา

ต้อแนะ ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง อาการของโรคทำให้ตาแดง มีน้ำตาไหลซึมตลอดเวลา ขนตาร่วง สมุฏฐานของโรคนี้เกิดเพื่อโลหิต

ต้อพุงดอ ดูที่ ต้อกระจกน้ำข้าว

ต้อเพกา ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการภายในลูกนัยน์ตามีเยื่อเป็นใยขาว สัณฐานดังลิ้นสุนัข พาดผ่านนัยน์ตาดำ สมุฏฐานโรคมาแต่รากขวัญ

ต้อไฟ ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการนัยน์ตาแดงจัดและอักเสบ สมุฏฐานโรคเกิดเพื่อไข้สันนิบาต

ต้อภายในเพื่อลม ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการทางอารมณ์ทำให้หงุดหงิดโกรธง่าย บริโภคอาหารไม่ได้ ปวดศีรษะ อาเจียน คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด ตามืดชั่วขณะ สมุฏฐานของโรคเกิดจากดีและวาโยธาตุพิการ

ต้อมะเกลือ ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการที่ลูกนัยน์ตาดำมีจุดสีเทาเรียงรายดังผิวมะกรูด มักปวดศีรษะบริเวณขมับ เส้นหน้าผาก และเกร็งกับมีอาการเคืองตาด้วย สมุฏฐานของโรคเกิดจากดีเป็นตรีโทษ

ต้อรัตนโชติ ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง เกิดจากไข้หัดหลบใน พิษของเม็ดหัดเข้าไปผุดในลูกตา เมื่อหายแล้วทำให้เป็นแผลในลูกตาดำ

ต้อลม ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการนัยน์ตาขุ่นมัวเหมือนเป็นหมอกบางๆ ที่กระจกตา อาการเป็นๆ หายๆ ทำให้เห็นบ้างไม่เห็นบ้างเป็นครั้งคราว สมุฏฐานเกิดมาจากโรคหัวใจ ถ้าอารมณ์ดีก็จะเห็นชัด ถ้าอารมณ์โกรธหงุดหงิดฉุนเฉียวตาก็จะมัวไปด้วย

ต้อลาย ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการเป็นแนวเส้นลายแววอยู่กลางตาดำ

ต้อลำไย ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการเป็นเม็ดผุดขึ้นในลูกตาดำคล้ายเม็ดสาคู เป็นสีขาวขุ่น ทำให้เมื่อยตา ส่วนใหญ่จะขึ้นทีละข้าง มีอาการปวดตาบ้างเล็กน้อย สมุฏฐานเกิดจากท้องน้อย

ต้อลิ้นสุนัข ชื่อโรคตาชนิดหนึ่งอาการของโรคเป็นเนื้อเยื่อสีขาว งอกจากหัวตาลามเข้าไปที่ลูกนัยน์ตาดำคล้ายลิ้นสุนัข สมุฏฐานเกิดขึ้นแต่ปลีน่อง

ต้อแววนกยูง ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง อาการของโรคเป็นเนื้อเยื่อใสมันดังเนื้อลำไย กับบางทีเป็นก้อนสูงๆ ต่ำๆ เรียงรายอยู่ในลูกตาดำ เป็นสีเขียวอ่อนคล้ายผิวของผลยอ สมุฏฐานเกิดจากหน้าอก ทำให้มีอาการเมื่อยตามข้อทั่วทั้งร่างกาย

ต้อสลัก ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง อาการของโรคเป็นเม็ดผุดขึ้นที่หัวตาดำ ทำให้ลูกนัยน์ตาตึง ไม่อาจกลอกตาไปมาได้ นัยน์ตาขุ่นมัว สมุฏฐานเกิดจากลมในท้องน้อย

ต้อสายฟ้าฟาด ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง อาการของโรคเกิดเร็วมาก เป็นเยื่อสีขาวพาดผ่านนัยน์ตาดำจากซ้ายไปขวาหรือจากขวาไปซ้าย ขยายตัวเร็ว ทำให้ตาแดงเป็นจุดๆ น้ำตาไหลและบวม สมุฏฐานเกิดเพื่อกำเดาหรือไข้พิษ

ต้อสายโลหิต ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง อาการของโรคเริ่มจากเขม่นตาถี่ๆ นัยน์ตาขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มมีเส้นโลหิตขึ้นเห็นเป็นเส้นเล็กๆ เต็มลูกตา กับมีเม็ดเล็กๆ เหมือนเม็ดทรายขึ้นตามเส้นโลหิตนั้น นานวันตุ่มเลือดจะโตขึ้น เส้นเลือดก็ใหญ่ขึ้นและแดงจัดมาก สมุฏฐานเกิดเพื่อกำเดา

ต่อสิ้น ในที่นี้หมายถึง เมื่อหายจากโรค

ต้อหมอก ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง อาการของโรคเป็นเส้นวงกลมเหมือนเป็นเงาอยู่กลางตาดำ เมื่อแรกเป็นฝ้าขาวในลูกตาดำทำให้ตาบวมปวด หากเป็นช่วงเดือน ๕-๘ สมุฏฐานเกิดเพื่อโลหิต เดือน ๙-๑๒ เกิดเพื่อกำเดา และเดือน ๑-๔ เกิดเพื่อเสมหะ ระคนกัน

ต้อหลังเบี้ย ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง สมุฏฐานเกิดจากท้องน้อยทำให้มีอาการปวดท้องด้วย

ต้อหิ่งห้อย ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง อาการของโรคเป็นเยื่อขาวๆ ขึ้นเป็นวงรอบตาดำตอนบนและเลยไปที่หัวตาถึงหางตา คล้ายรูปพระจันทร์คว่ำ เป็นนานวันขยายแนวเส้นกว้างออกพาดผ่านเข้าไปนัยน์ตาดำด้วย สมุฏฐานเกิดจากรากขวัญทำให้ปวดเมื่อยท้ายทอยและต้นคอด้วย

ต้อหูด ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง อาการของโรคมีเม็ดเป็นจุดขาวๆ แข็งเหมือนกระดูกผุดขึ้นภายในตาดำ สมุฏฐานเกิดเพื่อโลหิตและลม

ตะกา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๖

ตะไกร ขากรรไกร

ตะคริว ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการเส้นในร่างกายชักขมวดและลมกระตุก ทำให้เจ็บปวด

ตะค้า ชื่อหวายชนิดหนึ่งเป็นหวายที่มีคุณภาพดีเหนียวมาก

ตะคาก อวัยวะส่วนแง่กระดูกเชิงกรานที่บั้นเอว หัวตะคากก็เรียก

ตะณะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๘

ตะบองราหู ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดแก่ทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๑๒ เดือน โดยมีอาการของโรคต่างๆ กันตามกำหนดของเดือน ตั้งแต่เด็กมีอายุได้ ๑ เดือนเป็นลำดับไปจนถึง ๑๒ เดือน เป็นอาการของโรคซางในเด็กมีอาการต่างๆ กัน(ดูเพิ่มเติมที่คำ ลำบองราหู)

ตะพั้น ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดแก่ทารกที่เพิ่งคลอดได้ ๑ – ๒ วัน

ตะพั้นไฟ (สะพั้นหรือสะพั้นไฟ) ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดแก่ทารกที่เพิ่งคลอด ๑-๒ วัน มีอาการท้องขึ้นอาเจียน ชัก มือกำเท้างอ ตัวร้อนจัด

ตะโพน กลองชนิดหนึ่งเปนกลอง ๒ หน้า รูปหัวท้ายสอบขึงด้วยหนังมีเท้ารอง ตีด้วยฝ่ามือ ก่อนตีต้องใช้ข้าวเหนียวนึ่งปั้นเป็นก้อนชุบน้ำ หรือพ่นน้ำให้ชื้น แล้วติดไว้ที่กึ่งกลางหนังหน้ากลองทั้ง ๒ ด้าน เพื่อให้หนังตึง เมื่อตีจะมีเสียงไพเราะขึ้น

ตะมอย ชื่อฝีชนิดหนึ่งขึ้นตามนิ้วมือ

ตักไม่เต็ม ดูที่ ปริศนาสมุนไพร ปริศนาหนึ่งเขียนไว้ว่า "หาบไม่หนัก ตักไม่เต็ม เค็มตลอดยอด มอดไปด้วย ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา) หงายกลางนา หญ้าหัวใต้ หมึกสาย กินพุงทลาย จับไม่อยู่" คำตอบปริศนา : หาบไม่หนักคือต้นกระเบา ตักไม่เต็มคือต้นหางไหล เค็มตลอดยอดคือต้นมะเกลือ มอดไปด้วยคือต้นเลี่ยน ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา)คือหญ้าใต้ใบ หงายกลางนาคือผักคราดหัวแหวน หญ้าหัวใต้คือสมุนไพรทั่วๆไป หมึกสายคือสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง กินพุงทลายคือสลอด จับไม่อยู่คือปรอท

ตักศิลา (ตักกะศิลา) ชื่อคัมภีร์ กล่าวถึงลักษณะและอาการไข้ประเภทต่างๆ ซึ่งในสมัยโบราณเรียกว่าไข้พิษ ไข้เหนือ ไข้กาฬ ไข้ชนิดต่างๆเหล่านี้ในสมัยโบราณ เรียกว่า ไข้ตักกะศิลา ปัจจุบันไข้ตักกะศิลา หมายถึง กาฬโรค

ตั้งขึ้น อาการของโรคเมื่อมีเม็ดผุดขึ้น

ตั้งท้องขึ้น ในที่นี้หมายถึง เม็ดพิษของโรคซางซึ่งขึ้นอยู่ในท้องนั้นได้กระจายตั้งแต่ท้องขึ้นไปยังอก

ตัด ในที่นี้หมายถึง หยุด เลิก ทำการรักษา เนื่องจากอาการของโรครุนแรงมาก ถึงตายประการเดียว

ตัดอาหาร เบื่ออาหาร ไม่อยากบริโภคอาหาร

ตับแตก ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดจากอาการไข้กาฬ ซึ่งพิษไข้เป็นเม็ดผุดขึ้นในตับหรือฝีในตับ ทำให้ตับหย่อน

ตับทรุด ถ่ายเป็นเลือดสดๆ ออกมา ลักษณะเหมือนกาฬมูตรผุดขึ้นและกินอยู่ในตับทำให้ปวดมวนท้อง ลงท้องเป็นเสมหะและโลหิต นัยน์ตาแข็งและแดงเป็นสายเลือด พิษของโรคร้ายแรงมาก

ตับทรุด ชื่อโรคชนิดหนึ่ง อาการของโรคเกิดจากการล้มลงโดยแรง ตกจากที่สูง หรือเด็กตกจากเปล หรือถูกฟัดฟาดโดยแรง ทำให้เป็นไข้ซางละออง หละ หรือธาตุสมุฏฐาน ในร่างกายวิปริต ทำให้ตับเคลื่อนที่ทำให้เกิดเจ็บป่วยขึ้น

ตับบวม ชื่ออาการของโรคตับซึ่งผิดปกติ เกิดบวมขึ้นทำให้ปวดเสียดในท้องตามชายโครง หายใจไม่ออก หายใจเสียว มือเท้าบวม สะท้านร้อนสะท้านหนาว เป็นไข้ เป็นต้น

ตับเป็นเกล็ดดังหูเห่า อาการของโรคตับ ซึ่งส่งผลให้ผิวหนังแห้ง ตกสะเก็ด ลักษณะเป็นเกล็ดสีดำๆ

ตับพอง อาการโรคตับโต

ตับพิการ อาการของโรคตับ ความผิดปกติของตับ

ตัว ร่างกายภายนอก ผิวกาย

ตัวเข็ญ ต้นเหตุที่ทำให้ลำบากหรือเจ็บป่วย

ตัวผู้แลตัวเมีย ในที่นี้หมายถึง โรคซางแดง มี ๒ ชนิด คือซางแดงตัวผู้ และซางแดงตัวเมีย

ตัอผักตบ ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการภายในลูกตาดำมีเยื่อเป็นกลีบคล้ายเห็ดหูหนูสีเทาลอยอยู่ สมุฏฐานเกิดขึ้นมาจากหน้าอก

ตาแขง (ตาแข็ง) อาการของโรคชนิดหนึ่ง ทำให้ไม่ง่วงไม่หลับ

ตาแข็ง อาการของโรค ทำให้ไม่ง่วงนอน

ตาช้อน อาการของโรคอย่างหนึ่งนัยน์ตาดำเหลือกขึ้น

ตาซม อาการของโรคอย่างหนึ่ง ทำให้นัยน์ตาปรือ ลืมตาไม่ขึ้น มีขี้ตาแฉะ เป็นต้น

ตาน ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากตัวมิกิชาติ (พยาธิ) กินอยู่ภายในร่างกายทำให้เกิดโรคขึ้น มี ๒ ชนิด คือ ตานโจรหรือตานขโมย และตานจร โรคตานเป็นโรคที่เกิดต่อเนื่องมาจากโรคซางเจ้าเรือน โดยจะเป็นกับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ ๓ เดือน ขึ้นไปจนถึง ๗ ปี และเมื่อพ้นเขตจากการเป็นโรคซางเจ้าเรือนแล้วมักจะเป็นโรคแทรกของซางจร ขณะที่ยังอยู่ในช่วงอายุการเป็นซางจร

ตานขโมย พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง ต้นสีดำคล้ายต้นตะโกนา

ตานขะโมย (ตานขโมย) ชื่อโรคตานชนิดหนึ่ง (ดูรายละเอียดที่คำ ตานโจร)

ตานจนชื่อกะระ ชื่อโรคตานจรชนิดหนึ่ง มีอาการทำให้ลงท้อง อุจจาระมีสีขาวดุจดินสอพอง มีเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมาภายนอกตามผิวกายพรึงขึ้นทั้งตัวเหมือนผด ทำให้ตาฟาง เป็นเกล็ดกระดี่ ตัวพยาธิประเภทนี้ขยายหรือแพร่พันธุ์รวดเร็วมาก เมื่อเจริญขึ้นในท้องทำให้ไส้พองท้องใหญ่ อึดอัด เมื่อตัวแก่ขึ้นก็จะคลานออกทางทวารหนัก ลำคอทำให้อาเจียน จุกเสียด กระสับกระส่าย มีไข้และซีดไม่มีสีเลือด เป็นต้น

ตานจร โรคตานชนิดหนึ่งเป็นกับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ ๓ เดือนเป็นต้นไปจนถึง ๗ ปี และเกิดขึ้นกับเด็กที่เกิดในวันใดก็ได้ไม่มีข้อกำหนด มีอาการของโรคและชื่อต่างๆ กันดังนี้ ตานจรชื่อกะระ ตานจรชื่อพรหมกิจ ตานจรชื่อสันตุกมิต ตานจรชื่อสารพะกะระ

ตานจรชื่อพรหมกิจ ชื่อโรคตานชนิดหนึ่ง อาการของโรคเกิดขึ้นในรูสะดือมีลักษณะเหมือนฝีอัคเนสัน พิษของโรคเข้าไปทำลายดี ตับ หัวใจ ลำไส้ ทำให้มีอาการลงท้อง ตกลงเป็นโลหิตสดๆ มีไข้สะบัดร้อนสะบัดหนาวอารมณ์ผันแปร ขาดสติ อาการโรคจะรุนแรงมาก ถ้าไม่หายภายใน ๑๕ วันก็อาจถึงตาย และเมื่อใกล้จะตายนั้น นัยน์ตาทั้ง ๒ ข้างจะเกิดต้อก้นหอยขึ้น อาจทำให้ตาแตกทั้ง ๒ ข้าง หรือโลหิตออกทุกเส้นขน เป็นต้น

ตานจรชื่อสันตุกมิต ชื่อโรคตานจรชนิดหนึ่ง อาการของโรคเกิดจากร่างกายถูกกระแทกให้บอบช้ำภายใน เช่น หกล้ม ล้มฟาดตกจากที่สูง เป็นต้น ทำให้บังเกิดอาการไข้ตัวร้อน มือเท้าเย็น บิดตัวไปมา บางทีมีเม็ดผุดขึ้นทั้งตัวเหมือนหัด เมื่อเม็ดราบลงแล้ว มีอาการลงท้องถึงมูกเลือด ทำให้ปวดมวนกระหายน้ำ มึนหัว ไอ บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น

ตานจรชื่อสารพะกะระ ชื่อโรคตานจรชนิดหนึ่ง มีอาการตามสมุฏฐานของเม็ดที่ผุดขึ้นเหมือนฝีในหูและในจมูก เมื่อแตกออกแล้วจะเป็นโลหิตสดๆ ไหลออกก่อนแล้วจึงเป็นน้ำเหลืองไหลเยิ้ม ถ้าขึ้นในจมูกร้ายนัก เพราะน้ำเหลืองจะตกลงในท้องทำให้ลงท้อง สีขุ่นขาว ไม่อยากบริโภคอาหาร เมื่ออาการหนักถึงตรีโทษจะมีโลหิตออกทางหู จมูก ทวารหนัก และทวารเบา เป็นต้น

ตานโจร โรคตานชนิดหนึ่ง เป็นกับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ ๕-๖ ปีเป็นต้นไปจนถึง ๗ ปี หรือพ้นเขตการเป็นซางเจ้าเรือน และมักจะเป็นโรคแทรกของซางจร อาการของโรคเกิดจากการกินอาหารของเด็กซึ่งมักชอบกินของแปลกรสสดคาว ทำให้บังเกิดเป็นพยาธิขึ้นมีตัวดั่งเอือนปลา ตั้งเป็นดานขึ้นแล้วกำเริบมีเมือกหรือเสมหะหุ้มห่ออยู่ เมื่อแรกเป็นขึ้นแล้วจะเป็นคนกินอาหารจุ กินไม่เป็นเวลา แต่ไม่มีกำลัง ไม่อ้วน มีอาการท้องรุ้งพุงมาน พุงป่อง ท้องใหญ่ ไส้พอง เป็นต้น เมื่อตัวแก่ขึ้นประมาณ ๓ เดือนจะมีอาการลงท้องตกเลือดดังน้ำล้างเนื้อ ปวดมวน เป็นมูก ดากออก ตัวผอมเหลือง หากมีเม็ดผุดขึ้นพรึงไปทั้งตัวดังผด เป็นอาการตานโจรขึ้นแทรกซางแดง หากแม่ซางอยู่ที่ลิ้น จะทำให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง แม่ซางขึ้นที่หูก็จะเจ็บหู อยู่ที่ตาก็จะเป็นเกล็ดกระดี่ นานวันกลายเป็นต้อก้นหอย ถ้าขึ้นที่หน้าแข้งก็จะทำให้หน้าแข้งแข็งดังหนังกระเบน เป็นต้น อาการของโรคตานโจรมีหลายชนิดเกิดจากพยาธิและโรคซางชนิดต่างๆ ดังนี้ พยาธิชื่อกัณณะ พยาธิชื่อปุระธาตุบท พยาธิชื่อพะละพะหะ พยาธิชื่อมุสกายธาตุ พยาธิชื่อรัชชะกะ พยาธิชื่อสันตาธาตุ พยาธิชื่อสุจิมุกขกาลหิระ พยาธิชื่ออมุลธาตุ พยาธิชื่ออวรรณณะ พยาธิชื่ออุทราธาตุ

ตานโจรเกิดจากพยาธิชื่อกัณณะ โรคตานชนิดหนึ่ง เป็นโรคแทรกขณะที่เป็นโรคซางโจรอยู่แล้ว หรือบังเกิดขึ้นเนื่องจากโรคซางโจร อาการของโรคเป็นตัวพยาธิเล็กดังตัวไรเข้าไปเกาะกินอยู่ในเนื้อและเลยเข้าไปในกระดูกสันหลัง สมอง เส้นเอ็น กระเพาะและลำไส้ ทำให้มีอาการขัดเบา เป็นนิ่ว ท้องใหญ่ ไส้พอง นัยน์ตาฟางถึงมืด ปวดมวนท้อง ลงท้องถึงมูกเลือด ร่างกายซูบผอม เป็นต้น

ตานโจรเกิดจากพยาธิชื่อปุระธาตุบท โรคตานชนิดหนึ่ง บังเกิดขึ้นเนื่องจากโรคซางเพลิง หรือเป็นโรคแทรกขณะที่เป็นโรคซางเพลิงอยู่แล้วบังเกิดตัวพยาธิชื่อปุระธาตุบท อาการของโรคเริ่มจากลงท้องถึงตกโลหิต ตัวเหลือง อ่อนเพลียมาก อยากกินของสดคาว จากนั้นจะเกิดพยาธิขึ้นในร่างกาย ตัวพยาธิชื่อปัตฉันนะ (ปักฉันนะธาตุ) เกาะกินในช่องจมูก ทำให้จมูกตึงและเหม็นเน่า จากนั้นก็ลามไปถึงโคนลิ้นทำให้คอแห้ง บริโภคอาหารไม่ได้ ถ้าจะรักษาต้องแก้ที่ลิ้นและคอก่อน จากนั้นจึงแก้ในทางโลหิตต่อไป

ตานโจรเกิดจากพยาธิชื่อพะละพะพะ โรคตานชนิดหนึ่งเป็นโรคแทรกขณะที่เป็นโรคซางแดงอยู่แล้ว หรือบังเกิดขึ้นเนื่องจากเป็นโรคซางแดง และเมื่อสิ้นสุดเขตซางแดงแล้ว ตัวพยาธิจะเกิดขึ้นในลำไส้ตอนข้างในสะดือด้านซ้าย ตัวมีลายคล้ายเอือนปลามีเมือกหรือเสมหะห่อหุ้มตัวอยู่ ขนาดโตเท่าผลมะขามป้อม เมื่อเกิดเป็นขึ้นแล้วทำให้มีอาการเจ็บและเสียดท้อง ถ้านานถึง ๓ เดือนแล้วจะทำให้ลงท้อง ตกมูกเลือดใสดังน้ำล้างเนื้อ ปวดมวนเป็นกำลัง เบ่งจนถึงดากออก ร่างกายผอมเหลืองซีดอยากกินของเผ็ดเค็มและสดคาว จากนั้นจะมีเม็ดผุดขึ้นพรึงไปทั้งตัวเหมือนโรคประดง เมื่ออาการถึงระดับนี้แล้ว โทษของโรคซางแดงก็จะบังเกิดขึ้นเรียกว่าโจรซางแดง โรคซางแดงซึ่งมีแม่ซางขึ้นอยู่ที่ต้นลิ้นจะกำเริบขึ้น ทำให้บริโภคอาหารไม่ได้ บางทีจะมีอาการลิ้นกระด้างคางแข็ง ส่วนแม่ซางซึ่งอยู่ที่หูก่อนนั้นก็จะทำให้เจ็บหู เป็นน้ำหนวก แม่ซางที่ตาก็จะทำให้ตาเจ็บเป็นเกล็ดกระดี่ และบังเกิดเป็นต้อก้นหอยขึ้น แตกภายใน ๗ วัน แม่ซางที่หน้าแข้งมีรากดุจสิวเสี้ยน ทำให้หน้งหน้าแข้งแข็งเหมือนหนังกระเบน ถ้ารักษาหายแล้ว ๗-๙ เดือน จะบังเกิดพยาธิขึ้นอีกชนิดหนึ่งชื่อ พรหมกิจ เกิดขึ้นในลำไส้ ตัวเหมือนไรปากดำ ทำให้เกิดอาการกินอาหารไม่รู้อิ่ม อุจจาระมาก ขาวเหม็น ตาฟาง มักชอบบริโภคของสดคาว พยาธินี้รักษายาก แม้หายแล้วเมื่ออายุสูงวัยขึ้นก็มักเป็นโรคริดสีดวงแห้ง การรักษาโรคตานซางชนิดนี้ ห้ามวางยาผาย จงใช้แต่ยาชำระลำไส้แต่อย่าเข้าสลอด

ตานโจรเกิดจากพยาธิชื่อมุสกายธาตุ โรคตานชนิดหนึ่งเป็นโรคแทรกขณะที่เป็นโรคซางโคอยู่แล้ว หรือบังเกิดขึ้นเนื่องจากเป็นโรคซางโค ทำให้มีเม็ดผุดขึ้นทั้งตัวเหมือนหัด มีอาการคัน ยอดขาวแต่ไม่มีน้ำขึ้นอยู่ ๘-๙ วันก็จมลงไป ทำให้ลงท้อง ใสดังน้ำล้างเนื้อ ชอบบริโภคของสดคาวเป็นอยู่ ๒-๓ เดือน แม่ซางซึ่งขึ้นที่ลิ้นก่อนนั้นจะกำเริบขึ้นเม็ดโตขนาดเมล็ดเดือย และแข็งดังตาปลา ถ้ากวาดยาแล้วไม่จม(หาย) จะมีเม็ดแดงๆ ผุดขึ้นพรึงไปทั้งตัว ดังไข้ระบุชาด ทำให้ตัวร้อนมีไข้ มือเท้าเย็น กระหายน้ำ มีอาการหอบ ลิ้นกระด้าง คางแข็ง เป็นต้น

ตานโจรเกิดจากพยาธิชื่อรัชชะกะ โรคตานชนิดหนึ่ง อาการของโรคเหมือนพยาธิชื่อกัณณะ ดูเพิ่มเติมที่ ตานโจรเกิดจากพยาธิชื่อกัณณะ

ตานโจรเกิดจากพยาธิชื่อสันตาธาตุ โรคตานชนิดหนึ่ง เป็นโรคแทรกขณะที่เป็นโรคซางน้ำอยู่แล้ว หรือบังเกิดขึ้นเนื่องจากเป็นโรคซางน้ำ ทำให้ตัวเย็น ท้องขึ้น ปัสสาวะขาวดุจน้ำข้าว หรือนิ่วน้ำนม เป็นต้น

ตานโจรเกิดจากพยาธิชื่อสุจิมุกขกาลหิระ โรคตานชนิดหนึ่งเป็นโรคแทรกขณะที่เป็นโรคซางช้างและซางอื่นๆ ได้ทุกซางหรือบังเกิดเป็นขึ้นเนื่องจากเป็นโรคซางช้าง หรือซางชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่แล้ว มีอาการตัวพยาธิเกิดอยู่ในลำไส้ ขนาดเท่างูเล็กหรือไส้เดือน เมื่อเป็นขึ้นแล้วทำให้ร่างกายซูบผอม ท้องโรบริโภคอาหารไม่รู้อิ่ม ทำให้จุกเสียดในท้อง หากเป็นมากนานประมาณ ๑ เดือนมักจะดิ้นและเสือกตัวไปมา ทำให้ท้องลั่น บางทีตัวพยาธิออกมาทางปาก ทวารหนัก และมีอาการไข้ตัวร้อนจับเป็นเวลา ตาแดงเป็นสายโลหิต เป็นต้น

ตานโจรเกิดจากพยาธิชื่ออมุลธาตุ โรคตานชนิดหนึ่งเป็นโรคแทรกขณะที่เป็นโรคซางอยู่แล้ว หรือบังเกิดขึ้นเพื่อโรคซาง ตั้งขึ้นในลำไส้ ใต้สะดือ ขนาดเท่าเมล็ดข้าวโพด ตั้งอยู่ ๙-๑๐ วันก็แตกออก ทำให้ลงท้องเป็นน้ำคาวปลา ตกโลหิตเป็นก้อน มีอาการกระหายน้ำ ตัวร้อนเชื่อมซึม เบื่ออาหาร ซูบผอม เป็นต้น

ตานโจรเกิดจากพยาธิชื่ออรวรรณณะ โรคตานชนิดหนึ่ง อาการของโรคเหมือนพยาธิชื่อกัณณะ ดูเพิ่มเติมที่ ตานโจรเกิดจากพยาธิชื่อกัณณะ

ตานโจรเกิดจากพยาธิชื่ออุทราธาตุ โรคตานชนิดหนึ่ง อาการของโรคเกิดในอุทร(ท้อง) มีอาการทำให้มีร่างกายผอม หอบ เชื่อมซึม ถ้าเป็นนาน ๓-๔ เดือนจะทำให้ไส้พองท้องใหญ่ บางทีก็ตับบวมใหญ่จนคับโครง เป็นต้น

ตานเถา (เถาตาน) โรคชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็นลำแข็งตั้งขึ้นที่ยอดอกแล้วลามลงไปถึงท้องน้อย ทำให้เจ็บปวดจุกเสียดแน่นหน้าอก

ตานทั้ง ๕ (เบญจตาน) คือ รากตาลโตนด รากตานดำ รากตานขโมย รากตานหม่อน และรากตานเสี้ยน ดูที่ พิกัดยา ๒.กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด

ตานหิระ ดูที่ ตาลหิระ

ตาปลา ชื่ออาการโรคชนิดหนึ่งมักเป็นที่นิ้วเท้า ฝ่าเท้า มีอาการเป็นก้อนเนื้อด้าน เป็นไตแข็งคล้ายตาปลา เป็นต้น

ตาเปียก ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการน้ำตาออกมากผิดปกติ ดูเยิ้มตลอดเวลา

ตาพร่าง อาการของโรคตาชนิดหนึ่ง ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเหมือนมีแสงแวววาวพร่าไปหมด

ตาพราย ชื่ออาการโรคตาชนิดหนึ่ง ทำหการมองเห็นไม่ชัดเจนเป็นเวลาชั่วคราว

ตาพรายๆ เปนหิ่งห้อย ตาเห็นแสงระยิบระยับ เหมือนแสงหิ่งห้อย

ตาฟาง ชื่ออาการโรคตาชนิดหนึ่ง ทำให้มองไม่ชัด เหมือนมีม่านใสๆ บังอยู่

ตาม จุดไฟ ในที่นี้หมายถึง จุดเทียนปักไว้ที่ปากหม้อ

ตามัว ชื่ออาการโรคตาชนิดหนึ่ง อาการของโรคเหมือนตาฟาง ดูเพิ่มเติมที่ ตาฟาง

ตายซาก ตายทิ้งร่างแห้งอยู่

ตายนึ่ง ในที่นี้หมายถึง พอสุก หรือ พอใบสลบ หรือ เหี่ยว

ตาลทั้ง ๕ พืชสมุนไพร ๕ ชนิด ได้แก่ รากตาลโตนด รากตานดำ รากตานขโมย รากตานหม่อน รากตานเสี้ยน

ตาลหิระ (ตานหิระ) ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑

ตาลาย ชื่ออาการโรคตาชนิดหนึ่ง อาการของโรคเหมือนตาพราย ดูเพิ่มเติมที่ ตาพราย

ตาลิบ ลักษณะของดวงตาที่มีแววตาคม ลูกนัยน์ตากลมโตใสดั่งตาเนื้อทราย

ตาแห้ง ชื่ออาการโรคตาชนิดหนึ่ง อาการของโรคไม่มีน้ำตาหล่อเลี้ยงลูกตา

ตำคุลีการ ตำรวมกัน ตำคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน

ตำเปนแป้ง ตำให้ละเอียดเป็นผง

ตำผง ในที่นี้หมายถึง ตำเครื่องยาให้ละเอียดเป็นผง

ตำรง คงอยู่ ดำรง

ตำราพรหมชาติ ในที่นี้คือ ความรู้หรือชื่อตำราหมอดู

ตำเอาน้ำ วิธีการปรุงยาอย่างหนึ่ง โดยนำเครื่องยาสดที่ตำละเอียดแล้วคั้นกากออกจะได้น้ำเป็นตัวยา

ติงตัว อาการเคลื่อนไหวร่างกาย

ติรัจฉาน (ดิรัจฉาน) สัตว์เดรัจฉาน

ตุกต่ำ (ตุ๊กต่ำ) แร่ชนิดหนึ่งสีดำ เหมือนนิล

ตุกต่ำน้ำทอง แร่ธาตุสมุนไพรชนิดหนึ่ง ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ใช้ว่า ตุ๊กต่ำน้ำทอง

ตุมกาทั้ง ๒ พืชสมุนไพร ๒ ชนิด คือ ตุมกาขาว และตุมกาแดง

เตชันตะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๖

เตโช ไฟ ในที่นี้คือ เตโชธาตุ หมายถึงธาตุไฟอันมีอยู่ในร่างกายมี ๔ อย่าง ได้แก่ ไฟสำหรับอุ่นกาย ทำให้ร่างกายอุ่นเป็นปกติ ไฟสำหรับร้อนระส่ำระสาย ทำใคนต้องอาบน้ำพัดวี ไฟสำหรับเผาให้แก่คร่ำคร่า ทำให้ร่างกายเหี่ยวแห้งทรุดโทรมทุพพลภาพไป ไฟสำหรับย่อยอาหาร ทำให้อาหารที่กลืนกินลงไปแหลกละเอียด

เตโชกระษัย ดูที่ กระษัยเพลิง

เตโชธาตุ ธาตุไฟ ดูที่ เตโช

เตโชธาตุแตก ชื่ออาการของโรคชนิดหนึ่ง ทำให้ปากแห้ง ลิ้นแข็ง น้ำตาแห้ง เลือดตก หายใจสะท้อน จำคนไม่ได้ เป็นอาการคนใกล้ตาย

เตโชธาตุออกจากกาย ชื่ออาการของโรคชนิดหนึ่ง ทำให้ร้อนมือเท้า ไข้ขึ้นสูง เจ็บระบมผิวหนัง หลังมือหลังเท้าบวมปวด มีเม็ดแดงและดำขึ้นตามมือเท้า ฟกขึ้นเป็นเลือดหนองเหมือนฝี เป็นต้น

เตโชพิการ ธาตุไฟพิการ ความผิดปกติของธาตุไฟในร่างกาย ทำให้เกิดอาการของโรคตามส่วนต่างๆของกองธาตุ ไฟในร่างกายเช่น ร้อนในอก มือเท้าเย็น นัยน์ตามัว บริโภคอาหาร แล้วมักจุกเสียด เป็นต้น

เตโชวิบัติ ชื่ออาการของโรคชนิดหนึ่ง ทำให้ร้อนในท้องเหมือนน้ำเดือด มือเท้าตาย ไอลึก เมื่อยขบไปทั้งตัว ผอมแห้ง ปวดมวนท้อง ร้อนรุ่มทั้งร่างกาย เวียนหน้า ตาหมอง มือเท้าสั่น ผิวกายร้อนเสียวเหมือนถูกไฟ เป็นต้น

เตรียม คือ เกรียม

เต้า คือ เต้าปูน เป็นภาชนะที่ใส่ปูนกินกับหมาก

แตกตายแต่ใน ๒ เดือน ในที่นี้หมายถึง เม็ดพิษของโรคซาง ซึ่งขึ้นเป็นยอดเหมือนฝี เมื่อแตกออก กุมารจะตายภายในเวลา ๒ เดือน

แตกออกเปนปัญจสาขา มีกิ่งทั้ง ๕ หมายถึง ศีรษะ แขนทั้งสองและขาทั้งสอง

แต่งยา ปรุงยา

โตมรา (โตมร) อาวุธสำหรับซัด หอกซัด

ไตรเพทย์ (ไตรเพท) ความรู้สามอย่าง เป็นชื่อแสดงลัทธิไสยศาสตร์ดั้งเดิมของพราหม์ หมายถึง คัมภีร์สำคัญทั้งสามของลัทธิศาสนาพราหมณ์ คือ ฤคเวท ยชุรเวท และสามเวท ซึ่งคนแต่ก่อนนับถือกันว่า ผู้ที่มีความรู้ในวิชาดังกล่าว เป็นคนที่มีความเก่งกล้าสามารถในทุกๆ ด้าน หรือที่นิยมเรียกกันว่า เป็นคนมีวิชา

ถอนพิษ การใช้ยาแก้ หรือรักษาให้พิษไข้ หรือโรคบรรเทาลงจนหาย หรือไม่ให้เกิดเป็นขึ้นอีก แก้ของผิดสำแดง ล้างสิ่งที่ทำให้เป็นพิษออกไปจากร่างกาย เป็นต้น

ถอนเสมหะ การใช้ยาแก้หรือรักษาให้ไม่มีเสมหะ หรือหายจากโรคเสมหะ เป็นต้น

ถ่อย เลว ชั่ว

ถอย ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคลดลง หรือหายจากโรค

ถอย ในที่นี้หมายถึง น้อยลง ลดลง

ถอยลง ในที่นี้หมายถึง อาการโรคทุเลาลง

ถ้าแก้มิฟัง อาการของโรคที่ใช้ยาไปแล้วยังไม่มีอาการทุเลา หรือดีขึ้น

ถ้าจะกวาด ในที่นี้หมายถึง ถ้าจะใช้เป็นยากวาด โดยวิธีใช้นิ้วป้ายยาแล้วล้วงกวาดที่โคนลิ้นหรือในลำคอก็ต้องผสมน้ำกระสายยาตามที่กำหนดก่อนแล้วจึงกวาด

ถ้าจะแก้ ในที่นี้หมายถึง ถ้าจะปรุงยารักษาโรคให้หาย

ถาน ในที่นี้หมายถึง สมุฏฐาน หรือที่แรกเกิดของโรค

ถาน คือ ฐาน

ถ้ามิถอย ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคที่ใช้ยาไปแล้วยังไม่มีอาการทุเลาหรือดีขึ้น

ถ้ามิฟัง อาการของโรคที่ใช้ยาไปแล้วยังไม่มีอาการทุเลาหรือดีขึ้น

ถ้ามิรู้แก้ ในที่นี้หมายถึง ถ้าให้ยาไม่ถูกกับโรคหรือให้ยาที่ฤทธิ์ยาสู้ฤทธิ์โรคไม่ได้

ถ้าไม่ฟัง ถ้ามิฟัง อาการโรคที่ใช้ยาไปแล้ว ยังไม่มีอาการทุเลา หรือดีขึ้น

ถ้าไม่ลง ในที่นี้หมายถึง ไม่ถ่ายอุจจาระ หรือไม่ระบายออก

ถ้ารู้มิถึง ในที่นี้หมายถึง ถ้าแพทย์ไม่มีความรู้ หรือไม่รู้จักโรคก็จะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคหัด

ถ้าลงนัก อาการของโรคอย่างหนึ่ง ทำให้ท้องเสียมาก อุจจาระบ่อยๆ

ถ้าลงหนัก ในที่นี้หมายถึง ถ้ามีอาการท้องเสียมาก หรือถ่ายอุจจาระบ่อยมาก

ถ้าให้ ในที่นี้หมายถึง ถ้ามีอาการของโรค

ถุลภาพ โรคอ้วน

ถูกหวายฟาด ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคมีลักษณะ เป็นเม็ดผื่นแดงขึ้นเป็นแนวยาว เหมือนรอยแผลที่ถูกตีด้วยหวาย

ถูละเทหะ ร่างอ้วนพี หมายถึง คนอ้วน

เถาดาน ชื่อโรคชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็นลำแข็งตั้งขึ้นที่ยอดอก แล้วลามไปถึงท้องน้อย ทำให้เจ็บปวด จุกเสียดแน่นหน้าอก

ท้น ล้นขึ้นมา

ทนาน ทะนาน๗ มาตราตวงของไทยโบราณ เท่ากับ ๘ ฟายมือ

ทรวงอก อวัยวะส่วนที่อยู่เหนือกระเพาะอาหารขึ้นไปหรือบริเวณหน้าอก

ทราง (ซาง) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เป็นกับเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๑๒ ปี อาการของโรคมีหลายอย่าง เช่น ตัวร้อน เชื่อมซึม ปากแห้ง อาเจียน บริโภคอาหารไม่ได้ ท้องเดินและที่สำคัญจะมีเม็ดขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ในปากในคอ ลิ้นเป็นฝ้า เป็นต้น โรคซางมีหลายลักษณะหลายชนิด จำแนกออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ ๒ กลุ่มคือ ซางเจ้าเรือน และ ซางจร (๑) ซางเจ้าเรือนหรือซางกำเนิด คือโรคซางที่เกิดกับกุมารเมื่อยังอยู่ในครรภ์มารดาตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ ๓ เดือนจนถึงอายุได้ ๕ ขวบ จึงจะพ้นระยะโทษของโรคซางเจ้าเรือนและต่อไปจะกลายเป็นโรคตาน (๒) ซางจรหรือซางแทรก คือโรคซางที่บังเกิดเป็นแทรกขึ้นระหว่างโรคซางเจ้าเรือน ซางจรนี้จะเป็นอยู่จนถึงอายุ ๑๒ ปีจึงจะพ้นจากโทษของโรคซาง

ทรางกระตัง (ซางกระตัง) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นซางจรแทรกซางสะกอซึ่งเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันพุธ มีแม่ซาง ๓ ยอดบริวารอีก ๓๐ ยอด แม่ซางจะรายขึ้นในนาภี ๑ ยอด มีบริวาร ๑๐ ยอด กระจายไปตามลำไส้และทรวงอก ขึ้นในคอ ๑ ยอดมีบริวาร ๑๐ ยอดกระจายไปปากเพดานกระพุ้งแก้มลิ้น และขึ้นในกระเพาะพร้อมบริวารซึ่งกระจายไปตามกระเพาะข้าว กระเพาะเบา ทำให้มีอาการต่างๆ เช่น ท้องขึ้น ปวดท้อง ลงท้อง จุกเสียด เป็นไข้ตัวร้อน เบื่ออาหาร หายใจขัด ร้องไห้บิดตัว เป็นต้น

ทรางกระแหนะ (ซางกระแหนะ, ซางกระแหนะ) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เป็นซางจร แทรกซางแดง ซึ่งเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันอังคาร มีแม่ซาง ๓ ยอดมีบริวาร ๓๐ ยอด แม่ซางทั้ง ๓ ยอดจะขึ้นที่ปลายลิ้น ต้นคาง และทรวงอก หรือต้นลิ้น โดยมีบริวารล้อมแห่งละ ๑๐ ยอด มีอาการทำให้ดูดนมไม่ได้ ลิ้นกระด้าง คางแข็ง มือกำเท้างอ ถ้าแม่ซางเลื่อนลงไปในนาภี จะทำให้ลงท้องเป็นมูกเลือด ใสดั่งน้ำล้างเนื้อหรือน้ำหมาก ร่างกายจะซูบผอม เบื่ออาหาร ปวดมวนท้องมาก เป็นต้น

ทรางกราย (ซางกราย) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นซางจรแทรกซางเพลิง ซึ่งเป็นซางเจ้าเรือน ประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ มีแม่ซาง ๔ ยอด บริวาร ๔๐ ยอด ขึ้นที่หัวเหน่า ๒ ยอด นาภี ๒ ยอด เมื่อเม็ดซางผุดขึ้น กระจายออกตามผิวกายนั้นลักษณะเหมือนผด หากเป็นมาก แม่ซางจะมารวมกันที่ท้อง ทำให้มีอาการตัวร้อน อาเจียน บริโภคอาหารไม่ได้ บิดตัวนอนสะดุ้ง จนถึงตกมูกเลือด เป็นต้น

ทรางขโมย ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง ดูที่ ซางโจร หรือ ซางขโมย

ทรางจร (ซางจร) โรคซางที่บังเกิดเป็นแทรกขึ้นระหว่างช่วงโรคซางเจ้าเรือน (ดูเพิ่มเติมที่คำ ซาง)

ทรางจึ่งพลอย การเป็นโรคซางขึ้นในช่วงนั้นๆ

ทรางเจ็ดวัน โรคซางที่เป็นกับเด็กนั้น ลักษณะอาการของโรคต่างกันตามวันเกิดของเด็กดังนี้ ๑.เด็กเกิดวันอาทิตย์ ซางกำเนิดคือซางไฟ ๒.เด็กเกิดวันจันทร์ ซางกำเนิดคือซางน้ำ ๓.เด็กเกิดวันอังคาร ซางกำเนิดคือซางแดง ๔.เด็กเกิดวันพุธ ซางกำเนิดคือซางสกอ (ซางสะกอ) ๕.เด็กเกิดวันพฤหัสบดี ซางกำเนิดคือซางคาวี (ซางโค) ๖.เด็กเกิดวันศุกร์ ซางกำเนิดคือซางช้าง ๗.เด็กเกิดวันเสาร์ ซางกำเนิดคือซางโจร

ทรางเจ้าเรือน โรคซางที่เกิดกับกุมารเมื่อยังอยู่ในครรภ์มารดา ตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ ๓ เดือน (ดูเพิ่มเติมที่คำ ซาง)

ทรางโจรนางริ้น ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นซางจรแทรกซางโจรซึ่งเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันเสาร์

ทรางช้าง (ซางช้าง) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันศุกร์ มีแม่ซาง ๘-๙ ยอด ขึ้นในที่ ๓ แห่งคือ ที่นาภี ๓ ยอด ทรวงอก ๓ ยอด เพดาน ๒-๓ ยอด มีบริวาร ๘๐ ยอด ขึ้นรายกระจายไปตามร่างกาย ที่แขน ขา ชายโครง กลางหลัง เป็นต้น มีอาการไอ คอแห้ง เจ็บคอ อาเจียนลม คอเปื่อย คันทั้งตัว กับมีแผลพุพอง หากขึ้นที่กระเพาะลำไส้ จะทำให้บริโภคอาหารไม่ได้ เบื่ออาหาร ท้องผูกจนเป็นพรรดึก เป็นต้น

ทรางแดง (ซางแดง) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันอังคาร มีแม่ซาง ๖ ยอด ขึ้นที่ขม่อม ๓ ยอด สันหลัง ๓ ยอด มีบริวารรวม ๗๒ ยอด สังเกตได้ว่าแม่ซางจะขึ้นเป็นระยะๆ ละ ๑ ยอด ตั้งแต่เด็กเกิดได้ ๓ เดือน ๖ เดือน ๙ เดือน แม่ซางยอดเอกจะมีสีแดง ถ้าขึ้นที่สันหลัง บริวารจะออกมาที่ คอ รักแร้ คาง ขาหนีบ ทวารหนัก มีอาการอาเจียน กระหายน้ำ เป็นไข้ เชื่อมมึน ไอ ตกมูกเลือด บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น จัดเป็นโรคซางที่มีพิษมาก

ทรางแดงตัวผู้ (ซางแดงตัวผู้) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง มีอาการรุนแรงมากกว่าซางแดง ถ้าขึ้นในอกจะมีอาการไอ หอบ ปวดศีรษะ ปวดหลัง ขึ้นในคอจะทำให้บริโภคอาหารไม่ได้ เมื่อมีอาการหนักมาก ซางที่ขึ้นตรงรักแร้ ยอดจะจมฝังอยู่ในเนื้อขนาดเม็ดบัว ผิวหนังคล้ำดังควันเทียน หากผุดขึ้นทั่วสรรพางค์กายจะมีลักษณะเป็นแว่นวงดุจประทับตรา ดูเพิ่มเติมที่ ซางแดง

ทรางนางริ้น (ซางนางริ้น) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นซางจรแทรกซางโจร ซึ่งเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันเสาร์ มีแม่ซาง ๔ ยอด บริวาร ๕๖ ยอด เป็นโรคนี้ตั้งแต่ออกจากเรือนไฟ ขึ้นรายไปตามร่างกายทำให้มีอาการต่างๆ เช่น ขึ้นที่คอทำให้คอแห้ง ลิ้นขาว ดูดนมไม่ได้ ไอ กระหายน้ำ ขึ้นที่ทรวงอกทำให้ตกมูกเลือด ตาแดง ขึ้นที่กระเพาะปัสสาวะทำให้ขัดเบา บางทีปัสสาวะเป็นดั่งน้ำข้าวและดินสอพอง เป็นต้น ซางนางริ้นนี้อาจจะบังเกิดแทรกได้ทุกซาง ถ้าเป็นขึ้นพร้อมกับซางโจรเรียกว่า ซางโจรนางริ้น เม็ดซางขึ้นที่กระเพาะขี้ทำให้อุจจาระสีขาวหยาบ เหม็นคาว เป็นส่าเหล้า ทำให้อยากกินของสดคาว ถ้าขึ้นตามผิวกายจะทำให้ผิวเป็นเกล็ดลายดังปลากระทิง ถ้าขึ้นในอกทำให้หายใจไม่สะดวก หอบ ขึ้นในท้องทำให้ท้องเป็นเมือกมัน มีไข้ตัวร้อน มือเท้าเย็น อาจชักมือกำเท้างอ เป็นต้น

ทรางน้ำ (ซางน้ำ) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันจันทร์ มีแม่ซาง ๑๙ ยอด สัณฐานโตขนาดใบพุทรา มีสีแดงดั่งผลผักปรังห่าม มักขึ้นตามหลัง สีข้าง แขน ขา หน้าอก และแก้ม เมื่อเม็ดซางแตกเป็นแผลจะมีอาการไข้ตัวร้อน เจ็บปวดในท้อง เป็นต้น

ทรางฝ้าย (ซางฝ้าย) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เป็นซางจร แทรกซางน้ำ ซึ่งเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันจันทร์ ไม่มีเม็ดซางเป็นยอดตามผิวกายแต่ขึ้นในปาก เพดาน กระพุ้งแก้ม ไรฟัน ลิ้นมีอาการลิ้นขาว เป็นฝ้า เป็นใยดังสำลี ตัวร้อนจัด ปากร้อน แห้ง ไม่มีน้ำลาย หุบปากไม่ลง บริโภคอาหารไม่ได้ อาเจียน ท้องเดิน เหม็นเหมือนดังไข่เน่า เป็นต้น

ทรางเพลิง (ซางเพลิง) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง เป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ มีแม่ซาง ๔ ยอดเป็นเม็ดผุดขึ้นที่ฝ่าเท้า ยอดแดงดังผลมะไฟ มีบริวารอีก ๔๐ ยอดขึ้นตามขา คอ ตับ ปอด เป็นต้น มีอาการตัวร้อน เป็นไข้ ฝ่ามือฝ่าเท้าแดง เด็กจะเป็นมากตอนอายุ ๘-๙ เดือน แม่ซางย้ายไปขึ้นที่นาภี ทำให้ปวดท้อง ลงท้อง เป็นมูกเลือด ถ้าเป็นซางเพลิงตัวผู้จะมีพิษร้ายแรงมาก มีอาการปากแดง ฝ่ามือฝ่าเท้าแดง ลงท้องเป็นเสมหะและโลหิตสด ตัวร้อนเป็นเวลา จับเชื่อมมึน ถ้าถึงอาการทวารหนักแดง อาการถึงตัด (ตาย)

ทรางเพลิงตัวผู้ (ซางเพลิงตัวผู้) ดูที่ ซางเพลิง

ทรางไฟ (ซางไฟ) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง ดูที่ ซางเพลิง

ทรางยอดเอก แม่ซาง ดูที่ ซาง

ทรางวัว (ซางวัว) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง ดูที่ ซางโค

ทรางสะกอ (ซางสะกอ) ชื่อโรคซางชนิดหนึ่งเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันพุธ มีแม่ซางขึ้นในท้อง ๔ ยอด ม้าม ๕ ยอด ขม่อม ๑ ยอด ขึ้นอยู่นาน ๓ เดือน จึงกระจายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ขึ้นที่ลำไส้ทำให้ขัดเบา เป็นพรรดึก ขึ้นในปาก ลิ้น คอ เหงือก ทำให้ตัวร้อน เป็นไข้ อาเจียนกระหายน้ำ กระสับกระส่าย จับเชื่อมมึน เมื่อไปขึ้นในท้อง ทำให้ลงท้อง ตกมูก ตกโลหิตท้องใหญ่ ไส้พอง เบื่ออาหาร ตาเหลือง มูตรเหลืองจัด บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น

ทรางหล่น (ซางหล่น) พิษของโรคซางเลื่อนลงไปในท้องหรืออวัยวะส่วนล่างของร่างกาย เช่น ในกระเพาะอาหาร ตับ ม้าม เป็นต้น

ทราบ คือ ซาบ ซึมเข้าไป เอิบอาบเข้าไป

ทวดึงษาการ ส่วนของร่างกายที่สมบูรณ์ ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งพิการซึ่งนิยมเรียกว่ามีอาการครบ ๓๒ อย่าง หรืออาการครบ ๓๒

ทวัตติงษาการ อาการ ๓๒

ทวาทศ สิบสอง

ทวาทะศะ (ทวาทศ) แปลว่า ๑๒ ทวาทศอาโป หมายถึง ธาตุน้ำ ๑๒ ประการ

ทวาร ในที่นี้หมายถึง อวัยวะส่วนทวารหนักและทวารเบา

ทวารทั้ง ๙ ช่องตามร่างกายทั้ง ๙ ช่อง ได้แก่ ตา ๒ หู ๒ จมูก ๒ ปาก ๑ ทวารหนัก ๑ ทวารเบา ๑

ทวารเบื้องต่ำ อวัยวะส่วนทวารหนักและทวารเบา

ทวีปชมพู หมายถึง ประเทศอินเดีย

ทเวคันธา (ทะเวสุคนธ์) คือ รากบุนนาค รากมะซาง (มะทราง) ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๒ สิ่ง

ทศกุลาผล คือ ผลเร่วทั้ง ๒ (เร่วน้อยและเร่วใหญ่) ผลผักชีทั้ง ๒ (ผักชีลาและผักชีล้อม) ชะเอมทั้ง ๒ (ชะเอมเทศและชะเอมไทย) อำพันทั้ง ๒ (อำพันทองและอำพันขี้ปลา) และอบเชยทั้ง ๒ (อบเชยเทศและอบเชยไทย) ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๑๐ สิ่ง

ทศมูลใหญ่ (ทัศจมูลใหญ่) คือ เบญจมูลน้อยและเบญจมูลใหญ่รวมกัน ได้แก่ หญ้าเกล็ดหอยทั้ง ๒ รากละหุ่งแดง รากมะเขือขื่น (หรือมะเขือขาว) รากมะอึก (หรือมะเขือหนาม) รากมะตูม รากลำใย รากเพกา รากแคแตร และรากคัดริ้น ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๑๐ สิ่ง

ทศเวตรีคันธา (ตรีทเวติคันธา) คือ ของ ๒ สิ่งๆ ละ ๓ ได้แก่ ดอกบุนนาค แก่นบุนนาค รากบุนนาค และดอกมะซาง แก่นมะซาง รากมะซาง ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๒ สิ่ง

ท้องขึ้น อาการของโรคชนิดหนึ่งเกิดมีลมในท้องทำให้จุกแน่นหายใจไม่สะดวก บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น

ท้องขึ้น อาการอย่างหนึ่งของโรคซึ่งเปลี่ยนแปลงไป ในที่นี้เป็นอาการที่เปลี่ยนเป็นดีขึ้น

ทองคำ ในที่นี้หมายถึงทองคำเปลว

ท้องผูกพรรดึก อาการท้องผูกมาก ถ่ายเป็นก้อนแข็งคล้ายมูลของแพะหรือแมว

ท้องเฟื่อง ในที่นี้หมายถึง ท้องโต

ท้องมาร (ท้องมาน) ชื่อโรคชนิดหนึ่งมีอาการท้องโตใหญ่อย่างหญิงมีครรภ์

ท้องร้อน อาการของโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากธาตุในร่างกายพิการหรือผิดปกติ มีอาการร้อนในท้อง เป็นต้น

ท้องรุ้งพุงมาร (ท้องยุ้งพุงมาน) อาการของโรคชนิดหนึ่ง ลักษณะของท้องที่ใหญ่โตขึ้นอย่างหญิงมีครรภ์ ซึ่งเป็นอาการของโรคท้องมานและตานโจรหรือตานขโมย เป็นต้น

ท้องโร อาการของโรคชนิดหนึ่งทำให้ท้องโต ท้องป่อง

ทอดทิ้งซึ่งตัวเองลง ทุ่มตัว

ท่อน อาการตัวแข็งนอนนิ่งไม่เคลื่อนไหว เพราะเพ้อไข้

ทะธิ (ทธิ) หมายถึง นมส้ม คือ นมที่ขึ้นฝาแปรสภาพเป็นนมเปรี้ยวอยู่ในจำพวก เบญจโครส (นมโค ๕ อย่าง คือ นมสด นมส้ม เนยใสน เนย เนยข้น และเปรียง)

ทะนันตะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๔

ทักษิณ ทิศใต้

ทั้ง ๕ ดูที่ พิกัดสมุนไพร

ทั้งกินทั้งชะโลม วิธีใช้ยาด้วยการกลืนกินไป แล้วยังนำมาลูบทาตามผิวกายให้เปียกชุ่ม เพื่อดับพิษของโรคด้วย

ทั้งกินทั้งทา ในที่นี้หมายถึง เครื่องยาที่ปรุงแล้วขนานนั้น ใช้รักษาโรคด้วยวิธีกินให้ยาเข้าไปรักษาภายในร่างกาย และใช้เป็นยาทารักษาภายนอกตามผิวกายได้ด้วย

ทั้งกินทั้งพ่น วิธีใช้ยาด้วยการกลืนกินไปพร้อมกับน้ำกระสายและอมไว้ในปากแล้วใช้กำลังลมส่งให้ยาในปากพุ่งออกมาเป็นฝอยกระทบผิวกายเพื่อดับพิษของโรคด้วย

ทั้งเก้าทวารา ทวารทั้งเก้า หมายถึง ช่องตามร่างกายทั้งเก้าช่อง ได้แก่ ตา ๒ หู ๒ จมูก ๒ ปาก ๑ ทวารหนัก ๑ หวารเบา ๑

ทั้งขึ้นทั้งล่อง อาการของโรคชนิดหนึ่ง มีอาการท้องขึ้นท้องอืดมากๆ ขณะเดียวกันก็ลงท้อง ท้องเสีย ถ่ายอุจจาระบ่อยๆ นับครั้งไม่ถ้วน อาการทั้ง ๒ อย่างเป็นไปพร้อมๆ กัน

ทั้งมณฑล ทั้งหมด

ทั้งมวน (ทั้งมวล) ทั้งหมด

ทั้งลงทั้งราก อาการของโรคชนิดหนึ่ง มีอาการลงท้อง และอาเจียนเกิดเป็นขึ้นพร้อมๆ กัน

ทั้งอาตมา ทั้งตัว

ทันตา ฟัน

ทับ อาการของโรคชนิดหนึ่งซึ่งเป็นแทรกซ้อนโรคอื่นที่เป็นอยู่ก่อน

ทับ ๘ ประการ โรคแทรกซ้อนซึ่งเกิดขึ้นกับโรคซาง มี ๘ ชนิดคือ (๑)โรคซางทับไข้กำเดาหรือทับกำเดา (๒)โรคไข้กำเดาทับมูกเลือดหรือทับกุมโทษ (๓)โรคไข้ทับอาการช้ำในหรือทับช้ำใน (๔)โรคตับทรุดทับอาการลงท้องหรือทับลง (๕)โรคไข้กำเดาทับละอองซางหรือทับละออง (๖)โรคสำรอกทับโรคซางหรือทับสองโทษ (๗)โรคซางทับสำรอกหรือทับสำรอก (๘)โรคมูกเลือดทับไข้กำเดาหรือทับเชื่อมมัว

ทับกำเดา หรือโรคซางทับไข้กำเดา เป็นโรคแทรกซ้อนซึ่งเกิดขึ้นกับโรคซาง อาการของโรคเดิมเป็นไข้กำเดาอยู่ มีอาการตัวร้อน ปวดศีรษะ คอแห้ง นอนสะดุ้งผวา และเมื่อมีโรคซางเป็นซ้ำซ้อนขึ้นเกิดเป็นเม็ดผุดขึ้นในลำคอ ทำให้บริโภคอาหารไม่ได้ ท้องขึ้น ปวดมวนท้อง เป็นต้น

ทับกุมโทษ หรือโรคไข้กำเดาทับมูกเลือด เป็นโรคแทรกซ้อนซึ่งเกิดขึ้นกับโรคซาง อาการของโรคเดิมลงท้อง ปวดมวน ถ่ายเป็นมูกเลือดอยู่ เมื่อมีโรคไข้กำเดาซ้ำซ้อนขึ้น ทำให้ตัวร้อนมีไข้ หายใจขัด คอแห้ง ปากแห้ง กระหายน้ำ เป็นต้น

ทับช้ำใน หรือโรคไข้ทับอาการช้ำใน เป็นโรคแทรกซึ่งเกิดขึ้นกับโรคซาง อาการของโรคเดิมบอบช้ำภายในร่างกายเนื่องจากหกล้มหรือพลัดตกจากที่สูง เมื่อมีไข้ทับซ้ำซ้อนขึ้น ทำให้ตัวร้อนไข้จับเป็นเวลา ตับทรุด อุจจาระเป็นมูกเลือด ปวดเบ่ง มือเท้าเย็น บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น

ทับเชื่อมมัว หรือโรคมูกเลือดทับไข้กำเดา เป็นโรคแทรกซึ่งเกิดขึ้นกับโรคซาง อาการของโรคเดิมเป็นไข้กำเดา มีอาการตัวร้อนจัด ท้องขึ้น หอบ ไอ เชื่อมซึมอยู่แล้ว เมื่อมีอาการลงท้อง อุจจาระพิการเป็นมูกเลือดซ้อนขึ้น ทำให้ปวดมวนปวดเบ่งยิ่งขึ้น เป็นต้น

ทับลงท้อง หรือโรคตับทรุดทับอาการลงท้อง เป็นโรคแทรกซ้อนซึ่งเกิดขึ้นกับโรคซาง อาการของโรคเดิมอุจจาระพิการ ลงท้องจนถึงเป็นบิดมูกเลือด เมื่อมีอาการตับทรุดซ้ำซ้อนขึ้น ทำให้มีไข้สูงตัวร้อนจัด มือเท้าเย็น หายใจขัด อุจจาระเป็นเสมหะร้ายและเหม็นมาก เป็นต้น

ทับละออง หรือโรคไข้กำเดาทับละอองซาง เป็นโรคแทรกซ้อนซึ่งเกิดขึ้นกับโรคซาง อาการของโรคเดิมเป็นไข้ซางละออง มีเม็ดผุดขึ้นในลำคอ ไอ ตัวร้อน ท้องเดิน และเมื่อมีไข้กำเดาซ้ำซ้อนขึ้น ทำให้มีอาการไข้ตัวร้อนจัดขึ้น ซึม และเชื่อมมัว เป็นต้น

ทับสองโทษ หรือโรคสำรอกทับโรคซาง เป็นโรคแทรกซ้อนซึ่งเกิดขึ้นกับโรคซาง อาการของโรคเดิมเป็นไข้ซาง มีอาการท้องขึ้น มือเท้าเย็น ลงท้อง และเมื่อมีสำรอกเป็นซ้อนขึ้น ทำให้อาการลงท้องรุนแรงมากขึ้น ปวดศีรษะ กระหายน้ำ อาเจียน ตัวร้อนจัด เชื่อมซึม มือเท้าเย็น เป็นต้น

ทับสำรอก หรือโรคซางทับสำรอก เป็นโรคแทรกซ้อนซึ่งเกิดขึ้นกับโรคซาง อาการของโรคเดิมสำรอกเป็นเสมหะสีเหลือง เขียวอยู่แล้ว เมื่อมีโรคซางเป็นซ้อนขึ้น มีอาการโรครุนแรงแปลกออกไป มีเม็ดผุดขึ้นในลำคอ ทำให้ไอ บริโภคอาหารไม่ได้ ตัวร้อนแล้วกลับเย็น ตัวเย็นแล้วกลับร้อน นัยน์ตาช้อนขึ้นบนระคนกับสำรอก เป็นต้น

ทา การใช้ยาทาหรือป้าย บริเวณเม็ดหรือยอดซึ่งผุดขึ้นตามผิวกาย อันเกิดจากพิษของโรคซาง

ทาเขม่า การใช้ยาทาตามส่วนของร่างกายเด็กที่พิษของโรคเขม่าทำให้เกิดเป็นฝ้าดำตามหน้าผาก ช่องจมูก เป็นต้น

ทางตาล พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากลำก้านของใบตาล

ทาชะโลม (ทาชโลม) การรักษาไข้ด้วยวิธีลูบทาภายนอกตามผิวกายให้เปียกชุ่มเพื่อลดพิษของโรค หรือดับพิษโรค

ทาหละ การใช้ยาทาลิ้นเด็กที่เป็นฝ้าขาว เพราะพิษของโรคหละ

ทำท้อง ในที่นี้หมายถึง พิษของโรคที่เข้าไปอยู่ในท้องทำให้เกิดอาการโรคขึ้นต่างๆ เช่น ปวดท้อง ลงท้อง เป็นต้น

ทำแท่ง เครื่องยาที่บดจนละเอียดเป็นผงแล้วผสมกับน้ำ หรือกวนหเข้ากันจนแห้งแล้วปั้นเป็นแท่งผึ่งแดดหรือน้ำค้างจนแห้งสนิทเก็บไว้ใช้

ทำเปนจุณ การทำยาที่ปรุงแล้วบดให้ละเอียดจนเป็นผง

ทำเป็นลูกกลอน (ปั้นเป็นลูกกลอน) เครื่องยาที่บดจนละเอียดเป็นยาผงแล้วผสมกับน้ำผึ้ง เป็นต้น คนให้เข้ากันแล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาดพอกลืนได้ เรียกว่าปั้นเป็นลูกกลอน ผึ่งให้แห้งเก็บไว้ใช้

ทำผง (ทำเป็นผง) เครื่องยาที่ปรุงแล้วบดให้ละเอียดจนเป็นผง

ทำพิษ อาการของโรครุนแรงขึ้น

ทำยาก ในที่นี้หมายถึง จะทำให้เกิดโรครักษายากขึ้นอีก

ทำให้ลง อาการของโรคชนิดหนึ่ง คือ โรคท้องเสีย อุจจาระบ่อยๆ

ทิฏฐิมาโน มาจากศัพท์ ทิฏฐิ + มานะ (ทิฏฐิ = ความเห็น มานะ = ความถือตัว)

ทิพยวิมาน ที่อยู่อันเป็นทิพย์ เป็นที่อยู่ของเทวดา

ทิพโอสถ ยาอันเป็นทิพย์ ยาวิเศษ ยาของเทวดา

ที่กล้าก็กล้า ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคที่มีอาการเส้นเอ็นในร่างกายตึงจนแข็ง

ที่ชอบด้วยโรค ในที่นี้หมายถึง ที่ถูกกับโรคหรือดับพิษของโรคได้

ที่ใด ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคเกิดขึ้นตรงส่วนใดของร่างกาย

ที่เปน ในที่นี้หมายถึง ยังไม่ตาย

ทุกขสัตว์ ในที่นี้หมายถึง อุจจาระ

ทุมมะราชา (ทุมราชา) พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง เรียกชื่ออื่นๆว่า พญาไม้ ไม้โพ

ทุรนทุราย หมายถึง กระสับกระส่ายอย่างมาก

ทุลาวะสา (ทุราวะสา) อาการของโรคทางเดินปัสสาวะ เมื่อปัสสาวะแล้ว มีอาการแสบและเจ็บที่องคชาต ปวดหัวหน่าว เป็นต้น และลักษณะของน้ำปัสสาวะเมื่อออกมานั้นมีสีต่างๆ กันกำหนดเป็น ๔ จำพวก หรือ ทุลาวะสา ๔ คือ ๑.สีขาวขุ่นดั่งน้ำข้าว ๒.สีเหลืองดั่งน้ำขมิ้นสด ๓.สีดั่งน้ำคราม ๔.เป็นเลือดสดๆ

ทุเลายา ลดตัวยา

ทุวรรณโทษ (ทุวันโทษ) อาการของโรคที่เกิดเป็นขึ้นสองโรคพร้อมๆ กัน เช่น โรคไข้กำเดาเจือลม มีอาการไข้ ปวดศีรษะ สะท้านร้อนสะท้านหนาว มีอาการหาวนอน วิงเวียนระส่ำระสาย เป็นต้น เป็นอาการไข้ที่รุนแรงมากกว่า เอกโทษ

เทพดา เทวดา

เทพย์ เทวดา เทพยดา

เทพยดาเดินหน เทวดาที่อยู่ในอากาศ หรือระหว่างสวรรค์กับพื้นดิน

เทพี (เทพีปักษี) อาการของโรคปักษีชนิดหนึ่ง ไข้จับเวลาเย็น สร่างเวลาเช้า ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

เทพีปักษี (เทพปักษี) ชื่อโรคปักษีชนิดหนึ่ง เป็นแก่เด็ก มีอาการท้องขึ้น หัวร้อน มือเท้าเย็น เป็นเหน็บ ดูเพิ่มเติมที่ ปักษี

เทวทูต ชื่อคติแห่งธรรมมะ ๓ ประการ คือ ชรา พยาธิ มรณะ

เท่ากัน ส่วนของเครื่องยาทุกอย่างกำหนดจำนวนตามขนาด ปริมาณ หรือน้ำหนักเสมอกัน หรือเท่ากัน

เท่าผลพุดทรา ในที่นี้หมายถึง ใช้ยาผสมน้ำกับน้ำผึ้งแล้วปั้นเป็นก้อนให้มีขนาดเท่าผลพุทราไทย

เท่าฝ่าเท้าคนไข้ ในที่นี้หมายถึง จำนวน เถาสมุนไพรที่ใช้นั้นนับตามความยาวของฝ่าเท้าตั้งแต่หัวแม่เท้าจนถึงส้นเท้า

เท่ายา จำนวน หรือ ขนาดเท่ากับเครื่องยาขนานนั้นทั้งหมดที่ใช้ปรุงยา

เท้าหัดถานั้นตายไป มือเท้าไม่มีความรู้สึก

เที่ยง แท้จริง แน่แท้ แน่นอน

เที่ยงธรรม์ แน่นอน แน่แท้

เทียนทั้ง ๕ (เบญจเทียน) พืชสมุนไพร ๕ ชนิด ได้แก่ เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก และเทียนตั๊กแตน

เทียนทั้ง ๗ (สัตตะเทียน) คือใช้เทียนทั้ง ๕ แล้วเพิ่มอีก ๒ คือเทียนเยาวพานี (เทียนเยาวพาณี) และเทียนสัตตบุษย์ (เทียนสัตตะบุษย์)

เทียนทั้ง ๙ (เนาวเทียน) คือใช้เทียนทั้ง ๗ แล้วเพิ่มอีก ๒ คือเทียนตากบและเทียนเกล็ดหอย

เทียนพิเศษ คือใช้เทียนทั้ง ๙ แล้วเพิ่มอีก ๓ คือ เทียนลวด หรือเทียนหลอด เทียนขม และเทียนแกลบ ดูที่ พิกัดยา ๒.กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด

เทียนห้า เทียนทั้งห้า คือเครื่องยา ๕ ชนิด ดูที่ เทียนทั้ง ๕

แทง ในที่นี้หมายถึง ทำให้เม็ดพิษแตก

แท้ง การคลอดเด็กก่อนกำหนดและตาย มี ๒ ชนิดคือ (๑) แท้งแก่ คือการแท้งเมื่อเด็กในครรภ์อายุระหว่าง ๔-๗ เดือน (๒) แท้งอ่อน คือการแท้งเมื่อเด็กในครรภ์อายุไม่เกิน ๔ เดือน อยู่ในช่วงที่มีอาการยังไม่ครบ ๓๒ หรืออวัยวะยังไม่ครบ ๓๒

แท้งลูก การคลอดเด็กก่อนกำหนด และเด็กตายมี ๒ ชนิดคือ ๑. แท้งแก่ คือการแท้งเมื่อเด็กในครรภ์อายุระหว่าง ๔-๗ เดือน ๒. แท้งอ่อน คือการแท้งเมื่อเด็กในครรภ์อายุไม่เกิน ๔ เดือน อยู่ในช่วงที่มีอาการหรือ อวัยวะยังไม่ครบ ๓๒

แทรก เพิ่มขึ้น เติม ปนเพิ่ม

แทรกขี้ยาสามเฉง ชื่อเครื่องยาชนิดหนึ่งได้มาจากการนำขี้ยาฝิ่นซึ่งสูบแล้ว ๒ ครั้ง ถูกเผาไหม้ติดค้างอยู่ในกล้องสูบฝิ่นมาใช้แทรกยาหรือใช้เป็นเครื่องแทรกยา

แทรกยา มีความหมายเหมือนเจือยา การปรุงเครื่องยาอย่างหนึ่งแล้วเพิ่มตัวยาอย่างอื่นลงไปอีกเล็กน้อย

โทษเข้าตรี อาการของโรคที่รุนแรงหรือหนักมา เป็นช่วงที่เลือดลม เสมหะบังเกิดเป็นพิษขึ้นพร้อมกัน

โทษเตโช อาการของโรคเกิดจากธาตุไฟในร่างกายเป็นโทษหรือผิดปกติ พิการ ทำให้มีอาการร้อนในกาย คอแห้ง กระหายน้ำ ปวดเมื่อยไปทั้งตัว เป็นต้น

โทษน้ำนม ดูที่ น้ำนมเป็นโทษ

โทษปถวี อาการของโรคเกิดจากธาตุดินในร่างกายเป็นโทษ หรือผิดปกติ พิการ ทำให้มีอาการเป็นไข้ เบื่ออาหาร ท้องผูก เชื่อมมึน ปวดศีรษะ เป็นต้น

โทษเปนตรี (โทษเป็นตรี) ดูที่ ตรีโทษ อาการไข้ชนิดรุนแรงหรือหนักมาก เป็นช่วงที่เลือดลมเสมหะบังเกิดเป็นฟองขึ้นพร้อมกัน

โทษมรณชวร อาการของโรคเกิดจากธาตุทั้ง ๔ ในร่างกายผิดปกติ พิการ เป็นโทษขั้นรุนแรง มีอาการตัวแข็งกระด้าง หายใจขัด ชัก คางแข็ง ลิ้นแข็ง เป็นต้น

โทษวาโย อาการของโรคเกิดจากธาตุลมในร่างกายเป็นโทษหรือผิดปกติ พิการ ทำให้มีอาการหาวเรอ อาเจียน นอนสะดุ้ง มือเท้าเย็น เกิดลมขึ้นในท้อง และทั่วสรรพางค์กาย เป็นต้น

โทษอสุจิ ในที่นี้หมายถึง โทษของความไม่สะอาด ไม่บริสุทธิ์

โทษอาโป อาการของโรคเกิดจากธาตุน้ำในร่างกายเป็นโทษหรือผิดปกติ พิการ ทำให้มีอาการเบื่ออาหาร ลงท้องรุนแรง ถึงมูกเลือด มีอาการไข้ด้วย เป็นต้น

โทสันทะฆาฏ ดูที่ สันทะฆาฏ

โทโสตภวะ เหตุที่ทำให้ลม ดีและเสลดกำเริบ

ธาตุ ธาตุทั้ง ๔ อันมีอยู่ในร่างกาย ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ

ธาตุกำเริบ ดูที่ กำเริบ

ธาตุดินพิการ ความผิดปกติของธาตุดินที่อยู่ในร่างกาย ทำให้เกิดอาการของโรคตามส่วนต่างๆ ของกองธาตุดิน อันมีอยู่ในร่างกาย ๒๐ อย่างคือ (๑)เกศา (ผม) ถ้าพิการจะมีอาการเจ็บรากผมหนังศีรษะเป็นรังแค เป็นต้น (๒)ขน ถ้าพิการจะมีอาการเจ็บตามผิวหนังทุกขุมขนทั่วสรรพางค์กาย (๓)เล็บ ถ้าพิการจะมีอาการเจ็บตามโคนเล็บมีรอยช้ำดำเขียวเจ็บเสียวนิ้วมือนิ้วเท้า (๔)ฟัน ถ้าพิการจะมีอาการเจ็บตามไรฟัน เป็นรำมะนาด เลือดออกไรฟัน ฟันคลอน เป็นต้น (๕)หนัง ถ้าพิการจะมีอาการแสบร้อนตามผิวกายหรือเป็นผื่นคันดังผด (๖)เนื้อ ถ้าพิการจะมีอาการฟกบวมเป็นจ้ำๆ ตามเนื้อตัวหรือมีเม็ดผุดขึ้น เช่นลมพิษ เป็นต้น (๗)เอ็น ถ้าพิการจะมีอาการร้อนใน กระสับกระส่าย เมื่อย เสียวไปตามเส้นเอ็นทั้งตัว เป็นต้น (๘)กระดูก ถ้าพิการจะมีอาการแตกออกหรือเคลื่อนที่ทำให้เจ็บปวดในกระดูก (๙)เยื่อในกระดูกหรือไข พิการจะมีอาการปวดตามข้อกระดูก เป็นต้น (๑๐)ม้ามพิการ จะมีอาการม้ามหย่อน (๑๑)หัวใจพิการ จะมีอาการใจคอระส่ำระสายไม่มีแรงหงุดหงิดง่าย เป็นต้น (๑๒)ตับพิการ จะมีอาการต่างๆ เช่น ตับหย่อนและทรุด มีเม็ดกาฬผุดขึ้นในตับหรือฝีขึ้นในตับ จะทำให้ลงท้องเป็นโลหิต ปวดมวนท้องมาก บริโภคอาหารไม่ได้ (๑๓)พังผืดพิการ จะมีอาการกระหายน้ำ อกแห้ง คอแห้ง หรือที่เรียกว่าริดสีดวงแห้ง (๑๔)ไตพิการ จะมีอาการแน่นในอกในท้อง บริโภคอาหารไม่ได้ (๑๕)ปอดพิการ จะมีอาการร้อนในอก กระหายน้ำ หอบ หายใจถี่ เป็นต้น (๑๖)ลำไส้ใหญ่พิการ จะมีอาการวิงเวียน หาวเรอ เสียดสีข้าง เจ็บหลังเจ็บเอว ลงท้อง ถึงตกเลือดตกหนอง เป็นต้น (๑๗)ไส้น้อย (ลำไส้เล็ก) พิการจะมีอาการปวดท้อง ลงท้อง อาเจียน เป็นต้น (๑๘)อาหารใหม่ในกระเพาะพิการ จะมีอาการจุกสะอึกขัดถึงอก พะอืดพะอม เสียดท้องและลงท้อง เป็นต้น (๑๙)อาหารเก่า ถ้าพิการจะมีอาการท้องผูก ปวดท้องถ่ายยากถึงเป็นริดสีดวง เป็นต้น (๒๐)มันในสมอง (เยื่อในสมองศีรษะ) พิการจะมีอาการปวดศีรษะมาก ตามัว หูตึง จมูกปากชักขึ้นและเฟ็ดไป ลิ้นกระด้างคางแข็ง เป็นต้น

ธาตุทั้ง ๔ ในที่นี้หมายถึง ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ และธาตุน้ำ อันมีอยู่ในร่างกาย

ธาตุน้ำพิการ ความผิดปกติของธาตุน้ำในร่างกาย ทำให้เกิดอาการของโรคตามส่วนต่างๆ ของกองธาตุน้ำในร่างกาย ๑๒ อย่างคือ น้ำดี เสมหะ น้ำหนอง เลือด เหงื่อ มันข้น มันเหลว (น้ำเหลือง) น้ำตา น้ำลาย น้ำมูก น้ำมันไขข้อ น้ำมูตร (ปัสสาวะ) เช่น น้ำตาพิการ ทำให้มีอาการน้ำตาแห้ง ปวดศีรษะมาก หรือถ้าน้ำดีพิการจะมีอาการนัยน์ตาเหลืองตัวเหลืองซีด เป็นต้น

ธาตุเบา โดยปกติซึ่งมักถ่ายอุจจาระง่าย

ธาตุพิกัด ดูที่ พิกัดธาตุ

ธาตุพิการ ธาตุทั้ง ๔ ในร่างกายผันแปรผิดปกติไป ทำให้เกิดโรคต่างๆขึ้นตามกองธาตุเหล่านั้น

ธาตุไฟพิการ ความผิดปกติของธาตุไฟในร่างกาย ทำให้เกิดอาการของโรคตามส่วนต่างๆ ของกองธาตุไฟในร่างกาย ๔ อย่างคือ (๑)ทำให้มีอาการร้อนในอกในใจ มือเท้าบวม ไอ เป็นมองคร่อ ให้ท้องขึ้นท้องเฟ้อ พะอืดพะอม (๒)ทำให้มีอาการมือเท้าเย็น ชีพจรเดินไม่เป็นปกติ ตัวเย็น แต่ภายในร่างกายร้อน มีเหงื่อเม็ดโตๆ ผุดออกมาภายนอก (๓)ทำให้มีอาการนัยน์ตามัว มองเห็นเป็นบางครั้ง หูตึงจมูกรับกลิ่นบ้างไม่รับบ้าง ลิ้นรู้รสบ้างไม่รู้รสบ้าง เป็นต้น (๔)ทำให้มีอาการวิงเวียน บริโภคอาหารแล้วมักจุกเสียด หายใจขัด ลมจับนิ่งไป เป็นต้น

ธาตุลม ดูที่ วาโย

ธาตุลมพิการ ความผิดปกติของธาตุลมในร่างกายทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น หูตึง เกิดเป็นน้ำหนวก นัยน์ตาฟาง เมื่อยมือเท้า อาเจียนเป็นลมเปล่า ลงท้องจนหมดแรง เป็นต้น

ธาตุวาตา คือวาโยธาตุ หรือธาตุลม อันมีอยู่ในร่างกาย มี ๖ ชนิด (๑) ลมสำหรับพัดตั้งแต่ศีรษะตลอดปลายเท้าบางตำราว่าตั้งแต่กระเพาะอาหารถึงลำคอ ได้แก่ เรอ เป็นต้น (๒) ลมสำหรับพัดตั้งแต่ปลายเท้าตลอดถึงศีรษะ บางตำราว่าตั้งแต่ลำไส้น้อยถึงทวารหนัก ได้แก่ ผายลม เป็นต้น (๓) ลมสำหรับพัดอยู่ในท้องนอกลำไส้ (๔) ลมสำหรับพัดอยู่ในลำไส้และกระเพาะอาหาร (๕) ลมสำหรับพัดทั่วร่างกาย ลมในที่นี้แพทย์โบราณหมายถึงโลหิต (๖) ลมสำหรับหายใจเข้า

ธาตุวิปริต ในที่นี้หมายถึง กองธาตุต่างๆ ในร่างกายมีอาการผิดปกติ

ธาตุวิปลาศ (ธาตุวิปลาส) ธาตุทั้ง ๔ อันมีอยู่ในร่างกาย เกิดอาการผิดปกติ กำเริบบ้าง หย่อนบ้าง ทำให้เกิดอาการของโรคตามส่วนต่างๆ แห่งกองธาตุเหล่านั้น

ธาตุสมุฏฐาน คือที่เกิดแห่งโรคตามอาการของธาตุทั้ง ๔ อันมีอยู่ในร่างกาย ได้แก่ ธาตุดินหรือปถวีธาตุ ธาตุน้ำหรืออาโปธาตุ ธาตุลมหรือวาโยธาตุ และธาตุไฟหรือเตโชธาตุ ธาตุทั้ง ๔ นี้หากวิการหรือผันแปรผิดปกติไปในแต่ละสิ่งก็จะเป็นสมุฏฐานของโรคต่างๆ ตามกองธาตุเหล่านั้นโดยจำแนกรายละเอียดได้ดังนี้คือ ปถวีธาตุ คือธาตุดินอันมีอยู่ในร่างกาย ๒๐ อย่างคือ เกศา (ผม) ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ (ส่วนที่เป็นกล้ามและเป็นแผ่น) เส้นเอ็นและเอ็น กระดูก เยื่อในกระดูกหรือไข ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก อาหารใหม่ในกระเพาะอาหารและไส้น้อย อาหารเก่า (กากอาหารที่เลื่อนลงมาอยู่ในลำไส้ใหญ่ตอนล่างและเลยตกไปถึงทวารหนัก) มันในสมองซึ่งเป็นก้อนอยู่ในศีรษะและกระดูกสันหลัง ติดกับเส้นประสาททั่วไป อาโปธาตุ คือธาตุน้ำอันมีอยู่ในร่างกาย ๑๒ อย่างคือน้ำดี เสมหะ น้ำหนอง เลือด เหงื่อ มันข้นมันเหลว (น้ำเหลือง) น้ำตา น้ำลาย น้ำมูก น้ำมันไขข้อ น้ำมูตร (ปัสสาวะ) วาโยธาตุ คือธาตุลมอันมีอยู่ในร่างกาย ๖ อย่างคือลม พัดตั้งแต่ศีรษะตลอดปลายเท้า บางตำราว่าตั้งแต่กระเพาะอาหารถึงลำคอแล้วออกทางปากได้แก่ เรอลมพัดตั้งแต่ปลายเท้าตลอดถึงศีรษะ บางตำราว่าตั้งแต่ลำไส้น้อยถึงทวารหนัก ได้แก่ผายลม ลมพัดอยู่ในท้องแต่นอกลำไส้ ลมพัดอยู่ในลำไส้ และในกระเพาะอาหาร ลมพัดทั่วสรีระกาย (ในที่นี้หมายถึงโลหิต ในสมัยก่อนเรียกโลหิตว่าลม) ลมสำหรับหายใจเข้าออก เตโชธาตุ คือธาตุไฟอันมีอยู่ในร่างกาย ๔ อย่างคือ ไฟสำหรับอุ่นกายซึ่งทำให้ร่างกายอุ่นเป็นปกติอยู่ ไฟสำหรับร้อนระส่ำระสาย ทำให้คนต้องอาบน้ำพัดวี ไฟสำหรับเผาให้แก่คร่ำคร่าทำให้ร่างกายเหี่ยวแห้งทรุดโทรมทุพพลภาพไป

ธาตุหนัก โดยปกติซึ่งอุจจาระมักแข็ง ถ่ายออกลำบาก ท้องผูก

ธาตุหย่อน ในทีนี้หมายถึง อาการของโรคเกิดจากธาตุสมุฎฐานใด สมุฎฐานหนึ่งลดน้อยลงกว่าปกติ

ธาตุอาโป ธาตุน้ำ

นกกรอด (นกปรอด) ชื่อนกชนิดหนึ่งมีขนาดเล็ก สีเหลืองหม่น

นนทปักษี ชื่อโรคปักษีชนิดหนึ่ง เป็นแก่เด็ก มีอาการท้องขึ้น ร้อนท้อง ร้อนหลัง เป็นต้น ดูเพิ่มเติมที่ ปักษี

นพโลกุตรธรรม นวโลกุตรธรรม หมายถึง ธรรมที่พ้นวิสัยของโลก ๙ ประการ ประกอบด้วย - มรรค ๔ คือ โสดาปัตติมรรค สักทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตมรรค -ผล ๔ คือ โสดาปัตติผล สักทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตผล -นิพพาน

นมจาก ชื่อสมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากส่วนที่อยู่ข้างใต้ใบจาก สรรพคุณ สมานแผล คุมธาตุ แก้ป่วง แก้ซางลิ้นเป็นขุม มีรสฝาด

นมตำเยีร ชื่อสมุนไพรชนิดหนึ่ง น่าจะหมายถึง นมตำเรีย

นมตำเรีย พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง

นมผา ชื่อเครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง ได้มาจากหินย้อยอยู่ภายในถ้ำหินปูน สรรพคุณ แก้โรคตาขุ่นมัว ฝ้าฟาง แสบร้อนตามผิวหนัง เนื่องจากไข้ประดง มีรสเย็น

นรลักษณ์ ลักษณะของคน

นอกเนื้อ ตามผิวกาย

นอนเพลิง ในที่นี้หมายถึงอยู่ไฟ คือการนอนใกล้ไฟเพื่อให้อบอุ่นเป็นการรักษามดลูกภายหลังจากคลอดบุตร

นัดถุ์ (นัตถุ์) คือ การใข้ยาด้วยวิธีเป่า หรือสูดผงยาเข้าในจมูก

นัตถุ์ ในที่นี้หมายถึง วิธีรักษาโดยการใช้ยาที่บดเป็นผงละเอียดเป่าเข้าทางจมูก เรียกยาที่ใช้ว่า ยานัตถุ์

นางชะรา เป็นบุคลาธิษฐานของเตโชธาตุ “ชรัคคี” โดยเปรียบว่าเป็นหญิงชรา

น่าตะโพก ด้านหน้าของตะโพก

น่าต่าง คือหน้าต่าง

นาภี สะดือ ท้อง

น่าแว่น (หน้าแว่น) รูปกลมแบน

นาสิก จมูก

นาฬิเก ชื่อมะพร้าวชนิดหนึ่งมีผลเล็ก น้ำหอมหวาน

น้ำกระทือหมกไฟ หมกไฟ : การเอาถ่านไฟกลบหรือปกให้มิด เพื่อให้สุก น้ำกระทือหมกไฟ : ได้มาจากการตำหัวกระทือที่หมดไฟจนสุกแล้วให้ละเอียด แล้วคั้นกากทิ้งน้ำที่ได้ คือ น้ำกระทือหมกไฟ

น้ำกระสาย น้ำชนิดต่างๆ ที่ใช้เป็นเครื่องแทรกยา หรือเจือยา เช่น น้ำสุก น้ำเหล้า น้ำขิง เป็นต้น ดูเพิ่มเติมที่ น้ำกระสายยา

น้ำกระสายยักใช้ น่าจะเป็นที่มาของสำนวน ยักกระสาย ซึ่งหมายถึง เปลี่ยนแปลง

น้ำกระสายยา น้ำชนิดต่างๆ ที่ใช้เป็นเครื่องแทรกยา หรือเจือยา เช่น น้ำสุก น้ำเหล้า น้ำผึ้ง น้ำขิง เป็นต้น น้ำกระสายยาเหล่านี้อาจได้มาจากการคั้น ต้ม ฝน แช่ ดอง หรือโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง เพื่อให้ได้น้ำจากตัวยาอย่างเดียวขึ้นไปหรือหลายอย่าง ใช้เป็นน้ำผสมกับยา การใช้น้ำกระสายยาประกอบตัวยา ก็เพื่อเพิ่มให้ฤทธิ์ยามีสรรพคุณตรงกับโรคยิ่งขึ้น หรือทำให้ยาขนานนั้นๆ มีกำลังดับพิษโรคมากยิ่งขึ้น

น้ำขมิ้นสด ได้มาจากการตำขมิ้นให้ละเอียด แล้วคั้นกากออกจะได้น้ำขมิ้นเป็นน้ำสีเหลือง

น้ำข่า ได้มาจากการต้มข่า โดยต้องหั่นเป็นแว่นบางๆ ก่อนแล้วต้มเคี่ยวให้น้ำแห้ง งวดประมาณครึ่งหนึ่ง หรือหนึ่งในสามก็ได้

น้ำเขฬะ น้ำลาย

น้ำเข้า (น้ำข้าว) น้ำที่ได้จากข้าวเมื่อหุงข้าวแล้วเช็ดน้ำออก

น้ำไขเสนียด เครื่องยาหรือน้ำกระสายยาชนิดหนึ่ง ได้มาจากน้ำครำ การนำน้ำครำมาใช้เป็นเครื่องยานั้น มีวิธีการดังนี้ น้ำครำได้มาจากสถานที่มีน้ำแฉะๆ ซึ่งอยู่ใกล้ครัว ใช้หลักไม้ปักลึกลงไปในดินแฉะๆ นั้น ให้ลึกพอประมาณ จึงถอนหลักขึ้นระวังอย่าให้น้ำที่ขังแฉะอยู่ในสถานที่นั้นไหลเข้าไปในหลุมดินที่ดึงไม้นั้นขึ้นแล้วจะมีน้ำซึมเข้าในหลุมนั้นเป็นน้ำใสๆ ค่อยๆ ตักน้ำในหลุมนั้นมาใช้ปรุงยา หรือจะใช้ผ้ากรองอีกครั้งจึงนำไปใช้ก็ได้

น้ำครำ ชื่อสมุนไพรชนิดหนึ่ง (ดูที่ น้ำไขเสนียด)

น้ำคาวปลา น้ำล้างปลาที่มีเมือกและเลือดติด

น้ำจันทน์ พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากการต้มผลจันทน์ เคี่ยวน้ำให้แห้งงวดประมาณครึ่งหนึ่งหรือหนึ่งในสามก็ได้

น้ำชาด ในที่นี้หมายถึง น้ำสีแดงสด

น้ำชานหมาก ในที่นี้หมายถึง อุจจาระมีสีแดงดังน้ำชานหมาก

น้ำซาวเข้า (น้ำซาวข้าว) น้ำที่ล้างข้าวสารให้สะอาดเมื่อก่อนหุง

น้ำดอกมะลิ ชื่อเครื่องยาชนิดหนึ่ง ได้มาจากน้ำที่ลอยดอกมะลิทิ้งไว้ค้างคืนจะได้น้ำดอกมะลิ

น้ำดอกไม้ ชื่อเครื่องแทรกยา (น้ำกระสายา) ชนิดหนึ่ง ได้มาจากน้ำที่ลอยดอกมะลิหรือดอกกระดังงาลนไฟทิ้งไว้ค้างคืน จะมีกลิ่นหอม ใช้ประสมหรือละลายยา บางทีเรียกว่าน้ำดอกไม้สดหรือน้ำดอกไม้ไทย

น้ำดอกไม้เทศ ชื่อเครื่องแทรกยา (น้ำกระสายยา) มีกลิ้นหอม เป็นน้ำที่มีน้ำมันดอกยี่สุ่นละลายอยู่จนอิ่มตัว เป็นของมาจากอาหรับหรือเปอร์เซีย กุหลาบ (กุล + อาป) หรือน้ำกุหลาบก็เรียก

น้ำตม ในที่นี้หมายถึง พื้นที่ลุ่มมีน้ำขังตลอดปี

น้ำตาพิการ อาการของโรคอย่างหนึ่ง เกิดจากธาตุน้ำในร่างกายพิการ ทำให้ตามัว น้ำตาตกหนักแล้วจะแห้งไป ลูกนัยน์ตาเป็นเยื่อขาวเหมือนเนื้อลำไย ทำให้ปวดศีรษะมาก เป็นต้น

น้ำเต้าใต้ดิน ชื่อสมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากก้อนกลมๆ ที่อยู่ภายในจอมปลวก สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นน้ำลายของปลวก ซึ่งเกิดราขึ้น มีสีค่อนข้างดำแดง ถ้านึ่งให้สุก ด้านนอกหรือผิวนอกจะมีสีดำ เมื่อผ่าออก ด้านในจะมีสีขาว สรรพคุณแก้ปวดฝีในหู ใช้ฝนหยอดหูที่ปวด มีรสจืดเย็น

น้ำท่า น้ำในแม่น้ำลำคลองทั่วๆ ไป

น้ำนมดิบ น้ำนมของหญิงหลังคลอดที่ไม่ได้ดื่มน้ำร้อน หรือไม่ได้อยู่ไฟ เป็นต้น

น้ำนมทั้ง ๕ น้ำนมสัตว์ ๕ อย่าง

น้ำนมเป็นโทษ อาการของโรคที่เกิดกับน้ำนมของมารดา เป็นน้ำนมที่ผิดปกติ ทำให้ทารกที่บริโภคนมมีอาการลงท้อง ท้องขึ้น เป็นไข้ ตัวร้อน เป็นต้น น้ำนมเป็นโทษมี ๓ ลักษณะ คือ ๑.น้ำนมจางใส สีเขียวเหมือนน้ำต้มหอยแมลงภู่ ๒.น้ำนมจางใส มีรสเปรี้ยว ๓.น้ำนมเป็นฟองลอย

น้ำนมพล่าน น้ำนมไหลออกดี เป็นปกติ

น้ำนมพิการ อาการของโรคที่ทำให้น้ำนมเสีย ผิดปกติ เป็นน้ำนมโทษ อาการเกิดจากหญิงขัดระดู อยู่ไฟไม่ได้ น้ำนมเป็นน้ำนมดิบ หรือมีน้ำเหลืองใสปนอยู่กับน้ำนม น้ำนมดังกล่าวนี้หากทารกบริโภคเข้าไปจะเกิดโรคพยาธิต่างๆ

น้ำนมราชสีห์ พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็กใบเป็นขน ทุกส่วนมียางขาวคล้ายน้ำนม

น้ำนาคราช ชื่อสมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากน้ำในร่อง รอยแตกระแหงของนาเกลือที่แห้งแล้ว พื้นที่นาเสีย เลิกใช้ แต่ยังมีน้ำค้างอยู่ในร่องซึ่งเป็นรอยแตกระแหงนั้น น้ำในร่องรอยแตกดังกล่าวจะเหม็นมาก อย่างที่เรียกว่าเหม็นโขมง น้ำนั้นคือน้ำนาคราช

น้ำใบกระเพรา (น้ำใบกะเพรา) พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากการต้มใบกะเพราเคี่ยวให้น้ำแห้งงวดประมาณครึ่งหนึ่ง หรือหนึ่งในสามก็ได้

น้ำใบตำลึงตัวผู้ ได้มาจากการต้มใบตำลึงตัวผู้เคี่ยวให้น้ำแห้งงวดประมาณครึ่งหนึ่งหรือหนึ่งในสามก็ได้

น้ำใบสะแก ได้มาจากการต้มใบสะแก เคี่ยวให้น้ำแห้งงวดประมาณครึ่งหนึ่ง หรือหนึ่งในสามก็ได้

น้ำประสานทองสตุ คือ น้ำประสานทองที่ทำให้พิษลดลงแล้ว (ดูเพิ่มเติมที่คำ สะตุ)

น้ำปูนใส เครื่องแทรกยาชนิดหนึ่ง ได้มาจากการละลายปูนที่กินกับหมากด้วยน้ำสะอาด แล้วตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอนหรือนอนก้น น้ำใสที่อยู่เหนือปูนคือน้ำปูนใส

น้ำเปลือกมะรุม ได้มาจากการถากเปลือกมะรุมมาจากลำต้น แล้วต้มให้เดือดเคี่ยวให้น้ำแห้งงวดประมาณ ครึ่งหนึ่งหรือหนึ่งในสามก็ได้

น้ำเปลือกหมากสง ได้มาจากการเจียนหมากแก่มากๆ เอาแต่เปลือก ไปต้มเคี่ยวให้น้ำแห้งงวดประมาณครึ่งหนึ่ง หรือหนึ่งในสามก็ได้

น้ำฝักราชพฤกษ์ ได้มาจากการนำฝักราชพฤกษ์ไปต้มเคี่ยวให้น้ำแห้งงวดประมาณครึ่งหนึ่งหรือหนึ่งในสามก็ได้

น้ำไพล พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากการนำแง่งไพล หรือหัวไพลมาตำให้ละเอียด แล้วคั้นกากออก น้ำที่ได้คือน้ำไพล

นำภา (นำพา) สนใจ

น้ำมันเหลว น้ำเหลืองในร่างกาย

น้ำมุตร์ (น้ำมูตร) น้ำปัสสาวะ

น้ำมูกกลัดแห้ง อาการของโรคอย่างหนึ่ง มีอาการน้ำมูกแห้งกรังในรูจมูก

น้ำมูกพิการ อาการของโรคอย่างหนึ่ง ทำให้ปวดศีรษะ มีน้ำมูกไหล ตามัว วิงเวียนศีรษะ เป็นต้น

น้ำมูตร (น้ำมูตร์) น้ำปัสสาวะ

น้ำล้างเนื้อ น้ำฝางต้ม เป็นน้ำลักษณะสีแดงเรื่อๆ

น้ำลายตก อาการของโรคอย่างหนึ่ง เป็นกับเด็ก มีอาการน้ำลายไหลมากตลอดเวลา เป็นต้น

น้ำลายแตก อาการของโรคอย่างหนึ่ง มีอาการน้ำลายเหนียว ปากเปื่อย บางทีจะมีเม็ดเป็นยอดแหลมขึ้นในลิ้น ในลำคอ เป็นต้น

น้ำลายพิการ อาการของโรคอย่างหนึ่ง มีอาการน้ำลายไหลผิดปกติ อาจจะมากหรือน้อยผิดปกติ โดยอาจเป็นสาเหตุให้ปากเปื่อย คอเปื่อย น้ำลายเหนียว หรือมีเม็ดขึ้นในคอ เป็นต้น

น้ำเล็บมือนาง พืชสมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากต้นเล็บมือนาง ต้มเคี่ยวให้น้ำแห้งงวดประมาณครึ่งหนึ่ง หรือหนึ่งในสามก็ได้

น้ำสนิมเหล็ก สมุนไพรชนิดหนึ่ง ไดมาจากการนำเหล็กที่มีสนิมเผาไฟให้แดง แล้วแช่ลงในน้ำ ทิ้งไว้จนเย็น จึงกรองเอาน้ำใสๆ มาใช้ปรุงยา เป็นต้น

น้ำส่าเหล้า ในที่นี้หมายถึง ลักษณะของอุจจาระที่ถ่ายออกมานั้นเหมือนกับน้ำกากของเชื้อที่ใช้ทำเหล้า

น้ำหมากดิบ ได้มาจากการเจียนหมาก เอาเปลือกออกแล้วฝานเนื้อให้เป็นแว่นก่อนตำให้ละเอียด คั้นกากออกจะได้น้ำหมากดิบ

น้ำหมากสง ได้มาจากการต้มหมากสง คือหมากที่แก่มากๆ เจียนเอาเปลือกออกแล้วฝานเนื้อให้เป็นแว่น เติมน้ำแล้วต้มเคี่ยวให้น้ำแห้งงวดประมาณครึ่งหนึ่ง หรือหนึ่งในสามก็ได้

น้ำหยัดเหล้า น้ำที่หยดเหล้าลงไปผสมเล็กน้อย

น้ำหอม ในที่นี้น่าจะหมายถึง น้ำหัวหอม

นิด คือ นิตย์ เรื่อยไป

นิทรา หลับ

นิมิตร สิ่งบอกเหตุล่วงหน้า เครื่องหมายที่ปรากฎให้เน้นอันบอกเหตุร้ายหรือดี

นิรยาบาล ผู้ควบคุมนรก

นิระยะบาล ผู้ดูแลนรก

นิราศจากอาตมา ออกจากร่าง

นิล ดูที่ ซางนิล

นิลกะ หรือ นิละกะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๕

นิลกาฬ ดูที่ หละ

นิลปัฎ (นิลบัตร) ซางนิล ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดแก่เด็ก เป็นอาการของพิษซางอย่างหนึ่ง เม็ดซางขึ้นที่แก้มหรือเหงือก ยอดเป็นสีเขียวแล้วกลับดำ มีไข้ตัวร้อนจัดหากเม็ดซางแตกจะเปื่อยเน่าลามกว้างออก มีเลือดไหลเมื่อพิษเข้าไปในร่างกายจะทำให้ลงท้องอุจจาระมีกลิ่นเน่าเหม็น

นิลปัตร ชื่อโรคซางชนิดหนึ่ง (ดูที่ ซางนิล)

นิ่ว ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการขัดเบาหรือปัสสาวะไม่ออก บางทีปัสสาวะออกมาขุ่นดังน้ำข้าวหรือน้ำดินสอพองเหมือนน้ำหนอง ทำให้เจ็บปวดทรมานมาก บางทีปัสสาวะออกมาเป็นหยดเป็นปรวดเป็นหนอง เป็นต้น

นิ่วกรวด อาการของโรคนิ่วอย่างหนึ่ง เม็ดนิ่วมีลักษณะคล้ายก้อนกรวด

นิ่วเนื้อ อาการของโรคนิ่วอย่างหนึ่ง เป็นเม็ดขึ้นที่ปากทวารเบาและที่ส้วง นานวันจะเป็นเม็ดแข็ง แล้วลามขึ้นไปถึงหัวหน่าว ทำให้ปัสสาวะเป็นเลือดเป็นลิ่มเป็นหนอง ทำให้เจ็บปวดมาก

นิ่วศิลาปูน อาการของโรคนิ่วอย่างหนึ่ง เกิดจากหินปูนที่ปะปนอยู่ในน้ำซึ่งดื่มกินเข้าไป หินปูนนั้นก็จะเข้าไปจับอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ นานเข้าจับกันเป็นก้อนกลมดังเมล็ดถั่ว เมล็ดบัว เมื่อหลุดออกมาทางช่องทวารเบาจะรู้สึกเจ็บปวดมาก เกิดความทรมานจนร่างกายผอมเหลือง เป็นต้น

นิ่วหิน ดูที่ นิ่วศิลาปูน

นิสกะ มาตราชั่งน้ำหนักสมัยโบราณ

เนตรมฤคี ดวงตาของสัตว์ป่าประเภทกวาง ลักษณะกลมโต คมใส นิยมกันว่าเป็นดวงตาที่งดงาม

เนระกันถี (เนรกัณฐี) ดูที่ หละ

เน่าโขง ดูที่คำ เหม็นโขง

เนาวเขี้ยว คือ เขี้ยวสุกร เขี้ยวหมี เขี้ยวเสือ เขี้ยวแรด เขี้ยวช้าง (งา) เขี้ยวสุนัขป่า เขี้ยวปลาพยูน (ปลาพะยูน) เขี้ยวจระเข้ เขี้ยวเลียงผา ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๙ สิ่ง

เนาวเห็ด คือ เห็ดไม้รัง เห็ดไม้แดง เห็ดกระถินขาว เห็ดกระถินพิมาน เห็ดมะพร้าว เห็ดตาล เห็ดงูเห่า เห็ดมะขาม และ เห็ดตับเต่า ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๙ สิ่ง

เนาวะหอย (เนาวหอย) หอย ๙ ชนิด คือ หอยขม หอยนางรม หอยแครง หอยจุ๊บแจง หอยสังข์ หอยตาวัว หอยกาบ (หอยมือเสือ) หอยมุก และหอยพิมการัง ดูที่พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมวดสิ่งของ ๙ สิ่ง

เนื้อกำเริบ อาการของโรคชนิดหนึ่ง เนื้อในร่างกายผิดปกติ เป็นโทษเป็นพิษขึ้น เป็นต้น

ในกาลคุณลักาณะ คือ หน่วยนับเวลา ดังนี้

ในใจเท้า ในที่นี้หมายถึงบริเวณกลางฝ่าเท้า

ในตา คือ นัยน์ตา

ในไฟ ในที่นี้หมายถึง ในช่วงที่มารดายังอยู่ไฟหลังการคลอดบุตร

บ หึง ไม่นาน

บดด้วยน้ำมันดิบ ในที่นี้หมายถึง ในการบดตัวยาให้ละเอียดนั้นต้องใส่น้ำมันดิบลงไปในโกร่งบดยาขณะทำการบดด้วย

บดด้วยหยัดสุรา วิธีการปรุงยาที่บดละเอียดเป็นผงแล้วเมื่อจะกินให้หยดน้ำสุราลงไปบดอีกครั้งก่อนให้ผู้ป่วยกิน

บดเป็นจุณ การทำยาที่ปรุงแล้ว บดด้วยโม่ หินบดยา หรือโกร่ง จนละเอียดเป็นผง

บมิย่อยยับ ในที่นี้หมายถึง ยังไม่ได้ย่อย หรือยังย่อยไม่หมด

บรรจบเข้า รวมกัน

บรรไลย (บรรลัย) ตาย

บริกรรม ท่องบ่น

บริบูรณ์ ในที่นี้หมายถึง ดีพร้อมสมบูรณ์

บวงสรวง บูชา

บวม อาการของโรคอย่างหนึ่งซึ่งเนื้อนูนขึ้นด้วยอักเสบหรือฟกช้ำ

บวมท้อง อาการของโรคอย่างหนึ่งซึ่งผนังท้องบวม ทำให้ปวดท้องมวนท้อง เป็นต้น

บห่อน ไม่ ไม่เป็น ไม่มี

บเห็นคุณ ไม่ได้ผล

บอกดุจกัน ในที่นี้หมายถึง เช่นเดียวกัน

บังเกิดพลอย ในที่นี้หมายถึง เป็นขึ้น เกิดขึ้น

บัณฑูร คำสั่ง

บัดดน (บัดดล) ทันที

บัตร กระทงทำด้วยกาบกล้วย สำหรับ ใส่เครื่องสังเวย

บันไลย (บรรลัย) ในที่นี้หมายถึงหายจากโรค

บัลลังสิลา (บัลลังก์ศิลา) สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากวัตถุธาตุในทะเล

บัวทั้ง ๕ (บัวน้ำทั้ง ๕ เบญจกุล) คือ บัวสัตตบุษย์ บัวสัตตบรรณ บัวลินจง บัวจงกลนี และบัวนิลุบล ดูที่ พิกัดยา ๒.กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด

บัวพิเศษ เฉพาะ ๖ อย่าง คือ บัวหลวงทั้ง ๒ (บัวขาวและบัวแดง) บัวสัตตบงกชทั้ง ๒ (บัวขาวและบัวแดง) บัวเผื่อน และบัวขม ดูที่ พิกัดยา ๒.กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด

บาดทะจิต ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง มักกำเริบขึ้นเป็นครั้งคราว มีอาการหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน

บาท ช่วงเวลาเท่ากับ ๑ ใน ๑๐ ของชั่วโมง หรือเท่ากับ ๖ นาที

บาท ชื่อมาตราขั่งตามวิธีประเพณี สำหรับกำหนดน้ำหนักเท่ากับเงินหนัก ๑๕ กรัม

บาทเฟื้อง หนัก ๑ บาท ๑ เฟื้อง

บานทะโรค อาการของโรคริดสีดวงทวารที่ดากหรือปลายลำไส้ใหญ่ที่ทวารหนักบานออกมาข้างนอกทวาร อีกอย่างหนึ่ง เป็นลักษณะของเม็ดแผลซึ่งเน่าอยู่ภายในเหนือหรือใต้สะดือลามออกมาภายนอก ในผู้ชายเรียกว่าบานทะโรค ส่วนของหญิงนั้นถ้าเริ่มจากมดลูกออกมาข้างนอกที่ทวารเบาเรียกส้วงเลื่อนทวารเบา ถ้าออกทางทวารหนักเรียกบานทะโรคเช่นเดียวกัน

บ้าเพื่อลม อาการของโรคอย่างหนึ่งเกิดจากลมในร่างกายมีความผิดปกติทำให้เพ้อคลั่ง

บ้าเพื่อโลหิต อาการของโรคอย่างหนึ่งเกิดจากโลหิตในร่างกายมีความผิดปกติทำให้เป็นบ้า

บายศรี ภาชนะที่ใส่เครื่องสังเวยในพิธีทำขวัญ

บำญัติ บัญญัติ ตั้งขึ้น

บำบัดโทษ รักษา แก้ให้หาย

บิด อาการของโรคชนิดหนึ่งมีอาการปวดเบ่ง ลงท้อง ถ่ายเป็นมูกเลือด เป็นต้น

บุก ชื่อพืชชนิดหนึ่งมีหัวโตและดำ

บุทคน คือ บุคคล

บุพโพ น้ำเหลือง น้ำหนอง

บุพโพพิการ อาการของโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากเป็นฝีขึ้นภายในร่างกายและหนองฝีแตก ตกลงภายใน ทำให้มีอาการไอ เบื่ออาหาร ร่างกายซูบผอม เป็นต้น

บุรพนิมิตร สิ่งบอกเหตุครั้งแรก ลาง

บุราณโรค โรคเก่า

บุษบัน ดอกบัวเผื่อน

บูรพ์ ทิศบูรพา หรือทิศตะวันออก

บูรพา ทิศตะวันออก

เบ็ญจกะเพรา คือ ส่วนทั้ง ๕ ของ กะเพรา ได้แก่ ราก ต้น ใบ ดอก และเม็ดของกะเพรา

เบ็ญจกัลยาณี (เบญจกัลยาณี) หญิงมีลักษณะงาม ๕ ประการ ได้แก่ ผมงาม เนื้องาม (คือ เหงือกและริมฝีปากแดงงาม) ฟันงาม ผิวงาม วัยงาม (คือ ดูงามทุกวัย)

เบญจกาฬสันนิบาต อาการของโรคขนิดหนึ่ง มีอาการต่างๆ ๕ ประการคือ (๑)เกิดเพราะช้ำใน เช่น ตกจากที่สูงหรือถูกทุบถอง เป็นต้น มีอาการปวดศีรษะดั่งต้องพิษ มักลงท้องบริโภคอาหารไม่ได้ กระหายน้ำ เสียดไปทั้งตัว หรือสลบ เป็นต้น อาการดังกล่าวได้ชื่อว่า อภิฆาตสันนิบาต (๒)เกิดเพราะตรากตรำทำงานหนัก พักผ่อนไม่พอ มีอาการหงุดหงิด ทุกข์โศก อารมณ์ฉุนเฉียว สะท้านร้อนสะท้านหนาว กระหายน้ำ บางทีมีคลั่งดุจปีศาจเข้าสิง เป็นต้น อาการดังกล่าวได้ชื่อว่า อภิวาราภัยสันนิบาต (๓)เกิดเพราะความรู้สึกคับแค้นในใจ เจ็บช้ำ มีอาการอาเจียนเป็นโลหิต ปวดศีรษะมากจนถึงสลบ เป็นต้น อาการดังกล่าวได้ชื่อว่า อภิสังคสันนิบาต (๔)เกิดเพราะบริโภคอาหารผิด มีพิษร้ายหรือผิดสถานที่ หรือเสพเบญจกามคุณเกินกำลัง มีอาการฟุ้งซ่าน ครั้นกาย สะอึก บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น อาการดังกล่าวได้ชื่อว่า วิสมสันนิบาต (๕)เกิดเพราะสมุฏฐานของโรคหลายสมุฏฐานปะปนกัน อาการดังกล่าวได้ชื่อว่า อาคันตุกสันนิบาต

เบ็ญจกูล (เบญจกูล) คือ รากช้าพลู (ชะพลู) เถาสะค้าน ดีปลี เหง้าขิง (ขิงแห้ง) และรากเจตมูลเพลิง (ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามมพิกัด หมวดสิ่งของ ๕ สิ่ง)

เบญจกูลผลธาตุ (เบญจผลธาตุ) คือ รากกกลังกา (หัวกกลังกา) หัวแห้วหมู หัวหญ้าชันกาด หัวเปราะ และหัวเต่าเกียด ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด

เบ็ญจขันธ์ (เบญจขันธ์) กองห้า กองแห่งรูปธรรมแลนามธรรมห้าหมวดที่ประชุมกันเข้าเป็นหน่วยรวม เป็นชีวิต ซึ่งบัญญัติเรียกว่าตัวตน เรา เขา เป็นต้น

เบญจขี้เหล็ก ส่วนทั้ง ๕ ของขี้เหล็ก ซึ่งเป็นพืชสมุนไพร ประกอบด้วยต้นขี้เหล็ก แก่นขี้เหล็ก รากขี้เหล็ก เปลือกขี้เหล็ก และใบของต้นขี้เหล็ก

เบ็ญจถอบแถบ คือ ส่วนทั้ง ๕ ของต้นถอบแถบ ได้แก่ ราก เถา ใบ ดอก และเม็ดของถอบแถบ

เบญจทับทิม ทับทิมทั้ง ๕ ได้แก่ รากทับทิม เปลือกหรือต้นทับทิม ใบทับทิม ดอกทับทิม ผลทับทิม

เบ็ญจผักบุ้ง ในที่นี้น่าจะหมายถึง ผักบุ้งทั้ง ๕ ได้แก่ รากผักบุ้ง ต้นผักบุ้ง ใบผักบุ้ง ดอกผักบุ้ง เม็ดผักบุ้ง

เบ็ญจผักบุ้งไทย คือ ส่วนทั้ง ๕ ของผักบุ้งไทย ได้แก่ ราก ต้น ใบ ดอก เม็ดของผักบุ้งไทย

เบ็ญจมะดัน คือ ส่วนทั้ง ๕ ของมะดัน ได้แก่ ราก ต้น ใบ ดอก และผลของมะดัน

เบ็ญจมะไฟ คือส่วนทั้ง ๕ ของมะไฟ ได้แก่ ราก ต้น ใบ ดอก และผลของมะไฟ

เบญจมูลน้อย คือ หญ้าเกล็ดหอยทั้ง ๒ (หญ้าเกล็ดหอยเล็กและใหญ่) รากละหุ่งแดง รากมะเขือขื่น (หรือมะเขือขาว) และรากมะอึก (หรือมะเขือหนาม) ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด

เบญจมูลใหญ่ คือ รากมะตูม รากลำไย รากเพกา รากแคแตร และ รากคัดริ้น ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด

เบญจโลกวิเชียร (เบญจโลกะวิเชียร) คือ รากมะเดื่ออุทุมพร (มะเดื่อชุมพร) รากคนทา รากเท้ายายม่อม รากย่านาง และรากชิงชี่ ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด

เบญจโลธิกะ คือ แก่นจันทน์แดง แก่นจันทน์ขาว แก่นจันทน์ชะมด ต้นเนรพูสี (เนระพูสี) และต้นมหาสดำ ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด

เบ็ญจสัตรี (เบญจสตรี) หญิงซึ่งมีโลหิตระดูตามธรรมชาติ เป็นโลหิตปกติโทษ ๕ ชนิด (ดูรายละเอียดที่คำว่า โลหิตปกติโทษ)

เบ็ญจหญ้างวงช้าง คือส่วนทั้ง ๕ ของ หญ้างวงช้าง ได้แก่ ราก ต้น ใบ ดอก และเม็ดของหญ้างวงช้าง

เบญจเหล็ก เหล็กทั้ง ๕ ได้แก่ สนิมเหล็ก ว่านสากเหล็ก เถาวัลย์เหล็ก แก่นขี้เหล็ก และพญามือเหล็ก ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด

เบญจะ หรือ เบญจ คือ ทั้งห้า หมายถึงให้ใช้ส่วนต่างๆของพืช ๕ ส่วน ทำตัวยา คือ ดอก ผล ราก ใบ เปลือกไม้

เบ็ญจะกัลยา (เบญจกัลยาณี) หมายถึง หญิงที่มีลักษณะงาม ๕ แห่ง คือ ผมงาม เนื้องาม (เหงือกและริมฝีปากแดงงาม) ฟันงาม ผิวงาม วัยงาม (คืองามในทุกวัย)

เบญมฤต เบญจมฤต คือ น้ำนมสด น้ำส้มสายชู น้ำอ้อย น้ำผึ้ง และน้ำมันเนย ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด

เบา ปัสสาวะ เช่น เบาแดง หมายถึง ปัสสาวะเป็นสีออกแดง เป็นต้น

เบา บ ตก ขัดเบา ปัสสาวะไม่ออก

เบามิออก อาการปัสสาวะไม่ออก

เบาหนัก ปัสสาวะและอุจจาระ

เบียนบ่อน รบกวนโดยกัดกินอยู่ข้างใน

เบี้ยผู้ หอยชนิดหนึ่ง มีหลังนูนท้องเป็นร่อง เปลือกแข็ง ในที่นี้ใช้หอยเบี้ยตัวผู้เป็นเครื่องยา

เบี้ยผู้เผา สมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากเปลือกหอยเบี้ยตัวผู้ซึ่งเผาจนสุก หรือเกรียม

เบื่อเข้า (เบื่อข้าว) ไม่อยากบริโภคอาหาร

เบื้องน่า ภายหน้า

โบราณชวร โรคประจำตัว โรคเก่าแก่

โบราณโรค โรคโบราณ คือ โรคที่เป็นอยู่ก่อน

ใบไม้ทั้ง ๕ ในที่นี้หมายถึง ใบของพืชสมุนไพร ๕ ชนิด ที่ระบุชื่อในยารุทรางขนานนี้ได้แก่ ใบมะกา ใบราชพฤกษ์ ใบของหญ้าใต้ใบ ใบขมิ้นอ้อย ใบกระเพรา

ปกลง ปิดทับ

ปกัง น่าจะมาจากศัพท์ ปกฺกํ หมายถึง สุกงอม หมดกำลังวังชา

ปฏิการ การสนองตอบ

ปฏิโลม ย้อนลำดับ

ปฏิสนธิ กำเนิด เกิด

ปติสนธิ์ (ปฏิสนธิ) คือ ถือกำเนิด

ปถมสันนิบาต ชื่อไข้สันนิบาติชนิดหนึ่ง เป็นกับเด็กปฐมวัย ดูที่ สันนิบาต

ปถวี ดิน ในที่นี้คือ ปถวีธาตุ หมายถึง ธาตุดินอันมีอยู่ในร่างกายมี ๒๐ อย่าง คือ เกศา(ผม) ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ (กล้ามและแผ่นในกาย) เส้นเอ็น กระดูก เยื่อในกระดูกหรือไข ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก อาหารใหม่ในกระเพาะอาหารและไส้น้อย อาหารเก่า (กากอาหารที่เลื่อนลงมาอยู่ในลำไส้ใหญ่ตอนล่างและเลยตกไปถึงทวารหนัก) มันในสมองซึ่งเป็นก้อนอยู่ในศีรษะและกระดูกสันหลังติดกับเส้นประสาททั่วไป

ปถวีโทษ (ปถวีพิการหรือธาตุดินพิการ) ความผิดปกติของธาตุดินในร่างกาย ทำให้เกิดอาการของโรคตามส่วนต่างๆของกองธาตุดิน อันมีอยู่ในร่างกาย

ปถวีธาตุ ธาตุดินมี ๒๐ ประการ ดูที่ ปถวี

ปถวีธาตุทำเภท ในที่นี้หมายถึง ธาตุดินทำให้เกิดอาการโรคต่างๆ

ปรทัยหัคคีแตก ดูที่ เตโชธาตุแตก และ ธาตุไฟพิการ

ปรมาณู ละเอียดจนเป็นผงอย่างฝุ่น

ปรวด หนองที่เป็นก้อนแข็งหรือเป็นเม็ดอยู่ในเนื้อ

ประคบ นาบหรือกดคลึงด้วยของที่อังไฟให้ร้อน

ประคำร้อย ดูที่ ฝี

ประจักษ์จิตร แน่ใจ

ประจำ ในที่นี้หมายถึง ใช้กับ หรือใช้เฉพาะ

ประจำ ในที่นี้หมายถึง ตำแหน่งที่เกิดเม็ดพิษของโรคซาง

ประจำท้อง ควบคุม หรือรักษาท้องให้เป็นปกติ

ประจิม ทิศตะวันตก

ประจุ เรียกประเภทยาที่ปรุงแล้ว ใช้เป็นยาขับพิษ ถ่ายพิษ ฟอกพิษ หรือล้างพิษ เรียกว่า ยาประจุ เช่น ยา

ประจุโลหิต หมายถึง ยาฟอกโลหิต เป็นต้น

ประจุโลหิต ดูที่ ประจุ

ประชุม รวม

ประฌาม การน้อมไหว้

ประฐม วัยเด็ก

ประดง ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการไข้ และเม็ดคันตามผิวหนัง เป็นต้น เรียกว่า ไข้ประดง มีอาการต่างๆ กัน โดยทั่วไปจะตัวร้อนจัด ปวดศีรษะ เมื่อยตามกระดูก เจ็บเสียวเนื้อตัว เชื่อมมัว สะท้านร้อน สะท้านหนาว ปากเปื่อยหรือปากแห้ง ลิ้นแห้ง กระหายน้ำ หอบสะอึก เป็นต้น ไข้ประดงที่เกิดแทรกในไข้ทรพิษมี ๘ ชนิดคือ ไข้ประดงมด ไข้ประดงช้าง ไข้ประดงควาย ไข้ประดงวัว ไข้ประดงลิง ไข้ประดงแมว ไข้ประดงแรด ไข้ประดงไฟ

ประดงแกลบ ชื่อโรคประดงชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นภายนอก มีอาการเป็นเม็ดผื่นตามร่างกายผุดขึ้นเป็นเม็ดเล็กๆ คล้ายโรคกลากแต่ขึ้นเป็นแนวยาวและคันมาก

ประดงควาย (ไข้ประดงควาย) พิษของโรคทำให้เกิดเม็ดผุดขึ้นภายนอก ยอดเม็ดเหมือนมีหนอง ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อน เป็นต้น

ประดงช้าง (ไข้ประดงช้าง) พิษของโรคทำให้เกิดเม็ดผุดขึ้นภายนอกดังผิวมะกรูดทำให้คัน และปวดแสบปวดร้อนมีไข้สูงเป็นต้น

ประดงน้ำ ชื่อโรคประดงชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นภายนอก มีอาการเป็นเม็ดผื่นตามร่างกายผุดขึ้นเป็นเม็ดขาวๆ มักขึ้นบริเวณหลังและท้องมีพิษมาก

ประดงไฟ (ไข้ประดงไฟ) พิษของโรคทำให้เกิดเม็ดผุดขึ้นภายนอกเป็นเม็ดสีแดงยอดดำ ลักษณะเหมือนไข้ระบุชาด ทำให้มีอาการสะท้านร้อนสะท้านหนาว กระหายน้ำและเชื่อมมัว

ประดงมด (ไข้ประดงมด) มีอาการตัวร้อน พิษของโรคทำให้เกิดเม็ดผุดขึ้นภายนอกดังยุงกัดทั้งตัว ทำให้คันและปวดแสบ ปวดร้อน เป็นต้น

ประดงแมว (ไข้ประดงแมว) พิษของโรคทำให้เกิดเม็ดผุดขึ้นภายนอกมียอดลักษณะดังตาปลา ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อน เป็นต้น

ประดงแรด (ไข้ประดงแรด) พิษของโรคทำให้เกิดเม็ดผุดขึ้นภายนอกมียอดลักษณะแดงหนาดังหนังแรด แล้วคล้ำเป็นสีดำ จากนั้นแตกเป็นเกล็ดดังหนังแรด ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อน

ประดงลิง (ไข้ประดงลิง) พิษของโรคทำให้เกิดเม็ดผุดขึ้นภายนอก มียอดลักษณะดังเม็ดข้าวสารคั่ว ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อน เป็นต้น

ประดงวัว (ไข้ประดงวัว) พิษของโรคทำให้เกิดเม็ดผุดขึ้นภายนอก มียอดลักษณะดั่งผลมะยมสุก ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อนมีไข้สูง เป็นต้น

ประดงศิลา ชื่อโรคประดงชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นภายนอกมีอาการเป็นเม็ดผื่นคัน กับมีไข้ตัวร้อนทำให้มีอาการเชื่อมมัว นอนแน่นิ่งไม่กระดุกกระดิกทั้งวันทั้งคืน เป็นต้น

ประดา รวมตัวกัน

ประทัง ต้านทาน ประคับประคอง ทรงอยู่

ประทุมราชา ดูที่ สมุนไพรเรียกชื่อได้ ๒ อย่าง

ประเทศ สถานที่ ในที่นี้หมายถึง พื้นที่ ภูมิประเทศ สภาวะ อากาศตามธรรมชาติ

ประเทศสมุฏฐาน คือสถานที่ หรือภูมิประเทศในแต่ละภูมิภาคโลกย่อมมีสภาวะอากาศตามธรรมชาติแตกต่างกัน บุคคลเคยอยู่ในประเทศที่มีอากาศร้อนก็ดี หนาวก็ดี หรือในพื้นที่มีฝนตกตลอดปีก็ดี ธาตุสมุฏฐานอันมีอยู่ในร่างกายก็คุ้นเคยกับภูมิอากาศในสภาพต่างๆ ของประเทศนั้นๆ เป็นปกติ หากเปลี่ยนมาอยู่ในประเทศที่มีอากาศต่างออกไป เมื่อยังไม่คุ้นเคยก็ย่อมจะเจ็บไข้เกิดโรคขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ประเทศที่อยู่จึงเป็นสมุฏฐานที่ตั้งที่เกิดของโรคด้วย โดยจัดแบ่งไว้ ๔ ประการคือ (๑)คนเกิดในประเทศที่สูง เช่นชาวเขา อันเป็นพื้นภูมิประเทศร้อน ที่ตั้งแห่งโรคของคนประเทศนั้นเป็นสมุฏฐานเตโช (๒)คนเกิดในประเทศที่ลุ่ม มีน้ำกรวดทรายเป็นพื้น ภูมิประเทศอุ่น ที่ตั้งแห่งโรคของคนประเทศนั้นเป็นสมุฏฐานอาโป ดี โลหิต (๓)คนเกิดในประเทศที่เป็นน้ำฝนเปือกตม เรียกประเทศเย็น ที่ตั้งแห่งโรคของคนประเทศนั้นเป็นสมุฏฐานวาโย (๔)คนเกิดในประเทศที่เป็นน้ำเค็มเปือกตม เรียกประเทศหนาว ที่ตั้งแห่งโรคของคนประเทศนั้นเป็นสมุฏฐานปถวี (ดูที่ สมุฏฐาน)

ประธาตุบท ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นเนื่องจากโรคซางเพลิง มีอาการลงท้องเป็นโลหิตทำให้ตัวซีดเหลือง หมดแรง ชอบบริโภคอาหารสดคาว เมื่อเป็นนานวันจะมีอาการเหมือนเป็นหวัดจมูกรับกลิ่นเหม็นเหมือนกลิ่นเน่าตลอดเวลา หูตึง น้ำลายไหลไม่หยุด คอแห้ง และบริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น

ประเภทสมุฏฐาน สมุฏฐาน หรือที่แรกบังเกิดโรคมีประเภทต่างๆ ๕ สมุฏฐาน คือ ธาตุสมุฏฐาน อุตุสมุฏฐาน อายุสมุฏฐาน กาลสมุฏฐาน และประเทศสมุฏฐาน

ประมวณ (ประมวล, ประมวน) คือ รวม

ประเมหะ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง อาการของโรคเกิดจากน้ำเบาเป็นพิษมีก้อนนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ดูเพิ่มเติมที่ นิ่ว

ประโยธร (ปโยธร) ผู้ทรงไว้ซึ่งน้ำนม คือ ถัน หรือเต้านม

ประเวณี สิ่งที่ยอมรับหรือรับรู้สืบนานมา , ปกติ

ประเวณีวิไสย ลักษณะแบบแผนที่เป็นอยู่

ประสม รวมกันเข้า ผสม เจือ

ประสระ ในที่นี้คือ ประสะสลอดเป็นการทำให้สลอดมีพิษลดน้อยลง หรือฤทธิ์อ่อนลง โดยนำลูกสลอดต้มกับข้าวเปลือกและเกลือ ต้มเคี่ยวจนข้าวเปลือกแตก แล้วนำลูกสลอดไปล้างน้ำตากแดดจนแห้ง จึงนำไปใช้ทำยาได้

ประสะ (๑) การทำความสะอาด ฟอก ชำระหรือล้างให้สะอาดหรือทำให้รสและพิษอ่อนลง (๒) เรียกชื่อยาที่เข้าเครื่องยาสิ่งหนึ่งเท่ากับยาอย่างอื่นๆ หรือการใช้ตัวยาที่มีขนาดเท่ายาทั้งหลาย เช่น ประสะกะเพรา หมายถึง ยาที่เข้ากะเพราเท่ากับยาอย่างอื่น เป็นต้น

ประสะกะเพรา ดูที่ ประสะ

ประสะยางสลัดได การทำให้พิษของยางสลัดไดหมดไปและเปลี่ยนคุณสมบัติของยางให้มีสรรพคุณทางยา มีวิธีทำ ๒ วิธีคือ (๑)ใช้น้ำร้อนเดือดรินลงในถ้วยที่มียางสลัดไดที่เตรียมไว้แล้วกวนไปเรื่อยๆ จนน้ำเย็น แล้วรินน้ำทิ้ง เติมน้ำเดือดลงไปกวนอีก เมื่อน้ำเย็นแล้วเทน้ำร้อนทิ้ง ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่ายางจะสุก รินน้ำทิ้งแล้วจึงนำยางสลัดไดไปใช้ได้ (๒)เติมน้ำลงในถ้วยที่มียางสลัดไดเล็กน้อย แล้ววางถ้วยยางในน้ำเดือดแล้วกวนยางในถ้วยไปเรื่อยๆ จนกว่ายางจะสุกทั่วกัน รินน้ำในถ้วยยางออกแล้วนำยางสลัดไดไปใช้ได้ แต่วิธีประสะแบบนี้ต้องระวังอย่าให้น้ำเดือดลงไปในถ้วยยาง

ประสานธาตุ ชื่อโรคชนิดหนึ่งมีอาการลงท้องรุนแรงมาก อุจจาระใสเหมือนน้ำชานหมากหรือน้ำแตงโม ถ้ามีอาการดังนี้ท่านกำหนดไว้ ๗ วันตาย

ประสิทธิ ประสบความสำเร็จ

ประสูตร์ (ประสูติ) คลอด

ประหาร ในที่นี้หมายถึง ทำให้หายจากโรค

ปริเฉท ข้อความที่กำหนดไว้เป็นหมวดๆ

ปริทัยหัคคี โรคชนิดหนึ่งเกิดจากธาตุไฟพิการ ดูเพิ่มเติมที่ ธาตุไฟพิการ

ปรินามัคคี โรคชนิดหนึ่งเกิดจากธาตุไฟพิการ ดูเพิ่มเติมที่ ธาตุไฟพิการ

ปรินามัคคีแตก โรคชนิดหนึ่งเกิดจากธาตุไฟพิการ มีอาการขัดในอก มือบวม เท้าบวม ท้องขึ้น ไอ เป็นมองคร่อ เป็นต้น

ปริยัติธรรม ธรรมที่จะต้องเล่าเรียน ได้แก่พระไตรปิฎก

ปริโยสาน ที่สุด จุดสุดท้าย สิ้นสุด จบ ตาย

ปริศนาสมุนไพร ชื่อยาหรือตำรายาที่บอกชื่อสมุนไพรไว้เป็นคำซ่อนเงื่อนหรือคำแผลงเพื่อให้ทาย ซึ่งผู้รู้แต่ก่อนท่านกำหนดขึ้นไว้เป็นที่เข้าใจในกลุ่มผู้รู้ด้วยกัน ตัวอย่างเช่น ยาแก้บิดหัวลูกเขียนเป็นปริศนาไว้ว่า "ลูกใต้ดิน กินตีนท่า หรือ หากินตามท่า อยู่หลังคาขี้คารู คู่อ้ายบ้า" คำตอบปริศนา : ลูกใต้ดินคือต้นเจตมูลเพลิง กินตีนท่าหรือหากินตามท่าคือต้นผักเป็ด อยู่หลังคาคือหญ้ายองไฟ (ยักไย่ไฟ) ขี้คารูคือขี้ยาฝิ่น คู่อ้ายบ้าคือสุราใช้เป็นกระสาย ปริศนาหนึ่งเขียนไว้ว่า "หึ่งอากาศ พาดยอดไม้ หงายธรณี หนีสงสาร ไปนิพพานไม่กลับ" คำตอบปริศนา : หึ่งอากาศคือน้ำผึ้ง พาดยอดไม้คือบอระเพ็ด หงายธรณีคือแห้วหมู หนีสงสารคือขมิ้นอ่อน ไปนิพพานไม่กลับคือขมิ้นชัน ปริศนาหนึ่งเขียนไว้ว่า "หาบไม่หนัก ตักไม่เต็ม เค็มตลอดยอด มอดไปด้วย ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา) หงายกลางนา หญ้าหัวใต้ หมึกสาย กินพุงทลาย จับไม่อยู่" คำตอบปริศนา : หาบไม่หนักคือต้นกระเบา ตักไม่เต็มคือต้นหางไหล เค็มตลอดยอดคือต้นมะเกลือ มอดไปด้วยคือต้นเลี่ยน ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา)คือหญ้าใต้ใบ หงายกลางนาคือผักคราดหัวแหวน หญ้าหัวใต้คือสมุนไพรทั่วๆไป หมึกสายคือสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง กินพุงทลายคือสลอด จับไม่อยู่คือปรอท

ปริฬาหะ ความเร่าร้อน ความกระวนกระวาย

ปรุง คือ ประสม

ปรุจุเสมหะ เรียกยาที่ใช้เป็นยาขับพิษ หรือถ่ายพิษให้เสมหะสะอาด

ปล่อยปลิง ให้ปลิงดูดเอาเลือด และน้ำเหลือง ออกจากร่างกาย

ปลัง พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง ต้นเป็นเถา ใบแข็งๆรูปคล้ายใบพลู

ปลากะทิง (ปลากระทิง) ชื่อปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ตัวเรียวยาวค่อนข้างแบน พื้นตัวสีน้ำตาลแก่ มีลายเป็นบั้งๆคาดจากหลังถึงใต้ท้อง มีครีบบนสันหลังยาวติดต่อตลอดถึงหาง ปลายจมูกเล็กแหลมผิดกว่าปลาธรรมดา อาศัยอยู่ในแม่น้ำลำคลองทั่วไป

ปลายมือ ในที่สุด ขั้นตอนสุดท้าย

ปลาไหลเผือก พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง เป็นไม้ต้น

ปลูกไฟธาตุ บำรุงไฟธาตุ

ป่วง ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นเพราะธาตุภายในร่างกายผิดปกติ พิษของโรคทำให้เกิดอาการไข้ต่างๆ จำแนกได้ ๘ ประการ คือ ป่วงงู ป่วงลิง (มักกะฏา) ป่วงลม ป่วงศิลา ป่วงนก หรือป่วงลูกนก ป่วงเลือด ป่วงน้ำ ป่วงโกษ (ป่วงโกฐ)

ป่วงโกฐ (ป่วงโกษ) ชื่อโรคป่วงชนิดหนึ่ง เกิดเพราะธาตุลมในร่างกายผิดปกติอันเนื่องมาจากโรคกระษัยกล่อน ทำให้มีอาการลงรากให้ร้อนทั้งลำคอ มือเท้าซีดเหี่ยว เหงื่อแตกตัวชา กับมีอาการปวดท้องลงท้องด้วย เป็นต้น

ป่วงงู ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการลงท้อง ปวดท้องมากจนถึงบิดตัว อาเจียนไม่หยุด บริโภคอาหารไม่ได้ ร่างกายซีด เหลือง อ่อนเพลีย นัยน์ตาปรอย เป็นต้น

ป่วงงูเห่า ชื่อโรคป่วงชนิดหนึ่ง มีอาการรุนแรงมากกว่าป่วงงู หลังอาเจียนแล้วจะมีอาการตัวแดง ขนลุก ปวดท้องมากขึ้น ดิ้นรน เสือกตัวไปมาจนสลบ เป็นต้น

ป่วงน้ำ ชื่อโรคป่วงชนิดหนึ่งมีอาการอาเจียนอย่างรุนแรง รู้สึกหนาวแต่ตัวร้อน ซีดเหลือง เป็นต้น

ป่วงลม ชื่อโรคป่วงชนิดหนึ่งมีอาการปวดเสียดท้องและลงท้องมาก มีลมแน่นจุกอกอาเจียนเป็นน้ำ นัยน์ตาแดง กระวนกระวาย เป็นต้น

ป่วงลิง (มักกะฏา) ชื่อโรคป่วงชนิดหนึ่งมีอาการเป็นลม หาวเรอ แน่นในอก จุกเสียด ลงท้องและอาเจียน ปากเขียว กิริยาอาการคล้ายลิง มักยิงฟัน งอตัว นั่งกอดเข่า เป็นต้น

ป่วงลูกนก ชื่อโรคป่วงชนิดหนึ่งมีอาการลงท้อง อาเจียน ปวดท้อง หาวเรอ และหนาวสั่น เป็นต้น

ป่วงเลือด ชื่อโรคป่วงชนิดหนึ่ง มีอาการลงท้องมาก กับหอบเหนื่อย ซีดเหลือง อ่อนเพลีย และเซื่องซึม เป็นต้น

ป่วงศิลา ชื่อโรคป่วงชนิดหนึ่ง มีอาการลงท้อง อาเจียนเป็นลมเปล่า เมื่อยตัว บริโภคอาหารไม่ได้ ลิ้นไก่หด พูดอ้อแอ้ เป็นต้น

ปวดมวน อาการของโรคชนิดหนึ่ง ทำให้ปวดท้อง และปั่นป่วนในท้อง

ปวัตนันตุ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑

ปอบ ผีอย่างหนึ่ง เชื่อกันว่าสิงอยู่ในตัวคน กินตับไตไส้พุงเครื่องในท้องคนจนหมด แล้วจึงออกไป คนนั้นก็ตาย

ปะระเมหะ (ปรเมหะ) คือ ชื่อคัมภีร์แพทย์ ว่าด้วยโรคเกิดแต่น้ำเบา หรือระบบปัสสาวะ

ปะสะตะ ฟายมือ คือเต็มอุ้งมือ

ปะหรวด (ปรวด) คือเนื้อหรือหนอง มีลักษณะเป็นก้อนแข็งหรือเป็นเม็ดอยู่ใต้ผิวหนังอยู่ในเนื้อ

ปักกะมิกาพาธ เหตุที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตโดยฉับพลัน มิได้ตายโดยปรกติ

ปักฉันนะธาตุ ดูที่ ตานโจร ข้อ ๒

ปักมิกาพาธ อาการของโรคอย่างหนึ่ง มีอาการเจ็บไข้เนื่องจากฟกช้ำหรือล้มลงตกจากที่สูง เป็นต้น

ปักษี นก

ปักษี โรคชนิดหนึ่ง เกิดเป็นแก่เด็กตั้งแต่แรกคลอดจากครรภ์มารดาจนถึงอายุ ๑๑ เดือน และเมื่ออายุถึง ๑ ขวบก็จะพ้นจากโทษของโรคปักษีหรือปีศาจก็เรียก อาการของโรคเกิดเป็นพิษไข้จับแล้วมีเวลาสร่าง มี ๔ ชนิดคือ (๑)นนทปักษี ไข้จับเวลาเช้า สร่างเวลาค่ำ (๒)กาฬปักษี ไข้ขับเวลาค่ำ สร่างเวลาเช้ามืด (๓)อสุนนทปักษี ไข้จับเวลาเที่ยงวัน สร่างเวลาเที่ยงคืน (๔)เทพปักษี ไข้จับเวลาเย็น สร่างเวลาเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ดูเพิ่มเติมที่ แม่ซื้อ

ปักษีชื่อกาฬ (กาฬปักษี) อาการของโรคปักษีชนิดหนึ่ง ไข้จับเวลาค่ำ สร่างเวลาเช้ามืด

ปัจฉิมมา วัยสูงอายุ

ปัญจกาสะโรค โรคที่มีอาการไอ ๕ ประการ

ปัญจสาขา ห้ากิ่ง หมายถึง แขนขา และหัวของทารกที่อยู่ในครรภ์

ปัญจะโภชนะ ของบริโภค ๕ อย่างที่มีคุณต่อร่างกาย ได้แก่ ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ

ปัญหาสมุนไพร ดูที่ ปริศนาสมุนไพร

ปัตคาด เส้นเอ็นที่อยู่ในร่างกายคู่ขนานไปกันเส้นเลือดบริเวณท้องน้อยและหน้าขา เป็นเส้นที่สำคัญเมื่อกดเส้นนี้จะรู้สึกเต้นตุบๆ เป็นต้น

ปัตฉันนะ ดูที่ ปักฉันนะธาตุ

ปัถวี ธาตุดิน ดูที่ ปถวี

ปัธยา (อุปาธยาย) ครูผู้สั่งสอน

ปั้นแท่ง เครื่องยาที่ปรุงและบดจนละเอียดเป็นผงแล้วผสมกับน้ำกระสาย กวนให้เข้ากันจนเกือบแห้ง หรือพอปั้นได้แล้วปั้นเป็นแท่งผึ่งแดดหรือน้ำค้างจนแห้งสนิทเก็บไว้ใช้

ปั้นเป็นลูกกลอน ดูที่ ทำเป็นลูกกลอน

ปากเปื่อยเป็นขุม อาการของโรคชนิดหนึ่ง มีอาการร้อนในเป็นแผลในปาก ลักษณะเป็นจุดหรือปื้นขาว

ปากหวาน อาการที่รู้สึกหวานในปาก เมื่อเป็นไข้

ปาง (คำสันนิษฐาน) หมายถึง แทบ จวน เจ็บปางตาย คือ เจ็บมากขนาดจวนตาย ต้นฉบับเขียน บาง

ป้าง ชื่อโรคชนิดหนึ่ง พิษของโรคทำให้ม้ามย้อยลงมาทางชายโครง มีอาการลงท้อง อุจจาระเหลืองมีไข้ตัวร้อนจัด จับเป็นเวลานานไปจะทำให้ ชักมือเท้ากำงอ นัยน์ตาซ้อนขึ้นเบื้องบน เป็นต้น

ป้ายยา การใช้ยาป้าย หรือทา

ปาลาตะ (ปาละตะ) ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๑

ป่าหิมพานต์ ชื่อป่าหนาวอยู่ทางตอนเหนือของชมพูทวีป หรือประเทศอินเดีย

ปิดก้น ในที่นี้หมายถึง นำเครื่องยาที่ปรุงเจือด้วยน้ำกระสาย แล้วปิดหรือติดไว้ที่ก้นข้นสัมฤทธิ์

ปิดธาตุ วิธีรักษาโดยทำให้ธาตุต่างๆ ในร่างกายหยุดอาการผิดปกติ หรือหยุดการลงท้อง ทำให้หายจากท้องเสีย

ปิดหนักปิดเบา (ปิดหนัก) อาการของโรคชนิดหนึ่ง ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ

ปิดอุจจาระ อาการของโรคชนิดหนึ่ง ทำให้ไม่ถ่ายอุจจาระ แม้กินยาให้ถ่ายก็ไม่ถ่าย

ปิต์ตํ น้ำดี

ปิตตะ ดี(อวัยวะ)

ปิตตะสมุฏฐาน ดีในร่างกายกำเริบ ผิดปกติ ทำให้บังเกิดโรค มีอาการต่างๆ มักเกิดในระหว่างเดือน ๕ ถึงเดือน ๘ ดูเพิ่มเติมที่ สมุฏฐานทั้ง ๓

ปิตตัง ดี น้ำดี

ปิศาจ ผี

ปีศาจ (ปิศาจ) โรคชนิดหนึ่ง เกิดเป็นแก่เด็กตั้งแต่แรกคลอดจากครรภ์มารดาจนถึงอายุ ๑๑ เดือน (ดูรายละเอียดที่คำ ปักษี)

ปุระธาตุบท ดูที่ ตานโจร

ปู่เจ้าเขาเขียว ดูที่ สมุนไพรเรียกชื่อได้ ๒ อย่าง ปู่เจ้าเขาเขียว หรือเรียกว่า หญ้านาง

ปู่เจ้าคาคลอง หรือเรียกว่า ต้นก้างปลา ดูที่ สมุนไพรเรียกชื่อได้ ๒ อย่าง

ปู่เจ้าพุงแก พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง พุงแก ก็เรียก

ปู่เจ้าลอยท่า พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง น่าจะได้แก่ ผักบุ้งล้อม

ปู่เจ้าสมิงพราย ดูที่ สมุนไพรเรียกชื่อได้ ๒ อย่าง

ปู่เจ้าสมุงกุย พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ปู่เจ้าสมิงกุย หรือต้นชิงชี่

ปูติมุข งูพิษที่กัดแล้วทำให้เน่าเป็นหนอง

ปูมเปือก ฟอง ต่อมน้ำที่ผุดขึ้นเป็นรูปโป่ง

เปนกลาง ในที่นี้หมายถึง ใช้ทั่วๆไปไม่จำกัด หรือไม่กำหนดเฉพาะโรค

เปนกะตัง (เป็นกะตัง) อาการของโรคอย่างหนึ่ง ทำให้ลิ้นแตกเป็นริ้วถี่ๆ หรือแตกเป็นเกล็ดอย่างเกล็ดปลา

เปนกำลัง (เป็นกำลัง) เป็นอันมาก เช่น ปวดเป็นกำลัง หมายถึงปวดมาก เป็นต้น

เปนเกล็ด อาการของโรคอย่างหนึ่ง ทำให้ผิวหนังแห้งแตกเป็นแว่นๆ เหมือนเกล็ดงู

เปนขุม (เป็นขุม) เป็นเม็ด เป็นตุ่ม

เปนดานเปนเถา อาการของโรคมีลักษณะเป็นลำแข็งขึ้นที่ยอดอกแล้วลามไปถึงท้องน้อย ทำให้เจ็บปวดจุกเสียด แน่นหน้าอก

เปนไต (เป็นไต) เป็นก้อนแข็ง

เปนเที่ยง (เป็นเที่ยง) แน่นอน

เปนเบ็ญจสาขา (เป็นเบญจสาขา) มีอวัยวะทั้งห้า คือ หัว สองแขน สองขา เป็นลักษณะของทารกในครรภ์

เปนเพลา เป็นเวลา

เปนมหา อย่างยิ่ง

เปนแลตาย ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคพอจะเยียวยารักษาได้หรือ อาการหนักมากไม่อาจรักษาหรือพิษรุนแรงถึงตาย

เปนส่าเหล้า เหมือนกากของเชื้อที่ทำเหล้า

เปนสุขุม อย่างละเอียด พิถีพิถัน

เปนสุขุมมิชอบ ในที่นี้หมายถึง ยาที่ใช้รักษาโรคถ้าเป็นยารสอ่อนไม่รุนแรง จะดับพิษโรคไม่ได้ หมายถึงไม่ถูกกับโรคทำให้รักษาไม่หาย

เปนหยุๆ (เป็นหยุๆ) ลักษณะของเม็ดซาง เมื่อยุบตัวลงหรือเหี่ยวลงจนกดบู้ลงได้

เปนใหญ่หลวง เป็นมาก อาการหนัก

เปนอันเที่ยง แน่นอน

เปรียง น้ำมันที่ได้จากไขข้อของวัว

เปลือกไข่ฟัก สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจาก เปลือกไข่ไก่ที่ฟักออกเป็นตัวแล้ว

เปลือกทับทิม พืชสมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากเปลือกของต้นทับทิมตากแห้ง

แป้งเหล้า แป้งที่เป็นเชื่อสำหรับทำเหล้า

แปร เปลี่ยน

แปรไข้ การใช้ยารักษาไข้ที่ร้ายแรงให้ดีขึ้นหรือเบาบางลงจนหายเป็นปกติ

แปลกธาตุ ธาตุในร่างกายมีอาการผิดปกติ เกิดเป็นพิษขึ้น

ไปนิพพานไม่กลับ ดูที่ ปริศนาสมุนไพร

ผงขี้เหล็ก วัตถุสมุนไพร

ผด ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการเป็นผื่นเม็ดเล็กๆ ขึ้นภายนอกตามผิวหนัง เมื่อถูกอากาศร้อนจะมีอาการคัน

ผมพิการ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการชาที่ศีรษะ เจ็บหัว ผมคันร่วง หงอก เป็นรังแค เป็นต้น

ผมหยักโศก (ผมหยักศก) ลักษณะของผมหยิกน้อยๆตามธรรมชาติ

ผลในแตงจีน พืชสมุนไพรชนิดนี้น่าจะได้แก่เนื้อในของเมล็ดแตงโม หรือที่เรียกกันเป็นสามัญว่า เม็ดก๋วยจี๊

ผลสลอดฆ่าแล้ว ในที่นี้หมายถึง การทำให้พิษของสลอดลดลง หรือฤทธิ์อ่อนลง

ผลสารพัดพิษ ชื่อพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งในที่นี้ไร้ผลปรุงเครื่อยา

ผวน ย้อนกลับ

ผอย (ผ็อย) อาการที่ร่วงหรือหล่อนไปในที่นี้หมายถึง ถอยลง ลดลง

ผะอืดผะอม คลื่นเหียน

ผักชีทั้ง ๒ ได้แก่ ผักชีล้อม ผักชีลา

ผักบุ้งขัน พืชสมุนไพร มี ๒ ชนิด ชนิดที่ใช้ทำยาดอกสีม่วง ใบมีขน

ผักปลัง ชื่อไม้เถาชนิดหนึ่ง

ผักพล่าปลายำ เป็นสำนวนหมายถึง อาหารประเภทรสจัด ได้แก่ เปรี้ยวจัด เผ็ดจัด เค็มจัด และสดคาว มักทำด้วยเนื้อดิบ ปลาดิบ กุ้งดิบ หรือกึ่งดิบกึ่งสุกคลุกเคล้ากับเครื่องปรุงหลายอย่างรับประทานกับผักสด

ผาย ขับลม ไล่ลมให้ออกทางทวาร กว้าง แผ่กว้าง

ผายธาตุ วิธีการรักษาโดยทำให้ระบายอุจจาระออก หรือทำให้หายจากท้องผูก

ผายพรรดึก วิธีการรักษาโรคทำให้ระบายอุจจาระออก หรือ ทำให้หายจากท้องผูกมากๆ

ผายยา วิธีการรักษาโดยให้ยาไล่ลม หรือขับลม

ผายเลือด วิธีการรักษา โดยทำให้โลหิตระดูออกเป็นปกติ หรือฟอกโลหิตระดู เป็นต้น

ผิดเพศ ผิดปกติ

ผิดสำแลง (ผิดสำแดง) มีอาการของโรค หรือ มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นด้วยเหตุบริโภคอาหารไม่ถูกกับโรค

ผิว (อ่านว่า ผิ-วะ) ถ้าว่า หากว่า

ผิวเนื้อ ผิวหนัง

ผิวไม้สีสุก ไม้ไผ่ชนิดหนึ่ง ลำต้นใหญ่ผิวเป็นสีออกเหลือง ในที่นี้ใช้ผิวไม้ไผ่สีสุกเป็นเครื่องยา

ผีเสื้อ ผีจำพวกหนึ่ง ทำหน้าที่ปกปักรักษาตามที่ต่างๆ ถ้าอยู่รักษาเมืองเรียกผีเสื้อเมือง หรือพระเสื้อเมือง ถ้าอยู่รักษาน้ำ เรียกผีเสื้อน้ำ ถ้ารูปร่างใหญ่โตเป็นยักษ์ เรียกว่าผีเสื้อยักษ์ เป็นต้น

ผุด อาการของโรคปรากฏขึ้นตามผิวหนัง

ผูก อาการท้องผูก ไม่ถ่ายอุจจาระ

ผูก ลักษณะนามเรียกหนังสือใบลาน หรือคัมภีร์ใบลานที่ร้อยหูไว้มัดหนึ่งๆว่าผูกหนึ่ง คำว่าผูก ๑ ในที่นี้หมายถึง ผูกที่ ๑

ผู้มาแขก ในที่นี้หมายถึง อาการไข้อย่างหนึ่งที่เป็นแทรกเพิ่มขึ้นมาใหม่อีกโรคหนึ่ง ในขณะที่ร่างกายมีโรค หรือเป็นไข้อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่แต่เดิมแล้ว

เผาโชน เผาให้ไหม้จนทั่ว

เผารม วิธีการใช้ยารักษาโดยการเผาด้วยยาให้เกิดควันรมไปที่แผลหรือเม็ดพิษ

เผือดภักตรา หน้าซีด

แผน ในที่นี้หมายถึงโรคชนิดต่างๆ

ฝนหยอดตาเข้าดู ในที่นี้หมายถึง เมื่อใช้ยาหยอดตาจนตัวยาเข้าตกแล้วให้สังเกตดูอาการของนัยน์ตา

ฝ่อลง อาการของโรคซางอย่างหนึ่ง เมื่อเม็ดซางผุดขึ้นแล้วก็ยุบตัวลง เหี่ยวแฟบลง

ฝัก อวัยวะเพศชาย

ฝังเข้าเปลือก บ่มในข้าวเปลือก

ฝาง ชื่อไม้ต้นชนิดหนึ่ง แก่นสีแดง ใช้ย้อมผ้าและทำยา

ฝ่าบาทา ฝ่าเท้า

ฝี ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการบวมนูนกลัดหนองข้างในทำให้ปวดและร้อนที่บริเวณหัวฝีนั้น เป็นต้น

ฝีกัณฑมาลา ดูที่ ฝีคัณฑมาลา

ฝีกาฬ ฝีพิษร้ายทำให้ปวดร้อน กระสับกระส่าย มีสีดำเป็นแล้วมักตาย

ฝีกาฬมะเร็งนาคราช ดูที่ กาฬมะเร็งนาคราช

ฝีเกล็ดแรด ชื่อโรคฝีชนิดหนึ่ง ขึ้นที่แขนทั้ง ๒ ข้าง เป็นฝีมีพิษร้ายแรงมาก บริเวณหัวฝีจะมีสีดำ

ฝีคัณฑมาลา หรือกัณฑมาลา ชื่อโรคฝีชนิดหนึ่ง ขึ้นที่คอใต้หูหรือโคนขากรรไกร เชื้อหนองมักเกิดมาจากต่อมน้ำลาย รากฟัน หรือกลางลำคอ เป็นต้น

ฝีตัด อาการของโรคฝีที่มีพิษร้ายแรงมากรักษาไม่ได้ทำให้ถึงตาย

ฝีทะลุน (ฝีทลุน) ชื่อโรคฝีชนิดหนึ่งเกิดกับหญิงหลังคลอดบุตรแล้ว ๑ เดือน เป็นอาการต่อเนื่องมาจากฝีในปีกมดลูก

ฝีที่ฟองตัน โรคฝีซึ่งขึ้นที่ไข่ดัน

ฝีธนุธรวาต ชื่อโรคฝีชนิดหนึ่ง มีอาการเจ็บหน้าอกตลอดถึงสันหลัง ปวดเมื่อยไปทุกข้อกระดูก ท้องขึ้น จุกเสียดถึงยอดอก บริโภคอาหารไม่ได้ ซูบผอม นอนไม่หลับ เป็นต้น

ฝีธนูทวน ชื่อโรคฝีชนิดหนึ่ง มีอาการฟก บวม ตามเส้นสันทฆาต ทำให้ท้องตึงตลอดถึงสันหลังทำให้หลังแข็งลุกนั่งไม่ได้ มีอาการจุกเสียดระบมไปทั่วท้อง

ฝีในท้อง ชื่อโรคฝีชนิดหนึ่ง เกิดที่ปอด เป็นต้น ทำให้ร่างกายทรุดโทรมเสื่อมถอยไปเป็นลำดับ เรียกชื่อว่า วัณโรค

ฝีในอก ดูที่ ฝีในท้อง

ฝีประคำร้อย ชื่อโรคฝีชนิดหนึ่ง มีอาการเป็นเม็ดขึ้นผุดเรียงเป็นแถวตามลำคอ เป็นต้น

ฝีปลวก ชื่อโรคฝีชนิดหนึ่ง มีอาการเจ็บในอกถึงสันหลัง ไอแรง อาเจียนเป็นโลหิต มีหนองออกมาด้วย บริโภคอาหารไม่ได้ ทำให้ผอมซีด นอนไม่หลับ เป็นต้น

ฝีปลวด (ปรวด) ชื่อโรคฝีชนิดหนึ่งขึ้นตามตัวแต่ไม่มีหัว

ฝีปาก ในที่นี้หมายถึง ริมฝีปาก

ฝีเปื่อยพัง ชื่อโรคฝีชนิดหนึ่ง มีอาการเป็นเม็ดขึ้นตามตัว บริเวณฝีขึ้นเนื้อแดงช้ำร้อน เมื่อฝีแตกเนื้อจะเน่าเป็นหนองลามไปเรื่อยๆ

ฝีมะเร็ง ชื่อโรคฝีชนิดหนึ่ง มีอาการเป็นฝีเมื่อแตกแล้วแผลฝีจะเรื้อรัง หายยากหรือไม่หาย

ฝีมะเร็งทรวง ชื่อโรคฝีชนิดหนึ่ง อาการของโรคเริ่มจากวัณโรคทรวงอกแล้วลามกระจายไปทั่วตัว มีอาการไอ หอบ จุกเสียดแน่นในอก ลงท้องถึงมูกเลือด ซูบผอม ไม่มีแรง และปวดตามข้อ เป็นต้น

ฝีมานทรวง ชื่อโรคฝีชนิดหนึ่ง อาการเหมือนฝีมะเร็งทรวง

ฝีมีแม่ ในที่นี้หมายถึง โรคฝีชนิดหนึ่ง ขึ้นเป็นเม็ดพิษขนาดใหญ่ ๑ เม็ด กับมีเม็ดเล็กๆ ขึ้นรายไปอีกหลายเม็ด

ฝียอดคว่ำ ชื่อโรคฝีชนิดหนึ่ง มีอาการเกิดขึ้นภายในร่างกาย หัวฝีไม่ผุดออกมาภายนอก เมื่อแรกเป็นจะปวดมวนท้องน้อยลงไปถึงทวารหนัก ตะโพก เป็นไข้สะบัดร้อนสะบัดหนาว เป็นต้น

ฝีรวงผึ้ง ชื่อโรคฝีชนิดหนึ่ง มักเกิดขึ้นบริเวณฝีเย็บ ข้อพับ แล้วแตกออกมาเป็นรูหลายๆ รู อีกอาการหนึ่งคือฝีวัณโรคที่มีอาการแน่นบริเวณตับ ยอกตลอดสันหลัง มีไข้สะบัดร้อนสะบัดหนาว ปวดเมื่อยตามข้อกระดูก ตัวเหลืองปัสสาวะเหลือง บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นลมแน่นในอก เป็นต้น

ฝีหัวขาด โรคฝีชนิดหนึ่ง มีอาการเกิดฝีขึ้นภายในร่างกาย หัวฝีไม่ผุดขึ้นภายนอก ดูเพิ่มเติมที่ ฝียอดคว่ำ

ฝีหัวคว่ำ (ฝีหัวขว่ำ) ฝีชนิดที่มีหัวอยู่ข้างใน ดูที่ ฝีหัวขาด

ฝีอัคนีสัน (ฝีอัคคนีสัน) ดูที่ ฝีอัคเนสัน

ฝีอัคเนสัน ชื่อโรคฝีชนิดหนึ่ง มีอาการเป็นเม็ดฝีเกิดขึ้นริมกระดูกสันหลังและหรือบริเวณหน้าอก ทำให้ปวดระบม มีไข้เชื่อมซึม เป็นต้น

ฝีเอก เรียกฝีที่ขึ้นเพียงเม็ดเดียวหรือหลายเม็ดแต่เป็นเม็ดที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม มีพิษมากที่สุด

พ่น วิธีรกัษาโดยการอมยาไว้ในปากแล้วใช้กำลังลมส่งให้ยาในปากพุ่งออกมาเป็นฝอย กระทบตามผิวกาย

พ้นอภิปราย บอกไม่ถูก

พนักงาน ในที่นี้หมายถึง ส่วน

พนาสัณฑ์ แนวป่า ราวป่า

พยศ ถือตัวโดยแสดงอาการไม่ยอมทำตาม

พยาธิ ตัวเชื้อโรคชนิดหนึ่งรูปร่างลักษณะทั่วๆไปเหมือนหนอน เกิดขึ้นภายในร่างกายอาศัยเกาะกินอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดอาการโรคต่างๆ ขึ้นตามชนิดของพยาธิซึ่งอาศัยอยู่นั้น

พยาธิชื่อกัณณะ ดูที่ ตานโจร

พยาธิชื่อปุระธาตุบท ดูที่ ตานโจร

พยาธิชื่อพะละทะหะ ดูที่ ตานโจร

พยาธิชื่อมุสกายธาตุ ดูที่ ตานโจร

พยาธิชื่อรัชชะกะ ดูที่ ตานโจร

พยาธิชื่อสันตาธาตุ ดูที่ ตานโจร

พยาธิชื่อสุจิมุกขกาลหิระ ดูที่ ตานโจร

พยาธิชื่ออมุลธาตุ ดูที่ ตานโจร

พยาธิชื่ออวรรณณะ (อวณณะ) ดูที่ ตานโจร

พยาธิชื่ออุทราธาตุ ดูที่ ตานโจร

พรมมิ พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายผักเบี้ยชอบขึ้นตามชายเลน

พรรดึก อาการท้องผูกมาก อุจจาระในร่างกายแข็งจนเป็นก้อนกลมเหมือนขี้แพะ ขี้แมว เป็นต้น

พรรไน ชื่อโรคชนิดหนึ่ง

พรหม เทวดาในชั้นพรหมโลกตามคติพระพุทธศาสนา กำหนดว่าจำพวกมีรูป เรียกว่ารูปพรหม มี ๑๖ ชั้น จำพวกไม่มีรูป เรียกว่าอรูปพรหม มี ๔ ชั้น

พรหมกิจ ดูที่ ตานโจร ข้อ ๓

พรหมจารี หญิงที่ยังบริสุทธิ์

พรหมปโรหิต (พรหมปุโรหิต) ชื่อพรหมหมู่หนึ่งเชื่อว่าอยู่ในสวรรค์

พรหมเมศ พระพรหม

พร่องอก อาการของโรคอย่างหนึ่งทำให้ร่างกายซูบผอมจนหน้าอกดูแห้งแฟบ ยุบตัวลงเป็นร่องตรงกลาง

พระกักกุสนธ์ (พระกกุสันธพุทธเจ้า) คือ พระพุทธเจ้าองค์แรกในภัทรกัป

พระเกตุ ชื่อดาวนพเคราะห์ดวงที่ ๙ ในระบบสุริยะ

พระคัมภีร์จตุราริยสัจ คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา กล่าวถึงอริยสัจ ๔ ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

พระคัมภีร์พรหมปโรหิต (พระคัมภีร์พรหมปุโรหิต) ชื่อคัมภีร์แพทย์ว่าด้วยต้นเหตุที่มนุษย์เกิด

พระคัมภีร์มหาโชตรัต ชื่อคัมภีร์แพทย์ว่าด้วยโลหิตระดูของหญิง

พระโคดม (พระโคตมพุทธเจ้า) คือ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

พระบาฬี (พระบาลี, พระลาลี) หมายถึง พระพุทธพจน์

พระภูมิ์ (พระภูมิ) เทพหรือเทวดา มีหน้าที่รักษาพื้นที่ บริเวณและสถานที่ต่างๆ เป็นต้น บางทีเรียกว่าเทพารักษ์ ในพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์กล่าวว่า บิดาพระภูมิชื่อกายทัต มารดาชื่อสันธาธิบดีเทวี พระภูมิซึ่งมีหน้าที่รักษาในบ้านหรือบริเวณบ้านชื่อพระไชยมงคล รักษาพื้นที่ในสวนชื่อพระธรรมโหรา รักษาพื้นที่ในวัดชื่อพระไวยทัต รักษาพื้นที่ในท้องนาและโรงโคชื่อพระเยาวแผ้ว รักษาอยู่ในโรงบ่าวสาว ชื่อพระสรรพคนธรรพ์ การบูชาพระภูมิต้องออกนามพระภูมิให้ถูกจึงจะรับเครื่องสักการบูชา บวงสรวง เหล่านั้น

พระเวสสุวรรณ ท้าวกุเวรซึ่งเป็นท้าวจาตุมหาราชประจำทิศเหนือ

พระอินทราธิราช พระอินทร์

พราย ผีจำพวกหนึ่ง

พริกไทยล่อน เม็ดพริกไทยที่ลอกเยื่อเปลือกออกแล้วเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พริกไทยขาว

พริกล่อน พริกไทยผลอ่อน หรือพริกไทยขาว

พรึง อาการของโรคชนิดหนึ่ง พิษของโรคทำให้มีไข้แล้วเกิดเป็นเม็ดผื่นขึ้นทันทีทันใดเต็มทั้งตัว

พรึงขึ้น เกิดเป็นเม็ดผื่นขึ้นทันที ทันใดเต็มทั้งตัว

พรุนขึ้นเปนทรายซัด อาการของโรคซางชนิดหนึ่ง มีเม็ดพิษผุดขึ้นภายนอก (ตามผิวกาย) เป็นเม็ดเล็กๆ ยอดแหลมเหมือนเม็ดทรายเต็มไปทั้งตัว

พฤกษเทวดา เทวดาที่สิงอยู่ที่ต้นไม้

พลธาตุ กำลังแห่งธาตุในร่างกาย

พลพาหะ ชื่อตัวพยาธิที่ทำให้เกิดเป็นโรคตานชนิดหนึ่ง เป็นโรคแทรกขณะที่เป็นโรคซางแดงอยู่แล้ว หรือเกิดขึ้นเนื่องจากเป็นโรคซางแดง

พลวก ทะลักหรือหลุดออก

พลันแหลก ในที่นี้หมายถึง ละเอียดโดยเร็ว

พลี แบ่งเอามา

พลี ในที่นี้หมายถึงการบวงสรวงเชิญยาเอามาใช้ หรือ ขอแบ่งเครื่องยามาใช้โดยทำพิธีบวงสรวง เช่น เมื่อจะเก็บต้นยามาใช้ทุกครั้งต้องพลีก่อน ถ้าไม่มีเครื่องบวงสรวงก็ใช้วิธีง่ายๆ โดยการนั่งคุกเข่าประนมมือหันหน้าเข้าหาต้นยานั้น แล้วกล่าวคำ “พ่อหมอจ๋า ขอแบ่งยาไปรักษาคนไข้ ขอให้คนไข้หายจากโรคร้ายประดุจดังปลิดทิ้งด้วยเถิด”

พลุกพลัก อาการเคลื่อนไหวอย่างลำบาก ในการลุกขึ้นและนั่งลง

พลูแก พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง เป็นไม้เถา

พอก (ยาพอก) เรียกประเภทยาที่ปรุงแล้วใช้พอก หรือปิดไว้ที่ภายนอกผิวกาย ในที่นี้ใช้พอกบริเวณท้องน้อย เพื่อให้ยาซึมเข้าไปในผิวกายทำให้ทารกเคลื่อนออกจากครรภ์โดยง่าย

พะละพะหะ ดูที่ ตานโจร

พะละวะ (พะละวา) ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๗

พั้งผืด (พังผืด) เยื่อเหนียวที่ยึดกล้ามเนื่อให้ติดกัน

พังผืดพิการ ความผิดปกติของพังผืดในร่างกาย มีอาการทำให้อกแห้ง กระหายน้ำ จุกเสียดและอาเจียน เป็นต้น

พัทธะปิตตะ น้ำดียังอยู่ในถุงหรือในฝัก

พันงูแดง ชื่อพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง

พัลไน ดูที่ พรรไน

พาง (พ่าง) เพียง เหมือนกับ

พาด เจือ ผสม

พาดด้วยสุรา การใช้สำลีหรือขนไก่ ชุบน้ำสุราทาหรือพาดผ่านไปตามผิวหนังที่มีอาการของโรคพิษร้อนต่างๆ เช่น น้ำร้อนลวก เป็นต้น

พาดยอดไม้ ดูที่ ปริศนาสมุนไพร

พาธา เบียดเบียน

พายัพ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

พาหิระโรคา โรคภายนอก

พิกัด (พิกัต) จำนวนที่ได้กำหนดไว้

พิกัดตัวยา คือการกำหนดเครื่องยาหลายอย่างเรียกชื่อรวมกันไว้ โดยเครื่องยาแต่ละสิ่งต้องใช้น้ำหนักเท่ากันและมีรสอย่างเดียวกัน โดยเรียกชื่ออย่างเดียวกันหรือรวมเรียกเป็นชื่อเดียว ซึ่งมีทั้งเรียกเป็นคำตรงและคำศัพท์ แบ่งได้เป็น ๒ กลุ่มคือ (๑)กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด หมายถึงเครื่องยาต่างชนิดกันมีจำนวนตั้งแต่ ๒ สิ่งขึ้นไป รวมเรียกชื่อเป็นพิกัดเดียวกัน จัดเป็นหมวดต่างๆ ดังนี้ หมวดสิ่งของ ๒ สิ่ง หมวดสิ่งของ ๔ สิ่ง หมวดสิ่งของ ๕ สิ่ง หมวดสิ่งของ ๗ สิ่ง หมวดสิ่งของ ๙ สิ่ง หมวดสิ่งของ ๑๐ สิ่ง (๒)กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด หมายถึงเครื่องยาต่างชนิดที่มีชื่อเดียวกันรวมเรียกชื่อตามพิกัด เครื่องยาเหล่านั้น ได้แก่ โลหะทั้ง ๕ เหล็กทั้ง ๕ ฯลฯ

พิกัดธาตุ (พิกัตธาตุ) ส่วนของธาตุทั้ง ๔ อันมีอยู่ในร่างกายคือ (๑)เตโชธาตุหรือธาตุไฟ มีพิกัดหรือจำนวนที่ได้กำหนดไว้ มี ๔ อย่าง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ เตโช (๒)วาโยธาตุหรือธาตุลม มีพิกัดหรือจำนวนที่ได้กำหนดไว้ ๖ อย่าง ดูรายละเอียดเพิ่มเตมที่ วาโย (๓)อาโปธาตุหรือธาตุน้ำ มีพิกัดหรือจำนวนที่ได้กำหนดไว้ ๑๒ อย่าง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ อาโป (๔)ปถวีธาตุหรือธาตุดิน มีพิกัดหรือจำนวนที่ได้กำหนดไว้ ๒๐ อย่าง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ปถวี

พิกัดยา (พิกัตยา) ส่วนเครื่องยาแต่ละสิ่งที่กำหนดจำนวนไว้มี ๓ ชนิดคือ จุลพิกัด (จุลพิกัดยา) พิกัดตัวยา และ มหาพิกัด (มหาพิกัดยา) เครื่องยาแต่ละอย่างในพิกัดเดียวกันต้องมีน้ำหนักเสมอภาคหรือเท่ากัน มีรสอย่างเดียวกัน คือรสไม่ตีกันหรือต้านกัน

พิกัดยา จุลพิกัด คือเครื่องยาอย่างน้อยหรืออย่างเดียวกัน แต่แตกต่างกันเฉพาะรูปร่างหรือขนาด สี และถิ่นกำเนิด โบราณกำหนดไว้เป็นคู่ๆ ดังนี้ (๑)จุลพิกัดประเภทต่างขนาดหรือประเภทของพืช เช่น กระพังโหมทั้ง ๒ หมายถึงกระพังโหมน้อยและกระพังโหมใหญ่ โมกทั้ง ๒ หมายถึงโมกเล็กและโมกใหญ่ มะแว้งทั้ง ๒ หมายถึงมะแว้งต้นและมะแว้งเครือ ฯลฯ (๒)จุลพิกัดประเภทต่างสี เช่น กะเพราทั้ง ๒ หมายถึงกะเพราขาวและกะเพราแดง แคทั้ง ๒ หมายถึงแคขาวและแคแดง อังกาบทั้ง ๒ หมายถึงอังกาบขาวและอังกาบเหลือง ฯลฯ (๓)จุลพิกัดประเภทต่างถิ่นกำเนิด คือของไทยและของเทศ พืชบกและพืชน้ำ หรือมีปลูกตามบ้านและในป่า เช่น ชะเอมทั้ง ๒ หมายถึงชะเอมเทศและชะเอมไทย กุ่มทั้ง ๒ หมายถึงกุ่มบกและกุ่มน้ำ ยอทั้ง ๒ หมายถึงยอบ้านและยอป่า ฯลฯ

พิกัดยา มหาพิกัด คือการกำหนดจำนวนเครื่องยาหลายสิ่งหลายอย่างรวมกันเข้าเป็นหมวดหมู่ รวมเรียกเป็นชื่อเดียว เหมือนกับพิกัดยา จะแตกต่างกันเฉพาะน้ำหนักของเครื่องยาในมหาพิกัดนั้นไม่เท่ากัน ที่กำหนดเช่นนี้เพราะเครื่องยาในมหาพิกัดใช้แก้ในกองธาตุ ตามฤดูกาล ตามอายุ และสมุฏฐานของโรค ฉะนั้นขนาดของเครื่องยาจึงมากน้อยไม่เท่ากันตามความเห็นของแพทย์ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ (๑)มหาพิกัดตรีผลา (๒)มหาพิกัดตรีกฏุก (๓)มหาพิกัดตรีสาร

พิกัดสมุนไพร การกำหนดให้ใช้ส่วนต่างๆ ของพืชสมุนไพรเรียกชื่อรวมกัน โดยทั่วไปมักใช้ "ทั้ง ๕" เช่น ยอทั้ง ๕ หมายถึงรากยอ เปลือกหรือต้นยอ ใบยอ ดอกยอ และผลยอ ทั้งนี้ทุกส่วนต้องไม่มีรสต้านกัน และหากหาส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ก็ให้ถือว่าใช้ส่วนอื่นๆ แทนได้

พิกัดส่วนเครื่องยา การกำหนดจำนวนเครื่องยา เพื่อใช้ในการปรุงยาตามขนาด ปริมาณ และน้ำหนักของตัวยา มี ๓ ฐานคือ บาท สลึง เฟื้อง ซึ่งนำมาประสมใช้ได้หลายวิธี เช่น สับเป็นท่อนใช้ต้ม ตำเป็นผงใช้ละลาย แช่น้ำหรือสุราใช้ดอง เป็นต้น การปรุงยาโดยทั่วไปถ้าจะทำยาต้ม ควรต้องให้เต็มส่วน ๑ บาท ถ้าจะทำยาผงใช้ส่วน ๑ สลึง ถ้าจะทำยาแทรกใช้ส่วน ๑ เฟื้อง ถ้าจะลดขนาดลงให้กระทำด้วยวิธีลดลงกึ่งส่วนแทรก เป็นต้น

พิการ (วิการ) ความผิดปกติ เพราะเกิดโรคขึ้นในร่างกาย อันเป็นที่แรกเกิดจากสมุฏฐานใดสมุฏฐานหนึ่ง เช่น เมื่อร่างกายผิดปกติไปส่วนใดส่วนหนึ่ง เรียกว่า พิการ โดยบอกสมุฏฐาน หรือที่แรกเกิดของโรคว่า พิการบอกสมุฏฐาน

พินาศ แตก ทำลาย

พิมพการัง หอยทะเลกาบคู่ชนิดหนึ่ง

พิมันชา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๐

พิมันธา ดูที่ พิมันชา

พิริย ความเพียร

พิรุธ ไม่เป็นปกติ ในที่นี้หมายถึง ลักษณะอาการไม่เรียบร้อย

พิศดาร (พิสดาร) กว้างขวาง สมบูรณ์ หรือหมายถึงละเอียดถี่ถ้วน

พิศนาด (พิษนาศน์) ชื่อสมุนไพรชนิดหนึ่ง

พิศม์ (พิษ) อาการผิดปกติในร่างกาย เกิดขึ้นจากโรคต่างๆ ทำให้เกิดโทษขึ้น

พิเศษ (วิเศษ) คือ ยอดเยี่ยม

พี อ้วน

พืชน์แผ่นดิน กฎธรรมชาติของโลก

พืชน์ยา พืชยาหรือพืชสมุนไพรคือพืชที่มีคุณสมบัตินำไปปรุงยาให้เกิดฤทธิ์มีสรรพคุณแก้โรคต่างๆ ที่นิยมเรียกว่ามีสรรพคุณทางยา

พุง ท้อง ช่องท้อง

พุงพิการ อาการของโรคภายในท้อง มีอาการจุก เสียด ปวดมวน มีลมแดกขึ้นลง ทำให้แน่น อาเจียน ลงท้อง ท้องขึ้น บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น

พุงโร อาการของโรคภายในท้องชนิดหนึ่ง มีอาการท้องโตผิดปกติ

พุฒ วันพุธ

พูด (ภูต) ผีชนิดหนึ่ง ในความว่า “กิริยาเหมือนหนึ่งผี พูดแลพรายประจำใจ”

พูดด้วยผี (พูดกับผี) หมายถึง เพ้อ

เพดาลุ (เพดาน) อวัยวะส่วนที่อยู่ในอุ้งปากเบื้องบน

เพรง เก่า ก่อน

เพรียก เสียงร้อง เสียงร้องมากๆ

เพรียงหู ส่วนของร่างกายที่นูนอยู่หลังใบหู

เพลง ชนิด อย่าง

เพศ ชนิด อาการของโรค

เพศต่างๆ เป็นไปต่างๆ หรือปรวนแปรไปต่าง

เพสลาด ไม่อ่อน ไม่แก่

เพ้อ อาการของโรคชนิดหนึ่ง พิษของโรคทำให้พูดโดยไม่มีสติ

เพ้อพก พูดด้วยไม่มีสติ

เพื่อ เกิดขึ้นเพราะ เป็นไปเพราะ เช่น ไข้เพื่อดี หมายถึงพิษไข้เกิดขึ้นเพราะดีหรือถุงน้ำดีผิดปกติหรือพิการ เป็นต้น

แพนก ประเภท

ฟก อาการบวมช้ำ เนื้อนูนขึ้นด้วยอักเสบ

ฟองแดงไก่ ไข่แดงของไข่ไก่ ๑ ฟอง

ฟองเปด ไข่เป็ด

ฟองสมุทร (ฟองสมุทรา) ชื่อโรคประดงน้ำ ดูเพิ่มเติมที่ ประดงน้ำ

ฟาน สัตว์ประเภทหนึ่ง อีเก้ง ก็เรียก

เฟ็ด (เฟด) อาการของโรคอย่างหนึ่ง ทำให้ส่วนของร่างกายหด สั้น เริดขึ้น แฟบลง เช่น ปากชักเฟ็ดขึ้น หมายถึงริมฝีปากเริดขึ้น เป็นต้น

ไฟแกลบสุมสุกสิ้น หมกไฟ (ที่สุมแกลบเป็นเชื้อไฟ) จนกระทั่งสุก

ไฟประไลยกัลป์ ไฟล้างโลกเมื่อสิ้นกัป

ไฟลามทุ่ง ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการเป็นเม็ดผุดขึ้นภายนอกเป็นแผ่นผื่นแดง มีไข้ตัวร้อน บางทีสะท้านร้อนสะท้านหนาว ปวดศีรษะ เชื่อมมัว เป็นต้น

ภพสงสาร โลก

ภะยะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๑

ภายนอก อวัยวะส่วนที่อยู่นอกร่างกาย คือผิวกาย

ภายใน ในที่นี้หมายถึง อวัยวะภายในร่างกาย

ภินทนา แตกทำลาย

ภินทะโก (ภินท) แตก ทำลาย

ภินนะ แตกแล้ว ทำลายแล้ว

ภิยโย (ภิญโญ) หมายถึง มากยิ่ง ยิ่งขึ้น มากขึ้น

ภิสัก หมอ แพทย์

ภุญชา (ภุญช) กิน

ภุญชี (ภุญช) หมายถึง กินอาหาร

ภุญโช อาหารการกิน กิน

ภูต ผี

ภูล (พูน) คือ เพิ่ม

เภท ในที่นี้หมายถึง ความเป็นไปของโรค ลักษณะอาการของโรค ชนิดของโรค

เภทตัด ในที่นี้หมายถึง ชนิดของโรคที่รุนแรงมากจนรักษาไม่ได้ ถึงตายอย่างเดียว

มงคร่อ (มองคร่อ) อาการของโรคเกิดจากการมีเสมหะแห้งติดอยู่ในลำคอหลอดลมและปอด ทำให้หายใจลำบาก หลอดลมโป่งพอง มีอาการไอมาก เสียงไอลึกมีกังวาน เป็นต้น

มนต์ ข้อความหรือคำอันศักดิ์สิทธิ์

มนุษย์รูป ลักษณะอย่างหนึ่งของกุมารตั้งแต่แรกเกิดจากครรภ์มารดา (ดูเพิ่มเติมที่คำ ลักษณะกุมาร)

มโนศิลา (มะโนศิลา) สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากแร่ธาตุ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าหรดาลแดงหรือกำมะถันแดง สรรพคุณแก้น้ำเหลืองเสีย ประดงผื่นคัน และแก้ลมในข้อในกระดูก รสปร่า

มรณไภย (มรณภัย) คือ ตาย

มเรงทูม ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นภายนอกกาย มีเม็ดผุดขึ้นที่หลัง สัณฐานยอดเขียวคล้ายสีคราม ลักษณะเหมือนเป็นรอยฟกบวมตามตัว พิษของโรคทำให้เป็นไข้

มฤควัญฌ์ ในที่นี้น่าจะหมายถึงกวางป่าที่ปราดเปรียว ในความว่า “โรคดังมฤควัญฌ์จะลี้ลับหลบไปเอง”

มลทิน ในที่นี้หมายถึง พิษ โทษ

มวก เมือก

มวกในลำไส้ อาการของโรคชนิดหนึ่ง ภายในลำไส้มีเมือกหรือเสมหะทำให้เกิดพิษขึ้น

มวงคร่อ (มองคร่อ) อาการของโรคเกิดจากการมีเสมหะแห้งติดอยู่ในลำคอหลอดลมและปอด ทำให้หายใจลำบาก หลอดลมโป่งพอง มีอาการไอมาก เสียงไอลึกมีกังวาน เป็นต้น

มวน ปวดป่วนอยู่ในท้อง

มหันต ใหญ่ มาก

มหัศรูป (มะหัศรูป) ลักษณะอย่างหนึ่งของกุมารตั้งแต่แรกเกิดจากครรภ์มารดา (ดูเพิ่มเติมที่คำ ลักษณะกุมาร)

มหากาฬทั้ง ๕ พิกัดยา ๒.กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด มหากาฬทั้ง ๕ คือ หัวถั่วพู หัวกระเช้าผีมด หัวร้อยรู มหากาฬนกยูง และมหากาฬใหญ่

มหาทะนันตะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๔

มหานิล ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นภายนอก มีอาการเม็ดผุดขึ้นตามร่างกาย เป็นเม็ดพิษสีดำ

มหาพะละวะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๗

มหาพิกัด (มหาพิกัต) คือการกำหนดจำนวนเครื่องยาหลายสิ่งหลายอย่างรวมกันเข้าเป็นหมวดหมู่ รวมเรียกเป็นชื่อเดียว เหมือนกับพิกัดยา จะแตกต่างกันเฉพาะน้ำหนักของเครื่องยาในมหาพิกัดนั้นไม่เท่ากัน ที่กำหนดเช่นนี้เพราะเครื่องยาในมหาพิกัดใช้แก้ในกองธาตุ ตามฤดูกาล ตามอายุ และสมุฏฐานของโรค ฉะนั้นขนาดของเครื่องยาจึงมากน้อยไม่เท่ากันตามความเห็นของแพทย์ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ (๑)มหาพิกัดตรีผลา (๒)มหาพิกัดตรีกฏุก (๓)มหาพิกัดตรีสารพิกัดยา

มหาพิกัดตรีกฏุก แก้ในกองปิตตะ (ดี น้ำดี) ช่วงฤดูร้อน ใช้ เหง้าขิงแห้ง ๑๒ ส่วน เม็ดพริกไทย ๘ ส่วน ดอกดีปลี ๔ ส่วน แก้ในกองวาตะ (ลม) ช่วงฤดูฝน ใช้ เม็ดพริกไทย ๑๒ ส่วน ดอกดีปลี ๘ ส่วน เหง้าขิงแห้ง ๔ ส่วน แก้ในกองเสมหะ ช่วงฤดูหนาว ใช้ ดอกดีปลี ๑๒ ส่วน เหง้าขิงแห้ง ๘ ส่วน เม็ดพริกไทย ๔ ส่วน

มหาพิกัดตรีผลา แก้ในกองปัตตะ (ดี น้ำดี) ช่วงฤดูร้อน ใช้ ผลสมอพิเภก ๑๒ ส่วน ผลสมอไทย ๘ ส่วน ผลมะขามป้อม ๔ ส่วน แก้ในกองวาตะ (ลม) ช่วงฤดูฝน ใช้ ผลสมอไทย ๑๒ ส่วน ผลมะขามป้อม ๘ ส่วน ผลสมอพิเภก ๔ ส่วน แก้ในกองเสมหะ ช่วงฤดูหนาว ใช้ ผลมะขามป้อม ๑๒ ส่วน ผลสมอภิเภก ๘ ส่วน ผลสมอไทย ๔ ส่วน

มหาพิกัดตรีสาร แก้ในกองปิตตะ (ดี น้ำดี) ช่วงฤดูร้อน ใช้ รากเจตมูลเพลิง ๑๒ ส่วน เถาสะค้าน ๘ ส่วน รากช้าพลู ๔ ส่วน แก้ในกองวาตะ (ลม) ช่วงฤดูฝน ใช้ เถาสะค้าน ๑๒ ส่วน รากช้าพลู ๘ ส่วน รากเจตมูลเพลิง ๔ ส่วน แก้ในกองเสมหะ ช่วงฤดูหนาว ใช้ รากช้าพลู ๑๒ ส่วน รากเจตมูลเพลิง ๘ ส่วน เถาสะค้าน ๔ ส่วน

มหาภูตะรูป ส่วนของธาตุสมุฏฐานหรือพิกัตสมุฏฐานทั้ง ๔ ในร่างกาย ได้แก่ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุน้ำ และธาตุดิน

มหามุนะชา (มหานุนะชา) ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๒

มหาเมฆ ชื่อโรคชนิดหนี่ง เกิดขึ้นภายนอก มีอาการเป็นเม็ดสีคล้ำดำผุดขึ้นตามร่างกาย

มหารัมมหา (มหารัมมะหา) ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๒๒

มหาโลหะมุขะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๒

มหาโลหิตะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๔

มหาวะระนะตา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๔

มหาสดมภ์ ชื่อโรคลมซึ่งอาจทำให้ขากรรไกรแข็ง

มหาสันนิบาต ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการตัวร้อนจัด กระวนกระวาย เจ็บเนื้อเจ็บตัว เชื่อมมึน ไม่สมประดี บางทีเย็นสะท้านไปทั้งกาย อาการเจ็บเร้าไปทั่วสรรพางค์กาย บริโภคอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ ลิ้นกระด้าง คางแข็ง อาการของโรคหนักมากถึงตรีโทษ

มหาสิเนหะชา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๕

มหาสิบปา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๔

มหาสิวะระ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๖

มหาอัคคะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๓

มองคร่อ อาการของโรคเกิดจากการมีเสมหะแห้งติดอยู่ในลำคอ หลอดลมและปอด ทำให้หายใจลำบาก หลอดลมโป่งพอง มีอาการไอมาก เสียงไอลึก มีกังวาน เป็นต้น

มอดไปด้วย ปริศนาสมุนไพร ปริศนาหนึ่งเขียนไว้ว่า "หาบไม่หนัก ตักไม่เต็ม เค็มตลอดยอด มอดไปด้วย ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา) หงายกลางนา หญ้าหัวใต้ หมึกสาย กินพุงทลาย จับไม่อยู่" คำตอบปริศนา : หาบไม่หนักคือต้นกระเบา ตักไม่เต็มคือต้นหางไหล เค็มตลอดยอดคือต้นมะเกลือ มอดไปด้วยคือต้นเลี่ยน ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา)คือหญ้าใต้ใบ หงายกลางนาคือผักคราดหัวแหวน หญ้าหัวใต้คือสมุนไพรทั่วๆไป หมึกสายคือสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง กินพุงทลายคือสลอด จับไม่อยู่คือปรอท

มะขามขบ เครื่องยาสมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากเม็ดมะขามแช่น้ำทิ้งไว้หลายวันจนเปลือกล่อนออกมา เปลือกล่อนนั้นใช้เป็นยาเรียกว่า มะขามขบ สรรพคุณเป็นยาสมาน ปิดธาตุ คุมธาตุ แก้โรคลงท้อง บิด และแก้ไข้ มีรสฝาด

มะเขือฝรั่ง มะเขือเทศ

มะธุระ (มธุระ) อ้อยแดง

มะนะสิการ (มนสิการ) คือ การกำหนดไว้ในใจ

มะโนทวาร (มโนทวาร) คือ ทางใจ

มะผู้ พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง คือ ต้นหมากผู้

มะพร้าวนาฬิเก ชื่อมะพร้าวสายพันธุ์หนึ่ง ผลเล็ก มีสีเหลืองหรือส้ม น้ำหอมหวาน สรรพคุณบำรุงครรภ์ แก้อ่อนเพลีย

มะพร้าวไฟ ชื่อมะพร้าวสายพันธุ์หนึ่ง ผลเป็นสีแดงหรือแดงอมเหลือง ใช้น้ำมันของผลมะพร้าวแก้โรคกระษัย เป็นต้น

มะเมอ (ละเมอ) พูดในเวลาหลับแสดงอาการต่างๆโดยไม่รู้สึกตัว

มะเมีย พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง คือ ต้นหมากเมีย

มะเร็งคุดทะราด ดูที่ คุดทะราด

มะเร็งตะมอย ดูที่ ไข้มะเร็งตะมอย

มะเร็งทูม ดูที่ มะเร็งปากทูม

มะเร็งปากทูม ดูที่ ไข้มะเร็งปากทูม

มะเร็งเปลวไฟ ดูที่ ไข้มะเร็งเปลงไฟ

มะแว้งทั้ง ๒ พืชสมุนไพร ๒ ชนิด คือ มะแว้งต้น และมะแว้งเครือ

มะหัศรูป รูปลักษณะของกุมารมีกระหม่อมใหญ่ ไส้พอง อัณทะยาน เมื่อยังอยู่ในเรือนไฟแล้วจึงเป็นดังนี้ มีอาการท้องขึ้น ร้องไห้จนเสียงแหบแห้งดั่งเสียงแมวให้อาเจียนออกทางจมูกปาก เป็นต้น

มักกะฏา ดูที่ ป่วงลิง ชื่อโรคป่วงชนิดหนึ่ง มีอาการเป็นลมหาวเรอ แน่นในอกจุกเสียดลงท้อง อาเจียน ปากเขียว กริยาอาการคล้ายลิง มักยิงฟัน งอตัว มักกอดเข่า เป็นต้น

มักดูสูง อาการของโรคอย่างหนึ่ง ทำให้นัยน์ตามองดูเบื้องบนเสมอๆ

มังสะ เนื้อ

มัจฉะมังษา ปลาและเนื้อ

มัชฌิชเทหะ ร่างปานกลาง หมายถึง คนรูปร่างกำลังดีไม่อ้วนหรือผอม

มัชฌิม วัยกลางคน

มัญชุ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๗

มันข้นพิการ อาการโรคชนิดหนึ่งเกิดจากความผิดปกติของมันข้นในร่างกาย มีอาการเหมือนโลหิตเสีย เป็นเม็ดผุดออกตามผิวหนังคล้ายผด บางทีแตกเป็นน้ำเหลือง ทำให้ปวดแสบปวดร้อนมาก

มันนะเปละ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๙

มันเหลวพิการ อาการโรคชนิดหนึ่งเกิดจากความผิดปกติของมันเหลวในร่างกาย มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ลงท้อง อาเจียน คล้ายโรคป่วงลม เป็นต้น

มาณะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๖

มาตุคัพโภทร ครรภ์มารดา

มาตุคาม หญิง

มานกระษัย ดูที่ กระษัยลิ้นกระบือ

มานทลุน (มานทะลุน) ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดแก่เด็กทารก ดูเพิ่มเติมที่ มานน้ำ ข้อ ๓

มานน้ำ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการท้องบวมพอง ลักษณะต่างๆ กันตามสมุฏฐาน หรือที่เกิดของโรค มี ๔ ชนิดคือ (๑)มานน้ำเกิดในลำไส้น้อย สำไส้ใหญ่ มีอาการแน่นในท้อง ลำไส้พอง บริโภคอาหารไม่ได้ มีลมและน้ำเหลืองขังอยู่ในท้อง ทำให้ท้องใหญ่ขึ้น เหนื่อยและหอบ เป็นต้น (๒)มานน้ำเกิดจากลำไส้ มีแผลซึมออกมาขังอยู่ในช่องท้อง ทำให้มีอาการอุจจาระพิการ ท้องผูก มีลมเสียดแทงในท้อง ท้องใหญ่พองขึ้น แต่ร่างกายผอมซูบ เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ เป็นต้น (๓)มานน้ำเกิดจากน้ำเหลือง ซึมซ่านไปตามเนื้อและขุมขน ทำให้มีอาการบวมขึ้นทั้งตัว อึดอัดกระสับกระส่าย จะนั่งก็ไม่ได้นอนราบก็ไม่ได้ อาการที่บวมนั้นทำให้ผิวกายใสเป็นมันเลื่อมเหมือนศพอันขึ้นอืด ลักษณะเช่นนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มานทลุน (๔)มานน้ำเกิดจากไตพิการ ทำให้น้ำเหลืองซ่านไปทั้งตัว แล้วขังอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ อุจจาระ ทำให้ขัดปัสสาวะ ท้องผูก ท้องบวมขึ้นและถ่วงลง นานวันทำให้มีน้ำเหลืองซึมออกตามผิวกาย รู้สึกสะบัดร้อนสะบัดหนาว เสียวไปทั่วกาย บริโภคอาหารไม่ได้ ไอ และซูบผอม เป็นต้น

มานลม ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการท้องบวมพอง เหตุเพราะมีลมคั่งค้างอยู่ในช่องท้อง ลักษณะของโรคมี ๔ ชนิดคือ (๑)มานลมเกิดจากลมเบื้องบน (อโธคมาวาต) ขังอยู่ในช่องท้อง ไม่เคลื่อนไหวไปตามปกติ ทำให้แน่นในท้อง ท้องขึ้น พะอืดพะอม บริโภคอาหารไม่ได้ ผายลมไม่ได้ท้องใหญ่พองขึ้น เป็นต้น (๒)มานลมเกิดจากลมเบื้องล่าง (อุทธังคมาวาต) เกิดจากลมคั่งอยู่ในท้อง ไม่เคลื่อนไหว พัดไปตามปกติ ทำให้มีอาการแน่นหน้าอก บริโภคอาหารไม่ได้ เรอไม่สะดวก ผายลมไม่ออก ท้องผูก ทำให้ท้องแน่นอึดอัดแข็งเป็นดาน และโตใหญ่ขึ้นจนผิดปกติ เป็นต้น (๓)มานลมเกิดจากลมในช่องท้อง (กุจฉิสยาวาต) ระคนกับลมเบื้องล่าง กำเริบขึ้น พัดลงสู่ส้วงทวารแต่ทวารไม่เปิด ทำให้อุจจาระไม่สะดวก มีอาการแน่นเฟ้อ ท้องใหญ่พองขึ้น หายใจไม่สะดวก เหนื่อย บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น (๔)มานลมเกิดจากลมนอกท้อง (โกฏฐาสยาวาต) เป็นลมที่พัดอยู่ในลำไส้น้อย ลำไส้ใหญ่ เมื่อเป็นโทษขึ้นจะระคนกับลมในท้อง ทำให้ลมกำเริบขึ้น พัดหากำหนดไม่ได้ มีอาการลำไส้พองใหญ่ขึ้น ดันให้ท้องใหญ่ออกตามกำลังลมนั้น จึงมักรู้สึกพะอืดพะอม แน่นอึดอัด อุจจาระไม่ได้ ผายลมไม่ได้ จุกแน่นอยู่เช่นนั้น ถึงมีไข้สะบัดร้อนสะบัดหนาวด้วยพิษลมนั้น เป็นต้น

มานโลหิต ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการท้องบวมพองเพราะโทษของโลหิต อาการของโรคมีลักษณะต่างๆ กันตามสมุฏฐานโลหิต ๔ ชนิดคือ (๑)มานโลหิตเกิดจากเลือดระดูร้างหรือระดูขัด ไม่มาตามปกติ ทำให้เกิดเป็นพิษขึ้น เมื่อระคนกับธาตุลมและไฟในร่างกาย ทำให้โลหิตเป็นฟองงวดแห้งจับเป็นก้อนอยู่เหนือสะดือ ทับให้ลมในท้องพัดไม่สะดวก จึงมีอาการท้องพอง บวมขึ้น จุกในท้องและอก สะบัดร้อนสะบัดหนาว บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น (๒)มานโลหิตเกิดจากโลหิตตกค้างอยู่ในร่างกาย ทำให้เกาะตัวเป็นลิ่มอยู่ในบริเวณต่อมโลหิต นานวันเกิดเป็นพิษขึ้น ระคนกับลมในร่างกายซึ่งเป็นลมกำเริบขึ้นในท้อง ทำให้ท้องพองใหญ่ขึ้น แต่ร่างกายกลับซูบผอม มีอาการไอ อาเจียน ร้อนหนาวสลับไปมา กับมือบวมเท้าบวม ท้องขึ้น แน่นเฟ้อ เป็นต้น (๓)มานโลหิตเกิดจากโลหิตเน่าเสีย เป็นโลหิตระดูพิการ โลหิตคลอดบุตรที่ตกค้างอยู่จนเน่าเสีย ทำให้มีอาการผิดปกติขึ้น ท้องอืด อาเจียน เหงื่อแตก น้ำลายมีรสขม หน้ามืดเป็นลม ฟกบวมขึ้นตามตะโพก หัวเข่า ปลีน่อง สะดือ และบวมขึ้นทั่วกาย ทำให้แน่นในอก ท้องตึงและใหญ่ขึ้น หายใจเหนี่อย นอนไม่หลับ บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น (๔)มานโลหิตเกิดจากโลหิตจาง หรือที่เรียกว่าน้ำคาวปลาระคนกับโลหิต มีอาการเบื้องแรกเมื่อยมือเท้าและสันหลัง วิงเวียนศีรษะ ตามัว จุกเสียดแน่นหน้าอก ท้องขึ้นถึงบวมพอง ทำให้ใหญ่ขึ้นจนผิดปกติ บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น

มานหิน ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการท้องบวมโตใหญ่และแข็งเป็นก้อนอยู่ภายใน มีลักษณะต่างกัน ๔ ชนิดคือ (๑)มานหินเกิดจากลมเบื้องบน (อโธคมาวาต) พัดแรงมากเกินกำหนด ทำให้ทางเดินปัสสาวะผิดปกติถึงขัดเบาช้ำเลือดช้ำหนอง ลมนั้นดันแน่นขึ้นยอดอก ทำให้แน่นหน้าอก หนักหน้าท้อง ท้องนั้นใหญ่พองขึ้น หายใจไม่สะดวก เป็นต้น (๒)มานหินเกิดจากลมเบื้องล่าง ที่พัดนั้นมีกำลังแรงมาก ทำให้เส้นเอ็นในร่างกาย เช่น เส้นอันฑพฤกษ์และสันทะคาดกำเริบขึ้น มีอาการแข็งดุจแท่งเหล็ก แน่นตามชายโครง ท้องใหญ่ขึ้น เป็นต้น (๓)มานหินเกิดจากลมในช่องท้อง ระคนด้วยมุตฆาต อันฑพาต กำเริบพัดแรงกล้าขึ้นในท้อง ไม่พัดลงส้วงทวาร ทำให้เส้นเอ็นพองขึ้นและตึงแข็งแน่นอยู่ตามชายโครงด้านขวา ทำให้แน่นท้องใหญ่ขึ้น เป็นต้น (๔)มานหินเกิดจากลมนอกท้อง (โกฏฐาสยาวาต) พัดอยู่ในลำไส้แรงกล้ามาก ทำให้ลำไส้พอง ตึงที่หัวหน่าวเป็นก้อนแข็งขึ้นที่ท้องน้อย ยอกสันหลัง ตะโพก เป็นต้น

ม้ามพิการ อาการของโรคอย่างหนึ่ง เกิดจากม้ามมีความผิดปกติ เช่น เป็นไข้เรื้อรัง ทำให้ม้ามหย่อน ม้ามแลบ เป็นต้น

ม้ามย้อย อาการของโรคอย่างหนึ่ง เกิดจากม้ามอักเสบ เพราะพิษไข้ทำให้ม้ามบวม ย้อยลงมาเสมอชายโครง ถ้าเป็นมากจะออกมานอกชายโครง ทำให้ผอมเหลือง ซูบซีด เบื่ออาหาร เป็นต้น

ม้ามหย่อน ดูที่ ม้ามพิการ

มาร (มาน) เป็นกลุ่มโรค ที่มักมีอาการท้องบวมโต

มารกระษัย ดูที่ กระษัยลิ้นกระบือ

มารกระไษย (มานกระษัย) อาการของโรคกระษัยชนิดหนึ่ง

มารกระไษยลม โรคกระษัยชนิดหนึ่ง

มารทลุน ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดแก่เด็กทารก

มาศเหลือง สมุนไพรชนิดหนึ่ง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กำมะถันเหลือง

มิกขละ (มิกขะละ) ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๗

มิจฉา ความผิด

มิได้ตั้งเปนที่ตั้ง ในที่นี้หมายถึง ไม่บริโภคอาหารตามที่ร่างกายต้องการ

มิตก ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคไม่ทุเลา หรือพิษของโรคยังมีอยู่

มิตก ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคทำให้ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะไม่ออก

มิถอย พิษของโรคไม่ลดลง

มิฟัง ไม่หาย

มีคุณยิ่งมหันตโทษ ในที่นี้หมายถึง มีทั้งคุณและโทษมากทั้งสองด้าน

มีพรรณสำแดง แสดงให้ปรากฏ

มี่มัน ในที่นี้หมายถึงอาหารที่มีมันมากๆ

มีมา ในที่นี้หมายถึง เป็นโรคเขม่าตาน และซางขึ้นมา

มีเวลา ในที่นี้หมายถึง เป็นครั้งคราวหรือเป็นแล้วหายเป็นช่วงๆเป็นระยะ

มือ ในที่นี้หมายถึง ส่วนของไม้เถาที่ยื่นออกมาจากลำต้นเพื่อเกาะหรือพัน เช่นมือฟัก ได้แก่มือของเถาฟัก มือน้ำเต้า ได้แก่ มือของเถาน้ำเต้า เป็นต้น

มือตายเท้าตาย อาการที่มือเท้าไม่มีแรง เคลื่อนไหวไม่ได้

มุกขา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๙

มุขะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๗

มุตกิด (มุตรกิจฉ์, มุตรกฤจจ์, มุตร์กิจฉ์) ชื่อโรคชนิดหนึ่งเป็นกับหญิง อาการของโรคจะมีระดูขาว ลักษณะเหมือนน้ำปัสสาวะขุ่นข้นไหลออกมาแถบขอบปากทวาร มีเม็ดผุดขึ้นหรือแผลคัน เปื่อย แสบ และเหม็นคาว ทำให้มีอาการปวดเมื่อยบริเวณชายกระเบนเหน็บ เสียวมดลูก และมักจะเป็นลมหน้ามืด เวียนศีรษะ เบื่ออาหาร เป็นต้น ลักษณะของโรคมุตกิดมี ๔ ชนิดคือ (๑)น้ำปัสสาวะสีเหมือนโลหิตช้ำและเหมือนน้ำปลาเน่า (๒)น้ำปัสสาวะเป็นโลหิตจางเหมือนน้ำชานหมาก (๓)น้ำปัสสาวะเป็นน้ำหนองจางเหมือนน้ำซาวข้าว (๔)น้ำปัสสาวะเป็นเมือกคล่องๆขัดๆหยดย้อยเหมือนน้ำมูกไหลออกมา อาการของโรคมุตกิดจะเหมือนกับโรคมุตฆาต ทั้งนี้อาจเป็นเพราะแยกไม่ออกว่าน้ำที่ไหลออกมานั้นออกจากช่องคลอดหรือช่องปัสสาวะ เพราะโดยทั่วไปจะปวดหัวหน่าว เจ็บขัดตะโพก แสบในอก บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น

มุตฆาต (มุตรฆาฏ, มุตร์ฆาฎ) ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกี่ยวกับน้ำปัสสาวะผิดปกติหรือพิการ เมื่อปัสสาวะจะมีอาการเจ็บปวดมาก กระเบนเหน็บ ลักษณะของน้ำปัสสาวะที่เป็นโทษมี ๔ ประการ เหมือนกับที่อธิบายไว้ในคำ มุตกิด

มุตรกฤจฉ์ (มุตกิด) หมายถึง โรคระดูขาว ตกขาว ก็เรียก

มุตร์กิจฉ์ (มุตกิด) ชื่อโรคชนิดหนึ่งของหญิงมีอาการที่เรียกว่า โรคระดูขาว

มุทุวิเรจนะละอ่อน ถ่ายน้อย (มุทุ = อ่อน, วิเรจนะ = การถ่าย)

มุนขะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๙

มุนะขา (มุนะชา) ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๒

มุสกายธาตุ ดูที่ ตานโจร

มูตร (มูตร์) คือ ปัสสาวะ ดูที่ น้ำมูตร

มูตรโค ปัสสาวะโค

มูตร์ม้าสด น้ำปัสสาวะของม้าซึ่งเพิ่งถ่ายออกมาใหม่ๆ

มูล เบื้องต้น เค้า

มูลกาทั้ง ๒ พืชสมุนไพร ๒ ชนิด คือ มูลกาขาว และมูลกาแดง

มูลเทา อุจจาระที่ค้างอยู่ในลำไส้เด็กแรกคลอดจากครรภ์มารดา

มูลมุสิก ขี้หนู

มูลโรค เหตุที่ทำให้เกิดโรค

มูลลูกอ่อน พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง

มูลวัวข้างพ้อม สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากขี้วัวที่ตกอยู่ข้างพ้อม พ้อม คือ ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ขนาดใหญ่ สำหรับบรรจุข้าวเปลือกเช่นเดียวกับยุ้งข้าว หรือใช้แทนยุ้งข้าว

เม็ดเติบ ในที่นี้หมายถึง เม็ดพิษที่ผุดขึ้นนั้นมีขนาดใหญ่

เม็ดยอด อักเสบเป็นตุ่ม เป็นเม็ดหรือเป็นฝี

เมทะ มันข้น

เมา อาการของโรคทำให้รู้สึกคลื่นไส้อยากอาเจียน

เมาะ หมายถึง ดำ

แม่ ในที่นี้คือแม่ซาง เม็ดพิษของโรคซาง ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มเม็ดพิษเหล่านั้น

แม่ซาง ดูที่ ซาง

แม่ซื้อ มีความหมาย ๒ อย่าง คือ (๑)เทวดาหรือผีที่ประจำอยู่กับเด็กทารก ตามหลักฐานที่ปรากฏในจารึกวัดโพธิ์ระบุว่า แม่ซื้อมีอยู่ประจำวันทั้ง ๗ โดยมีที่สถิตอยู่ในเมืองบน (เมืองสวรรค์) เมืองล่าง (เมืองดินหรือพื้นโลก) และกลางหน (กลางทาง) ในคัมภีร์ปฐมจินดาร์กล่าวว่าแม่ซื้อแต่ละตนมีชื่อและที่อยู่ดังนี้ ๑.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ชื่อวิจิตรนาวรรณมีถิ่นอาศัยอยู่บนจอมปลวก ๒.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันจันทร์ชื่อวรรณานงคราญมีถิ่นอาศัยอยู่ที่บ่อน้ำ ๓.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอังคารชื่อนางยักษ์บริสุทธิ์มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ศาลเทพารักษ์ ๔.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพุธชื่อนางสามลทรรศน์มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ต้นพระศรีมหาโพธิ ๕.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพฤหัสบดีชื่อนางกาโลทุกข์มีถิ่นอาศัยอยู่ที่สระน้ำหรือบ่อน้ำใหญ่ ๖.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันศุกร์ชื่อนางยักษ์นงเยาว์มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ต้นไทรใหญ่ ๗.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันเสาร์ชื่อนางเอกาไลยมีถิ่นอาศัยอยู่ที่ศาลพระภูมิ (๒)โรคชนิดหนึ่ง เป็นแก่เด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุได้ ๑๑ เดือน เมื่ออายุได้ ๑ ขวบก็จะพ้นจากโทษของโรคแม่ซื้อ โรคที่เกิดจากแม่ซื้อมี ๔ อย่างคือ ๑.ปักษีหรือปีศาจ ๒.ลำบองราหู ๓.อัคคมุขี ๔.สะพั้น รายละเอียดของโรคดูที่ชื่อโรค

แม่ดังไร ในที่นี้หมายถึง แม่ซางเป็นเม็ดพิษขึ้นเป็นยอดเล็กๆเม็ดเรียงกันถี่ๆ

แม่ทราง (ซาง) ชื่อโรคชนิดหนึ่งเป็นกับเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๑๒ ปี พิษของโรคทำให้เป็นไข้ตัวร้อน เป็นต้น

แม่นม หญิงผู้ให้นมทารกกินแทนแม่ผู้ให้กำเนิด

แม่มด หญิงหมอผี หญิงคนทรง หญิงอาศัยผี ช่วยให้ทำสิ่งใดๆได้ผิดธรรมดา

แม่ยอด ในที่นี้หมายถึง เม็ดพิษของโรคซางที่เป็นเม็ดใหญ่ที่สุดเป็น แม่ซาง หรือแม่ยอด

ไม่กลับทำพิษ ในที่นี้หมายถึงไม่แสดงอาการของโรค

ไม่ได้เลยถ่ายเดียว ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคอยู่ในระยะรุนแรงมากรักษาไม่ได้ แม้ให้ยาแล้วอาการก็ไม่ดีขึ้น

ไม่ถอย ไม่ทุเลา

ไม้มิ่ง ต้นไม้ที่เป็นสิริมงคล

ไม้มีคุณเสมอกัน ดูที่ สมุนไพรสรรพคุณเสมอกัน

ไม่ยักยิน ไม่รู้สึก ไม่รับรู้

ไม่รู้มีเขม่า ในที่นี้หมายถึง ไม่เป็นเขม่า หรือไม่มีเขม่าขึ้นตามร่างกาย

ไม่เห็นหา มองไม่เห็น

ไม่ไหวไม่ติง ไม่เคลื่อนไหวร่างกาย

ยล ดู มอง

ยวง อาการของโรคอย่างหนึ่งทำให้ปากบวมย้อยลง

ยอก ในที่นี้หมายถึง รู้สึกเจ็บเพราะถูกเงี่ยงของปลาดุก

ยอด ฝี เม็ดเป็นพิษที่ผุดออกมาตามผิวกาย

ยอดดำเชิงแดง เม็ดพิษที่ผุดขึ้นนั้น ยอดเม็ดเป็นสีดำ ส่วนฐานเป็นสีแดง

ยอดอุระ ยอดอก

ย่อน ในที่นี้หมายถึง สะดือเคลื่อนจากจุดที่เคยอยู่ตามปกติ

ยอนคา ใส่ค้างไว้ ในที่นี้หมายถึง ใส่ค้างไว้ในรูหู

ยอบ ย่อลง

ย่อยยับแล้ว ในที่นี้หมายถึง ย่อยหมดแล้ว

ยอแสง ตะวันตกดิน

ยัก ในที่นี้หมายถึงเปลี่ยนแปลงหรือคัดเลือก

ยักกระสาย ในที่นี้หมายถึง การเปลี่ยนน้ำกระสาย แต่ยังใช้เครื่องยาขนานเดิม เพื่อให้ฤทธิ์ของยาตรงกับโรค หรือมีสรรพคุณในทางระงับโรคดับพิษของโรค ให้หายได้

ยักกัตรา คือ จาการ์ตา

ยักขินี ยักษ์ผู้หญิง หรืออมนุษย์พวกหนึ่งเล่ากันว่ามีรูปร่างใหญ่โตน่ากลัว มีเขี้ยวงอกโง้ง ชอบกินมนุษย์และสัตว์โดยมากมีฤทธิ์เหาะได้จำแลงตัวได้

ยักย้าย ในที่นี้หมายถึง เปลี่ยนตัวยาที่ใช้รักษา

ยักไย่ไฟ ดูที่ หญ้ายองไฟ

ยัง ทำให้

ยังใช้ เลือกใช้ หรือเปลี่ยนแปลงได้

ยังแต่ร่าง อาการของโรคที่ทำให้ร่างกายผอมมากจนมองดูมีแต่หนังหุ้มกระดูก ตัวซีดเหลืองไม่มีสีเลือด

ยังอ่อน ในที่นี้หมายถึง เมื่อเริ่มมีอาการโรค

ยากระทุ้ง เรียกประเภทยาที่มีสรรพคุณในการทำให้พิษของโรคที่เกิดขึ้นภายใจร่างกายออกมาที่ภายนอก หรือตามผิวกาย ดูที่ กระทุ้ง

ยากล่อม เรียกประเภทยาที่มีสรรพคุณในทางรักษาอาการโรคให้เป็นปกติดีขึ้น เช่น ยากล่อมเสมหะ หมายถึงยาที่มีคุณในทางทำให้เสมหะเป็นปกติ

ยากวาด เรียกประเภทยาที่ปรุงแล้วบดให้ละเอียด ประสมน้ำหรือน้ำกระสายยาพอให้ยาเปียก ใช้นิ้วป้ายยาแล้วล้วงกวาดที่โคนลิ้นหรือในลำคอ เป็นต้น

ยาแก้ ยาที่มีสรรพคุณในทางดับพิษโรคที่เกิดมีขึ้นในร่างกาย

ยาแก้จับ ในที่นี้หมายถึง ยาต้ม แก้จับตานโจร ยารักษาโรค ไข้ตานโจร

ยาขับ ยาที่มีสรรพคุณในทางขับไล่พิษของโรคในร่างกายให้ตก หรือให้ออกไปจากร่างกายทางทวารหนัก เป็นต้น จัดเป็นยาที่มีลักษณะเดียวกับยาถ่าย

ยาเข้าเย็น พืชสมุนไพร มี ๒ ชนิด คือ ข้าวเย็นใต้ ต้นไม้ชนิดหนึ่ง ใช้หัวทำเครื่องยา และ ข้าวเย็นเหนือ ไม้เถาชนิดหนึ่ง รากใช้ทำเครื่องยา

ยาคุม ยาที่มีสรรพคุณป้องกันการบังเกิดโรคไม่ให้รุนแรงขึ้นหรือเป็นขึ้นอีก และทำให้โรคหายหรือหมดไป

ย่างกราย (ย่านทราย) พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง

ยางมะตูม ลักษณะของเหลวที่มีความเหนียวข้น

ยาจืด ยาที่มีรสอ่อน ยาที่มีฤทธิ์หรือสรรพคุณไม่รุนแรง เครื่องยาต้มที่มีการต้มเคี่ยวจนน้ำแห้งแล้วเติมน้ำใหม่ต้มเคี่ยวต่อไปอีกหลายครั้งจนเครื่องยานั้นหมดรสยา ถ้าเป็นเครื่องยาดองก็ใช้น้ำยาที่ดองไว้แล้วจนหมด แล้วเติมสุราหรือน้ำแช่ดองไว้ต่อไปอีกหลายๆ ครั้งจนหมดฤทธิ์ยาหรือเรียกว่า ยาจืด

ยาเจริญธาตุ เรียกประเภทยาที่ใช้บำรุงให้ธาตุในร่างกายเป็นปกติดีขึ้น เช่น ยาเจริญไฟธาตุช่วยทำให้ร่างกายมีการเผาผลาญอาหารดี ทำให้ร่างกายมีความอบอุ่น เป็นต้น

ยาชอบที่ ยาที่ใช้รักษาทำให้พิษของโรคหมดไป ยาถูกกับโรคทำให้หายจากโรค

ยาชะโลม (ยาชโลม) เรียกประเภทยาที่ปรุงแล้วใช้ลูบทาภายนอกตามผิวกายให้เปียกชุ่มเพื่อลดพิษของโรคหรือดับพิษโรค

ยาชักมดลูก เรียกประเภทยาที่มีสรรพคุณ ในทางทำให้มดลูกหดตัว หรือเข้าอู่อย่างรวดเร็วภายหลังการคลอดบุตรแล้ว

ยาชำระ เรียกประเภทยาที่มีสรรพคุณล้างพิษของโรค

ยาชำระใน เรียกประเภทยาที่ใช้กินล้างพิษของโรค

ยาชำระลำไส้ ยาระบายสำหรับขับไล่พิษออกจากลำไส้ จัดเป็นยาที่มีลักษณะเดียวกับยาถ่าย

ยาชำระเสมหะ ยาแก้เสมหะให้เป็นปกติ

ยาดอง เรียกประเภทยาที่ปรุงแล้วห่อด้วยผ้าขาวบางหรือไม่ต้องห่อ แช่เครื่องยานั้นในน้ำ สุรา น้ำผึ้ง หรือน้ำยาอย่างอื่น ให้ตัวยาละลายตามกำหนดเวลาแล้วใช้ดื่มกินเป็นยารักษาโรค

ยาเดิม ในที่นี้หมายถึง ยาแก้วาโยธาตุพิการ

ยาต้ม เรียกประเภทยาที่ปรุงแล้วใส่หม้อเติมน้ำแล้วต้มเคี่ยวให้ได้ตัวยา หรือน้ำงวดลงตามส่วนที่กำหนด น้ำที่เคี่ยวแล้วใช้เป็นยาดื่มรักษาโรค

ยาถอน ยาที่มีสรรพคุณในทางดับพิษ หรือทำให้พิษของโรคที่เกิดขึ้นในร่างกายลดลงหรือหมดไป

ยาทา เรียกประเภทยาที่ใช้ทาภายนอกตามผิวกาย โดยการปรุงเครื่องยา แช่หรือเคี่ยวกับน้ำหรือน้ำมันให้เป็นน้ำยาหรือน้ำมันยา ใช้ทาแผลภายนอกบริเวณฟกช้ำหรือส่วนที่เป็นเม็ดผื่นคันหรือบริเวณปวดเมื่อย หรืออีกประเภทหนึ่งใช้ยาผงหรือบดเครื่องยาให้ละเอียด แล้วปรุงให้เหนียวเหมือนครีม หรือทำเป็นน้ำใช้ทาภายนอกเช่นเดียวกัน

ยาทาปาก ในที่นี้หมายถึง ใช้ยาที่ปรุงแล้วทาภายในปากบริเวณลิ้น กระพุ้งแก้มให้ทั่ว เพื่อดับพิษของโรค

ยาทุเลา เรียกประเภทยาที่ทำให้อาการของโรคลดความรุนแรงลงหรือเบาบางลง แล้วจึงหายจากโรคนั้น

ยานัดถุ์ (ยานัตถุ์) เรียกประเภทยาที่ใช้เป่าหรือสูดให้เข้าทางจมูก

ยาบ้าย วิธีการรักษาโดยใช้นิ้วป้ายยาแล้วทาที่ปากแผลซึ่งแกะแทงออกแล้วนั้น ดูที่ ยากวาด

ยาเบญจกูล เครื่องยาห้าอย่าง คือ ขิง ดีปลี ช้าพลู สะค้าน เจตมูลเพลิง

ยาประจำท้อง ยาสำหรับรักษาหรือป้องกันไม่ให้ท้องเกิดอาการผิดปกติ

ยาประจำธาตุ ยาที่มีคุณสมบัติในทางรักษา ควบคุมธาตุในร่างกาย ให้เป็นปกติ

ยาประจุโลหิต ยาถ่ายเอาพิษออกจากเลือด

ยาประสระน้ำนม ยาที่มีฤทธิ์ หรือมีสรรพคุณในการทำความสะอาด หรือฟอกน้ำนมให้บริสุทธิ์ปราศจากพิษหรือโทษ แก่ทารก

ยาประสะ ดูที่ ประสะ

ยาป้าย ดูที่ ยากวาด

ยาปิดธาตุ เรียกประเภทยาที่ใช้ระงับอาการระบายท้อง ท้องเสีย ลงท้อง

ยาผง เรียกประเภทยาที่ปรุงด้วยวิธีตำหรือบดให้ละเอียดเป็นจุณแล้วเก็บไว้ใช้เป็นยาผง

ยาผาย (ยาผายลม) เรียกประเภทยาที่ใช้เป็นยาขับลมหรือยาไล่ลมให้ออกทางทวาร เป็นต้น

ยาผายธาตุ เรียกประเภทยาที่ใช้ขับไล่ลมในร่างกายให้เรอออกทางปากหรือผายออกทางทวารหนัก

ยาผายลม ประเภทยาที่ใช้เป็นยาขับลม ไล่ลมให้ออกทางทวาร

ยาฝน เรียกประเภทยาที่ปรุงด้วยวิธีนำตัวยามาฝนบนหินบดยาหรือฝาละมีผสมกับน้ำกระสาย

ยาฝิ่นรำหัด ยาฝิ่นแทรกหรือ เจือลงในตัวยาก่อนกิน

ยาพ่น เรียกประเภทยาที่ปรุงแล้วตำหรือเคี้ยวให้ละเอียด ผสมน้ำหรือสุรา อมไว้ในปากแล้วใช้กำลังลมส่งให้ยาในปากพุ่งออกมาเป็นฝอยกระทบแผลซึ่งอยู่ตามผิวกายเพื่อให้ตัวเชื้อโรคตาย เป็นต้น

ยาพอก เรียกประเภทยาที่ปรุงด้วยวิธีนำตัวยาสดมาตำพอละเอียด ใส่น้ำหรือเหล้าหรือน้ำยาอย่างใดอย่างหนึ่งพอให้ยาเปียกแล้วใช้พอกหรือปิดไว้ที่ปากแผลภายนอก ตรงที่บวมอักเสบหรือฝีแผล เป็นต้น ดูเพิ่มเติมที่ ยาล่อ

ยาฟอก เรียกประเภทยาที่มีสรรพคุณในทางชำระ ฟอก ล้างให้พิษในร่างกายหมดไป หรือทำให้หายจากโรคนั้น

ยาม เป็นชื่อส่วนแบ่งวัน ยาม ๑ มี ๓ ชั่วโมง รวมทั้งวันมี ๘ ยาม

ยามิชอบ ยาที่ใช้รักษาไม่สามารถทำให้โรคทุเลา หรือหาย

ยาเมา เรียกประเภทยาที่ใช้ระงับความเจ็บปวด

ยายาก ในที่นี้หมายถึงยาที่ใช้รักษาโรคไม่สามารถรักษาโรคได้ หรือเป็นโรคที่ร้ายแรงหายารักษาได้ยาก

ยายากนัก ในที่นี้หมายถึง ให้ยาเพื่อทำการรักษาโรคให้หาย หรือทุเลายากมาก

ยายำ เครื่องยา หมายถึงการนำเภสัชวัตถุได้แก่ พืช สัตว์ และแร่ธาตุมาประสมกันตามตำรับ แล้วปรุงขึ้นตามวิธีเพื่อให้เกิดฤทธิ์มีสรรพคุณแก้โรคต่างๆ

ยาเย็น เรียกประเภทยาที่ใช้แก้โรคร้อนใน ดับพิษไข้

ยารมด้วยควัน เรียกประเภทยาที่ปรุงแล้วมวนสูบเอาควันอย่างบุหรี่ หรือใช้พ่นควันใส่ปากแผลภายนอก (ผิวหนัง) เพื่อฆ่าตัวเชื้อโรค

ยารมด้วยไอ (ไอ้น้ำ) เรียกประเภทยาที่ปรุงแล้วต้มให้เดือด ใช้ไอที่ระเหยรมแผลภายนอก (ผิวหนัง) หรือสูบเอาไอเพื่อรักษาโรค

ยาร้อน เรียกประเภทยาที่มีรสร้อน รุนแรง ใช้เป็นยาตั้งธาตุ ป้องกันมิให้อาหารเป็นโทษ ใช้ทำความสะอาดลำคอ กระเพาะอาหาร ถ้ามีพิษไข้ตัวยาต้องดับพิษไข้ด้วย

ยารุ เรียกประเภทยาที่ปรุงแล้วใช้เป็นยาถ่าย ยาขับ เป็นต้น

ยารุผาย เรียกประเภทยาที่ปรุงแล้วใช้เป็นยาขับลม

ยาล่อ เรียกประเภทยาที่ปรุงแล้วใช้พอกหรือปิดไว้ที่ปากแผลภายนอกตามผิวกาย เพื่อล่อให้ตัวเชื้อโรคออกมาถูกยากินยาแล้วตาย ดูเพิ่มเติมที่ ยาพอก

ยาล้อมตับดับพิษ เรียกประเภทยาที่ใช้ลดความร้อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพิษแก่ตับ

ยาล้าง เรียกประเภทยาที่มีสรรพคุณในทางบรรเทาพิษของโรคให้ลดลง หรือเบาบางลง แล้วจางหายไปหรือทุเลาแล้วจึงหายจากโรคนั้น

ยาวะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๒

ยาสมาน เรียกประเภทยาที่มีสรรพคุณในทางระงับโรคไม่ให้บังเกิดอาการรุนแรงขึ้น หรือระงับโรคให้หาย

ยาสุขุม เรียกประเภทยาที่ใช้แก้โรคร้อนใน ไม่มีไข้ รสของยาไม่รุนแรง

ยาสุม ยาสุมกระหม่อม เรียกประเภทยาที่ปรุงแล้ว ใช้พอกวางไว้บนศีรษะ มักใช้กับเด็กเพื่อระงับโรค รักษาโรคให้หาย เป็นต้น

ยาสุมขม่อม ดูที่ ยาสุมกระหม่อม

ยาสูง ยาที่มีฤทธิ์รุนแรงมาก

ยาเสดาะรก (ยาสะเดาะรก) เรียกประเภทยาที่มีสรรพคุณในทางทำให้รกของเด็กที่ขาดค้างอยู่ในครรภ์มารดาเคลื่อนออกโดยง่าย

ยาเสดาะลูก (ยาสะเดาะลูก) เรียกประเภทยาที่มีสรรพคุณในการทำให้คลอดลูกง่าย

ยาหน่วง เรียกประเภทยาที่ปรุงแล้ว ใช้เป็นยาบรรเทาอาการของโรค ยาที่ใช้ระงับอาการกำเริบของโรค

ยาหม้อ เรียกประเภทยาที่ปรุงแล้วใช้ต้มกิน ยาไทยที่เป็นยาหม้อส่วนใหญ่มีรสขม และต้องกินต่อเนื่องกันเป็นเวลานานมากจนกว่าจะหาย ทำให้คนไข้รู้สึกเบื่อหน่ายท้อถอยไม่อยากดื่ม ถ้าอดทนได้กินติดต่อกันไปตามกำหนดก็จะหายจากโรคเหล่านั้นได้ ด้วยเหตุนี้จึงนิยมนำคำ "ยาหม้อ" มาใช้เป็นสำนวนพูดในความหมายแทนความรู้สึกเบื่อหน่ายไม่ชอบใจ เป็นต้น

ย่ำ ในที่นี้หมายถึงเวลาค่ำ หรือย่ำค่ำ

ยิ่งบ้างหย่อนบ้าง ในที่นี้หมายถึง อาการผิดปกติของธาตุลมอันมีอยู่ในร่างกาย ยิ่งคือ มากกว่าปกติ หย่อน คือ น้อยกว่าปกติ ทำให้เกิดโรคมีอาการต่างๆ (ดูเพิ่มเติมที่คำว่า วาโยธาตุพิการ)

ยิน คือ ยินดี

ยุด ฉุด ดึงไว้

ยุติ หมด (ส่วนผสม) เพียงนี้

ยุติกา จบ

เย็นตลุ่นๆ ในที่นี้หมายถึง ไม่ร้อนมากหรืออุ่นๆ

เยื่อไม้ ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคนัยน์ตา ทำให้มีเยื่อขาวๆ ลักษณะเหมือนใยสำลีพาดในลูกตา

โยนี อวัยวะเพศหญิง

รก เครื่องสำหรับหล่อเลี้ยงเด็กในครรภ์ แนบอยู่กับมดลูกมีสายล่ามมาที่สะดือเด็ก

รกจันทน์ สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากส่วนที่เป็นเยื่อบางๆ หุ้มเมล็ดจันทน์อีกชั้นหนึ่ง เมื่อลูกแก่รกจะมีสีค่อนข้างขาวนวล ถ้าแก่มากจนแตกอ้าออกมารกจะมีสีแดงเหลืองอ่อนๆ ที่หมอนิยมเรียกว่า ดอกจันทน์ ความจริงคือรกจันทน์

รงทอง สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากยางไม้มีสีเหลือง

รวิวัน วันอาทิตย์

รสยา ดูที่ สรรพคุณยา

รสสรรพยา รสของเครื่องยาทั้งหลายทั้งปวง

รองบัตร์ ปูลาดบนพื้นกระทงกาบกล้วย

รอด หายจากอาการของโรค

ร้อนคอ อาการของโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากอาหารเป็นพิษ หรือเป็นโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง เกิดความร้อนขึ้นภายใน ทำให้ลิ้นและกระพุ้งแก้มแดงและเจ็บ

รอบศีร์ษะคนไข้ ในที่นี้หมายถึง จำนวนเถาสมุนไพรที่ใช้นั้นนับตามความยาวของรอบศีรษะคนไข้เป็นประมาณ

ระคน (ระคนกัน) ปะปนกัน หมายถึงอาการของโรคหรือยาที่ใช้เป็นขึ้นพร้อมกัน รวมกัน ปะปนกัน เป็นต้น

ระคนกัน ปะปนกัน ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคเกิดขึ้นพร้อมกันสองโรค คือตับทรุดและท้องร่วง

ระดูขัด อาการของโรคชนิดหนึ่งเป็นกับหญิงซึ่งระดูมาไม่ปกติ ขาดๆ หายๆ จนเกิดเป็นพิษขึ้น ดูเพิ่มเติมที่ มานโลหิต

ระดูขาว ดูที่ มุตกิด

ระดูเดินหยดย้อย อาการของโรคชนิดหนึ่งเป็นกับหญิงซึ่งระดูออกมากกว่าปกติ หรือประจำเดือนมามากกว่าปกติจนเกิดเป็นพิษขึ้น

ระดูเน่าเสีย ดูที่ มานโลหิต

ระดูร้าง ดูที่ มานโลหิต

ระดูล้างหน้า อาการของโรคชนิดหนึ่ง เกิดเป็นกับหญิงที่มีระดูแล้วแห้งไป จนเมื่อมีสามีแล้วระดูออกมาครั้งเดียวก็ตั้งครรภ์ ระดูที่มีมาก่อนตั้งครรภ์นี้ เรียกว่า ระดูล้างหน้า

ระแนง ร่อน

ระบาย ถ่าย ในที่นี้หมายถึง ถ่ายปัสสาวะ

ระบายลม ขับลม ไล่ลม

ระบิล เรื่องราว

ระมัด ในที่นี้หมายถึง ป้องกัน

ระมัดระเมียนยา ระวังในการให้ยา หรือจัดวางยาให้ถูกกับโรคและทันกับอาการของโรค

ระยำ ไม่มีดี

ระยำย่ย เสียหายมาก ในที่นี้หมายถึง ไม่ดีมากๆ

ระวีวัน วันอาทิตย์

ระส่ำระสาย ผิดไปจากปกติ กระสับกระส่าย

ระหวย ระโหย อิดโรย

ระหาย (กระหาย) อาการคอแห้ง รู้สึกอยากดื่มน้ำ

ระหายน้ำ กระหายน้ำ อยากดื่มน้ำ

รัก ยางของต้นรักซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ น้ำยางมีสีดำใช้ลงพื้นหรือทาสิ่งต่างๆในงานช่างไทยโบราณ

รัง พรุน เป็นรูอยู่ข้างใน

รัชชะกะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๒๑

รัตตฆาต เส้นเอ็นในร่างกาย ซึ่งตรงกับเส้นเลือดแดงเส้นนอกสุด

รัตนธาตุทั้ง ๕ ธาตุต่างๆ ทั้ง ๕ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม และ อากาศ

รัติยา เวลากลางคืน

รัน ตี ในที่นี้คือ รุมเร้า

รันทด ในที่นี้หมายถึง อาการอ่อนเพลีย เพราะพิษของโรค

รัมนาด (รำมะนาด) ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดตามรากฟันทำให้เหงือกบวมเป็นหนอง

รัมมะหา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๒๒

ราก อาการของโรคชนิดหนึ่งคือ อาเจียน

รากดิน สัตว์สมุนไพรชนิดหนึ่ง คือไส้เดือน รากดินเผา คือไส้เดือนที่เผาไฟให้สุก

รากดินขั้ว รากดิน : สัตว์สมุนไพรชนิดหนึ่งคือ ไส้เดือน รากดินขั้ว : คือไส้เดือนที่คั่วให้สุก

รากนักมักให้ลงท้อง ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคมีอาเจียนมากจนถึงกับทำให้ท้องเสีย

รากลง อาการของโรคมีอาเจียนและท้องเสีย หรือลงท้องซึ่งเกิดเป็นขึ้นพร้อมๆกัน

รากลม อาการคลื่นไส้อาเจียนที่ไม่มีอะไรออกมา

รากลมเปล่า อาเจียนเป็นลมเปล่ามีแต่ลม

รากโลหิตา อาเจียนเป็นเลือด

ราคะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๒๐

ราคาตำลึงทอง เป็นสำนวนเปรียบเทียบให้เห็นว่า คุณภาพของยาสูงส่งมาก ถ้าเทียบเป็นราคาน่าจะมีค่าถึงตำลึงทอง ทีเดียว

ร้าง ในที่นี้หมายถึง โลหิตระดู ไม่ออกตามปกติ หมดระยะการมีระดูก่อนเวลาอันสมควร

ราตวัตถา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๓

ราบ อาการของโรคที่มีเม็ดพิษขึ้นนั้นไม่เป็นยอดแหลม

ราย ในที่นี้หมายถึง เม็ดซางขึ้นติดต่อกันตามส่วนต่างๆของร่างกาย

รายกันไป ในที่นี้หมายถึง เม็ดพิษของโรคผุดขึ้นกระจายไป

รายขึ้น ลักษณะของเม็ดพิษขึ้นเป็นผื่นเรียงเป็นแนวยาว

รายตีนตอง เรียงต่อเนื่องกันเป็นแถวรายรอบเครื่องสังเวยในบัตรพลี

ราวข้าง ส่วนของร่างกายด้านข้างหรือสีข้าง

ราวทาง แนวทาง

ราวี รบกวน ทำร้าย

ราศี กลุ่ม กอง หมู่ พื้นที่ในท้องฟ้าอันกลมกว้างนั้น แบ่งออกเป็น ๑๒ ส่วนๆ ละ ๓๐ องศาเท่าๆ กัน แต่ละส่วนเรียกว่าราศี ทุกราศีมีกลุ่มดาวประจำอยู่ บางครั้งเรียกชื่อราศีตามชื่อกลุ่มดาว ดังนี้ กลุ่มดาวเมษ เป็นหมู่ดาวรูปแกะผู้ประจำอยู่ราศีที่ ๑ หรือราศีเมษ กลุ่มดาวพฤษภ เป็นหมู่ดาวรูปวัวผู้ประจำอยู่ราศีที่ ๒ หรือราศีพฤษภ กลุ่มดาวมิถุน เป็นหมู่ดาวรูปคนคู่ (แฝด) ประจำอยู่ราศีที่ ๓ หรือราศีมิถุน กลุ่มดาวกรกฏ เป็นหมู่ดาวรูปปูประจำอยู่ราศีที่ ๔ หรือราศีกรกฏ กลุ่มดาวสิงห์ เป็นหมู่ดาวรูปสิงห์ (ราชสีห์) ประจำอยู่ราศีที่ ๕ หรือราศีสิงห์ กลุ่มดาวกันย์ เป็นหมู่ดาวรูปหญิงสาวประจำอยู่ราศีที่ ๖ หรือราศีกันย์ กลุ่มดาวตุล เป็นหมู่ดาวรูปคันชั่งประจำอยู่ราศีที่ ๗ หรือราศีตุล กลุ่มดาวพฤศจิก (พิจิก) เป็นหมู่ดาวรูปแมงป่องประจำอยู่ราศีที่ ๘ หรือราศีพฤศจิก กลุ่มดาวธนู เป็นหมู่ดาวรูปคันธนูประจำอยู่ราศีที่ ๙ หรือราศีธนู กลุ่มดาวมกร (มังกร) เป็นหมู่ดาวรูปมกร (มังกร) ประจำอยู่ราศีที่ ๑๐ หรือราศีมกร (มังกร) กลุ่มดาวกุมภ์ เป็นหมู่ดาวรูปหม้อประจำอยู่ราศีที่ ๑๑ หรือราศีกุมภ์ กลุ่มดาวมีน เป็นหมู่ดาวรูปปลาประจำอยู่ราศีที่ ๑๒ หรือราศีมีน

ราษี (ราศี) ความสง่างาม

ราหู ในที่นี้หมายถึง ตะบองราหู

ราหูกลืนจันทร์ ชื่อโรคชนิดหนึ่งเป็นวัณโรคเกิดขึ้นที่ใต้ลิ้น มีสัณฐานดังดวงจันทร์ เมื่ออ้าปากออกเป็นเพียงครึ่งหนึ่งอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในลำคอ ทำให้ฟกบวมในลำคอมาก มีอาการไข้ตัวร้อน บางทีสะบัดร้อนสะบัดหนาว บริโภคอาหารไม่ได้ และสำลักบ่อยๆ

ราหูมาทับลักษณ์ ในตำราโหราศาสตร์ ราหู เป็นพระเคราะห์ที่มีลักษณะนิสัย ดุร้าย รุนแรง และมักจะให้โทษมากกว่าคุณ ลักษณ์หรือลัคนา : คือราศีในดวงชะตาตามเวลากำเนิดของเจ้าของชะตา เมื่อราหูโคจรเข้ามาอยู่ในราศีเดียวกับราศีที่ลัคนาสถิตอยู่เดิม เรียกว่าราหูมาทับลัคน์ มักทำให้เจ้าของดวงชะตาประสบภัยพิบัติรุนแรงนานาประการ เป็นความเชื่อของหมอดูทั่วไป

รำเข้าอ่อน (รำข้าวอ่อน) ฝ้าที่เป็นขึ้นตามลำคอด้วยพิษของโรคละอองนั้นมีลักษณะเหมือนรำข้าวอ่อน

รำเพรำพัด (ลมเพลมพัด) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นภายในกายตัว อย่างไม่รู้สาเหตุ

รำมะนาด (รำนาด) ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดตามรากฟัน มีอาการทำให้เหงือกบวมเป็นหนอง เป็นต้น

รำหัด แทรก เจือ ใส่ โรย

รำหัดพิมเสน การใช้พิมเสนแทรกยา โดยวิธีใช้นิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือหยิบพิมเสนเพียงเล็กน้อย จำนวนพิมเสนที่หยิบได้ส่วนใหญ่หนักไม่เกินครึ่งไพ และเมื่อจะแทรกพิมเสนลงในยา ควรต้องทำให้ละเอียดเป็นผงก่อน โดยวางพิมเสนที่หยิบได้ลงบนฝ่ามือแล้วใช้เล็บหัวแม่มืออีกข้างหนึ่งบดลงเบาๆ พิมเสนก็จะละเอียด ใช้โรยผสมลงในยาเรียกว่า รำหัดพิมเสน

รำหัดพิมเสนกล่ำ ๑ ในที่นี้หมายถึงใช้พิมเสนหนัก ๑ กล่ำ แทรกเครื่องยา

ริดสีดวง ชื่อโรคอย่างหนึ่ง มีอาการเหมือนฝี เป็นเม็ดตั้งขึ้นภายในร่างกายตั้งแต่สะดือ บางทีลงไปถึงทวารหนักและทวารเบา ถ้าเม็ดแตกจะบานออกเหมือนดอกบุก และมีโลหิตสดๆ จางๆ ไหลออกมาเป็นโลหิตใสเหมือนน้ำชานหมากหรือน้ำล้างเนื้อ ถ้าเป็นที่ทวารและบานออกเรียกว่าบานทะโรค ถ้าเป็นที่ทวารเบาของหญิงเรียกว่าส้วงเลื่อนทวารเบา ถ้าเป็นที่ทวารหนักเรียกว่าบานทะโรคเช่นเดียวกัน

ริดสีดวงคูถ ดูที่ ริดสีดวงทวารหนัก

ริดสีดวงจมูก ชื่อโรคริดสีดวงชนิดหนึ่งเป็นที่จมูกหรือภายในจมูก มีอาการคัดจมูก เลือดออก หายใจไม่สะดวก มีไข้ปวดศีรษะ เป็นต้น

ริดสีดวงต้อ ดูที่ ตาต้อ

ริดสีดวงตา ชื่อโรคตาชนิดหนึ่ง มีอาการน้ำตาไหลเป็นนิจ มีขี้ตา คันตามาก ปวดนัยน์ตา เป็นต้น

ริดสีดวงทรวง ดูที่ ริดสีดวงในอก

ริดสีดวงทวารหนัก ชื่อโรคริดสีดวงชนิดหนึ่งเกิดขึ้นที่ทวารหนัก สาเหตุสืบเนื่องมาจากท้องผูกเสมอๆ ก้อนอุจจาระถูกับเนื้อที่กลีบปากทวารจนเป็นแผล หรือถูกไม้เช็ดก้นบาดจนเกิดแผล มีอาการคันทวาร ปวดเจ็บ มีโลหิตออกทางทวารหรือปนมากับอุจจาระ ถ้าเป็นมากจะมีเนื้องอกออกมาเป็นเดือยไก่หรือกลีบมะไฟ เมื่อถ่ายอุจจาระแล้วยัดเข้าไปบางทีเข้าไม่ได้ ค้างอยู่ข้างนอกเป็นก้อนเนื้อแดงมีโลหิตไหลออกจะปวดมาก

ริดสีดวงในอก ชื่อโรคชนิดหนึ่ง ลักษณะของโรคคือฝีจอมปลวก มีเม็ดฝีขนาดเล็กผุดขึ้นในอก บางครั้งเรียกว่า ริดสีดวงทวาร ดูเพิ่มเติมที่ ฝีจอมปลวก

ริดสีดวงปาก ชื่อโรคชนิดหนึ่ง อาการของโรคเกิดขึ้นในปาก มีแผลเป็นวงแดง หรือแผลระคายเคืองในช่องปาก อาจเป็นที่ลิ้น เหงือก ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เพดาน หรือหลอดคอ เป็นต้น

ริดสีดวงมหากาฬ ชื่อโรคริดสีดวงชนิดหนึ่ง มีเม็ดผุดขึ้นในที่ต่างๆ กัน ๔ แห่งคือ ในลำคอ ทวารหนัก เบา ลำไส้ และลำคอ พิษของโรคเมื่อแรกเป็นนั้นมีเม็ดผุดขึ้นเป็นหมู่ประมาณ ๙-๑๐ เม็ด ขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว เมื่อสุกแล้วแตกออกมามีเลือดกับหนองระคนกันแล้วรวมเข้าหาก้นปากแผล บานออกเหมือนดอกบุก มีอาการแสบร้อนเจ็บปวดปากเปื่อย กินเย็นร้อนไม่ได้

ริดสีดวงแห้ง ชื่อโรคชนิดหนึ่งมีอาการผอมแห้ง เหลืองไปทั้งตัว ปวดเมื่อยเนื้อตัว เวียนศีรษะ เบื่ออาหาร ตามัว ถ่ายไม่ค่อยสะดวก เป็นต้น

ริศดวง คือ ริดสีดวง

ริศดวงพลวก ริดสีดวงซึ่งเป็นที่บริเวณ ลำไส้ใหญ่ตอนต้น เมื่อแตกออกจะมีหนองไหล มีกลิ่น เป็นฟอง

รุ ถ่ายออก

รุชาโรค โรคปวดขบในท้อง

รุชำระ ในที่นี้หมายถึง ขับถ่ายไล่ตัวพยาธิให้ออกจนหมด

รุน้ำนม ทำความสะอาดน้ำนม ฟอกน้ำนมให้บริสุทธิ์

รุเลือด (รุโลหิต) ดูที่ ประจุเลือด

รุไส้เดือน ในที่นี้หมายถึง ขับพยาธิออก ถ่ายพยาธิออก

รู้คลาน อาการความเจริญเติบโตของทารก ที่เปลี่ยนอิริยาบถ รู้จักคลานเป็น

รู้นั่ง อาการความเจริญเติบโตของทารก ที่เปลี่ยนอิริยาบถ รู้จักนั่งเป็น

รูปขันธ์ กองรูป ส่วนที่เป็นรูป ร่างกาย พฤติกรรม และคุณสมบัติต่างๆของส่วนที่เป็นร่างกาย

รูปวรา รูปงาม

รูปอมนุษย์ รูปลักษณะของกุมารมีกระหม่อมเต็ม เมื่อยังอยู่ในเรือนไฟ ไม่มีเขม่าและโรคตานซาง ออกไฟแล้วจึงเป็นโรคซาง

รู้ไม่ถึงจึงเสียที ในที่นี้หมายถึง ไม่รู้จักโรคให้ยาไม่ตรงกับโรคทำให้รักษาไม่หาย

รู้ย่าง เดินได้

รู้ห้าม ในที่นี้หมายถึง ป้องกัน

เรอ อาการของโรคอย่างหนึ่ง มีลมวิ่งจากในท้องผ่านลำคอออกมาทางปากมีเสียงดังเอิ้ก เป็นต้น

เรอราก อาการของโรคชนิดหนึ่ง มีลมวิ่งจากในท้องผ่านลำคอ ออกมาทางปาก มีเสียงดังเอิ้กและอาเจียน

เริม ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เป็นเม็ดผุดขึ้นตามตัว เป็นแผ่นแดงกว้าง ๑-๔ นิ้ว ยอดเม็ดมีน้ำใส เรียกว่าเริมน้ำค้าง ถ้าขุ่นเรียกว่าเริมน้ำข้าว พิษของโรคทำให้มีอาการไข้ตัวร้อน ปวดศีรษะ บางทีสะท้านร้อนสะท้านหนาว เป็นต้น

เรื้อนกวาง ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดจากวาโยธาตุในร่างกายพิการ กำเริบหรือหย่อน พัดซ่านไปตามผิวกายภายนอก ทำให้เนื้อแข็งและผิวแห้ง เนื้อบริเวณนั้นจะรู้สึกชาและเป็นเหน็บ ต่อมาก็จะแตกออกเป็นขุมๆ เปื่อยเน่าเหม็นเหมือนซากศพ กินจนกระดูกผุกร่อนและด้วน เป็นต้น

เรือนเพลิง เป็นช่วงเวลาที่มารดายังนอนอยู่ไฟภายหลังการคลอดบุตรแล้ว

เรือนไฟ ดูที่ เรือนเพลิง (เป็นช่วงเวลาที่มารดายังนอนอยู่ไฟ ภายหลังการคลอดบุตรแล้ว)

แรกเดือด ในที่นี้หมายถึง ใช้น้ำข้าวขณะที่ข้าวในหม้อเพิ่งเริ่มเดือด

โรคขึ้นหรือล่อง อาการของโรคชนิดหนึ่ง มีอาการท้องขึ้น ท้องอืดมาก ขณะเดียวกันก็ลงท้องนับครั้งไม่ถ้วน ไปพร้อมๆกันด้วย บางครั้งเรียกว่า เป็นโรคทั้งขึ้นทั้งล่อง

โรคดากออก อาการของโรคอย่างหนึ่งเกิดจากเป็นริดสีดวงทวารมีอาการต่างกัน ๓ ชนิดคือ ๑.ดากไม่ออกทั้งหมด กลีบทวารปลิ้นออกซีกเดียว ๒.ลำไส้ปลิ้นออกมานอกทวารเป็นดาก คือลำไส้พับปลิ้นออกรอบตัว ๓.กลีบทวารและลำไส้ปลิ้นออกทั้ง ๒ อย่าง

โรคตัด ในที่นี้หมายถึง โรคที่รักษาไม่หาย ถึงตายอย่างเดียว

โรคนิทาน เหตุที่เกิดโรค เป็นชื่อของคัมภีร์ที่ว่าด้วยเหตุและสมุฏฐานของโรค

โรคสำหรับบุรุษ ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดกับบุรุษ มีอาการเหมือนอุปทม แต่บุรุษนั้นบริสุทธิ์ ไม่เคยประพฤติกามคุณ อาการของโรคเกิดจากโทษดานและกระษัยกล่อน ทำให้ขัดปัสสาวะแล้วกล่อนลงฝักถึงองค์กำเนิด บวม ปวดแสบ ปวดร้อน ปัสสาวะไม่ได้ เป็นๆ หายๆ นานวันจะมีเลือดออกทางช่องทวารเบา เจ็บปวดมาก

โรคันต์ โรคเป็นขึ้นภายในร่างกาย เช่น เป็นไข้ เป็นลม เป็นต้น

โรงบ่าวสาว เรือนหอ เรือนซึ่งปลูกสำหรับให้คู่บ่าวสาวแต่งงานอยู่

ฤกษยาม (ฤกษ์ยาม) คราวหรือเวลา ซึ่งเหมาะสมเป็นชัยมงคล

ฤดู โลหิตระดูของหญิง เลือดประจำเดือนที่ออกจากมดลูก

ฤดู (ระดู) เลือดประจำเดือน

ฤดูขัด (ระดูขัด) อาการของโรคเป็นแก่หญิงที่ระดูมาไม่ปกติ ขาดๆ หายๆ

ฤๅษี (ฤษี) นักบวชผู้อยู่ในป่า

ลกอยู่ภูผา ดูที่ ลูกอยู่ภูผา

ลง ในที่นี้หมายถึง พิษของโรคลดลง อาการทุเลา

ลง อาการของโรคชนิดหนึ่งคือ โรคท้องเสีย ถ่ายอุจจาระบ่อยๆ ดูเพิ่มเติมที่ ลงท้อง

ลง ลงอาคม ว่าคาถาเสกยา

ลงดังน้ำครำ อาการท้องเสียถ่ายอุจจาระเป็นน้ำสีดำ

ลงแดง อาการของโรคอย่างหนึ่ง มีอาการถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ปวดท้องมาก ส่วนใหญ่เป็นอาการหลังหยุดยาเสพติด

ลงท้อง อาการท้องเสียถ่ายอุจจาระบ่อยๆ เป็นมูกเลือด เป็นบิด เป็นต้น

ลงเปนน้ำชานหมาก ถ่ายอุจจาระเป็นสีแดงใสเหมือนน้ำชานหมาก

ลงเปนยางบอน อาการของโรคอย่างหนึ่งมีอาการถ่ายอุจจาระบ่อยๆ ลักษณะอุจจาระเป็นน้ำใสสีออกเหลืองจางๆ

ลงมิหยุด อาการของโรคท้องเสียอุจจาระไม่หยุด

ลงแลราก อาการของโรคชนิดหนึ่งมีอาการลงท้อง ท้องเสีย และอาเจียน ซึ่งเกิดเป็นขึ้นพร้อมกัน

ลงโลหิต อาการของโรคอย่างหนึ่ง มีอาการถ่ายเป็นโลหิต

ลม อาการของโรคอย่างหนึ่ง มีหลายชนิด

ลม ๑๐ จำพวก อาการของโรคอย่างหนึ่ง เกิดจากธาตุลมในร่างกายผิดปกติ มี ๑๐ ชนิด ลมปกวีกำเริบ ลมพัดในลำไส้ ลมเข้าไปในลำไส้ใหญ่ ไส้น้อย ลมบาทาซีก ลมพานไส้ ลมสูบพิษขึ้นในลำไส้ ลมตุลาราก ลมกระษัยจุกอก ลมกำเดา ลมผูกธาตุให้เป็นพรรดึก

มกรรมมัชวาต ลมกัมมัชชวาต ลมกัมมัชวาต ลมอันเกิดขึ้นในขณะที่หญิงกำลังจะคลอดบุตร ลมเบ่งก็เรียก

ลมกระษัย ชื่อโรคชนิดหนึ่งมีอาการลงท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าอาการมากจะกลายเป็นบิด ถ่ายเป็นมูกเลือด

ลมกระษัยปลาไหล ดูที่ กระษัยปลาไหล

ลมกระษัยพัดโลหิต ชื่อโรคชนิดหนึ่งมีอาการจุกเสียดแน่นในอก ทำให้ระส่ำระสายเพราะลมและเลือด ถ้าพัดเข้าไปอยู่ในเส้นเอ็นทำให้ขัดในข้อ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว เป็นต้น

ลมกฤตคุละมะ ชื่อโรคชนิดหนึ่งมีอาการเป็นก้อนดาน ตั้งอยู่ในลำไส้และในนาภีเบื้องต่ำ ทำให้เจ็บปวดท้องแข็ง ลามขึ้นไปถึงยอดอก เป็นต้น

ลมกองหยาบวิการ อาการของโรคลมชนิดหนึ่ง ทำให้จุก เสียด แน่น เฟ้อ และปวดท้อง เป็นต้น

ลมกองใหญ่ อาการของโรคลม เกิดกับเด็กที่เป็นซางแดงตัวผู้ กองลมเลื่อนลงมาจากศีรษะและทรวงอก ลงมาตั้งอยู่ในท้องแล้วพัดย้อนขึ้นมาที่อก ลำคอ ถึงช่องหูขวาและกระหม่อม ท่านว่าถ้าเป็นในวันข้างขึ้นตาย ข้างแรมมิตาย

ลมกัศวาต โรคลมชนิดหนึ่งเกิดขึ้นภายในกายพัดไปตามเนื้อ ทำให้เจ็บปวดเนื้อตัว เสียดชายโครงใต้รักแร้ขวา จุกแน่นและอาเจียนลมเปล่า เป็นต้น

ลมกาฬสิงคลี โรคลมชนิดหนึ่งเกิดขึ้นภายในกาย มีอาการหน้ามืด ผิวหน้าเป็นสีเขียวคล้ำ ขอบตาเขียว ใจสั่น แน่นในอก บิดตัวและดิ้นเหมือนปลาถูกทุบหัว เป็นต้น

ลมกำเดา โรคลมชนิดหนึ่งเกิดจากลมและกำเดาให้โทษ มีอาการปวดศีรษะมาก เหงื่อแตก ใจระส่ำระสายให้สะท้านหนาวแล้วร้อนสลับไป

ลมกำเริบ ธาตุลมในร่างกายมีความผิดปกติทำให้เกิดอาการโรคลมชนิดต่างๆ ขึ้น

ลมกุจฉิสยาวาต ลมที่เกิดอยู่นอกลำไส้ พัดจากคอลงไปหาทวารเบา เมื่อให้โทษจะรวมเป็นก้อนในท้องทำให้ถ่ายมีกลิ่นเหม็นคาว แต่ไม่ได้มีอาการปวดมวน อยู่ๆ ก็ไหลออกมาเอง

ลมกุจฉิสยาวาตา เรียกกองลมที่พัดอยู่นอกลำไส้ นอกกระเพาะอาหาร

ลมกุจฉิสยาวาตาแตก ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดจากกองลมที่พัดอยู่นอกลำไส้ นอกกระเพาะอาหารผิดปกติ ทำให้มีอาการท้องขึ้น มีลมลั่นในท้อง เจ็บในอก แรงลมแตกดันขึ้นเป็นพักๆ ทำให้สวิงสวาย อาเจียนเป็นลมเปล่า เป็นต้น

ลมกุมภัณฑ์ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากกองลมอันเนื่องมาจากเป็นโรคซางโจรอยู่แล้ว ทำให้มีอาการไข้และลม เมื่อจับจะมีอาการชักมือเท้ากำงอ ไม่รู้สึกตัว หมดสติ นัยน์ตาช้อนขึ้น หน้าเขียว กัดฟัน หลังแอ่น นอกจากนั้นลมชนิดนี้ยังจับเมื่อเด็กมีอาการพิษหรือบาดแผลมีพิษ เหมือนลมบาดทะยัก ดูเพิ่มเติมที่ ซาง และ ลมบาดทะยัก

ลมเกลี่ยวดำ (เปลี่ยวดำ) โรคชนิดหนึ่งเกิดจากร่างกายกระทบความเย็นมากๆ จนเกิดเป็นตะคริวขึ้น มีอาการเส้นเอ็นชักลมกระตุก ทำให้เจ็บปวดบริเวณที่เป็นมาก เป็นต้น

ลมโกฏฐาสยาวาตา เรียกกองลมที่พัดอยู่ในลำไส้และกระเพาะอาหาร

ลมโกฏฐาสยาวาตาแตก ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดจากกองลมที่พัดอยู่ในลำไส้ และกระเพาะอาหารผิดปกติ ทำให้มีอาการผิดปกติในลำไส้และกระเพาะอาหาร ร้อนคอ อาเจียน จุกเสียด แน่นขึ้นมาถึงอก เป็นต้น

ล้มไข้ มีอาการไข้ หรืออาการของโรค

ล้มไข้ลง ในที่นี้หมายถึง มีอาการโรคเกิดเป็นไข้พิษขึ้น

ลมจับโปง ชื่อโรคลมชนิดหนึ่งทำให้มีอาการบวมแดงตามข้อเท้าข้อเข่า เป็นต้น

ลมจำปราบ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง ทำให้มีอาการเหมือนถูกพิษงู เมื่อเริ่มจับจะดิ้นเสือกตัวไปมาแล้วชัก หลังแอ่นไปถึงตะโพก ตัวเย็น ขนกลับตั้งขึ้นเบื้องบน คอแข็ง คางแข็ง ถ้าไม่รู้วิธีแก้ เส้นโลหิตจะแตกทุกขุมขน ดูเพิ่มเติมที่ ซาง

ลมชิวหาสดมภ์ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่งเป็นลมที่ทำให้เกิดโรคในเด็ก อาการของโรคมีหลายชนิด เป็นตั้งแต่อยู่ในครรภ์เรียกว่าลมกำเนิดบ้าง เป็นในเรือนไฟหรือเมื่อออกจากเรือนไฟแล้วบ้าง บางชนิดเป็นเมื่อเด็กโตแล้ว บางชนิดเป็นเมื่อเด็กมีอาการที่เป็นพิษ แต่ลมทุกชนิดไม่มีอาการพิษตัวร้อน จะมีแต่ชัก มือกำเท้างอ หลังแข็ง เป็นต้น

ลมซาง (ลมทราง) ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เป็นลมที่ทำให้เกิดโรคในเด็ก อาการของโรคมีหลายชนิด เป็นตั้งแต่อยู่ในครรภ์เรียกว่าลมกำเนิดบ้าง เป็นในเรือนไฟ หรือเมื่อออกจากเรือนไฟแล้วบ้าง บางชนิดเป็นเมื่อเด็กโตแล้ว บางชนิดเป็นเมื่อเด็กมีอาการที่เป็นพิษ แต่ลมทุกชนิดไม่มีอาการพิษตัวร้อน จะมีแต่ชัก มือกำเท้างอ หลังแข็ง เป็นต้น

ลมตติวิโรธ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง มีอาการจุกเสียดแน่นเป็นลูกกลิ้งอยู่ในท้อง แรกจับมือเท้าเย็น และมีอาการเจ็บปวดเหมือนถูกตอดกัดด้วยแมลง ตั้งแต่หัวแม่เท้า ไล่ขึ้นมาจนถึงหัวใจ ทำให้แน่นิ่งไม่รู้สึกตัว เป็นต้น

ลมตะคริว ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เมื่อเกิดอาการจะรู้สึกเจ็บปวดมาก ส่วนมากจะเป็นที่น่อง มีอาการเส้นชักลมกระตุก ถ้าใช้นิ้วหัวแม่มือกดไปที่กึ่งกลางท้องน่อง ถึงเส้นแล้วหยุดนิ่งสัก ๑-๒ นาที แล้วยกนิ้วออก ลมตะคริวจะหายไปทันที

ลมตีขึ้น อาการโรคลมที่เกิดเป็นขึ้นในท้องแล้วเลื่อนขึ้นไปถึงอก ทำให้แน่นในอก หายใจไม่ออก

ลมตุลาราช ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เป็นลมที่เกิดขึ้นในคอ ทำให้มีอาการเหม็นคาว กลืนน้ำลายไม่ได้ มักบ้วนน้ำลายบ่อยๆ แน่นในลำคอถึงอก หายใจขัด เป็นต้น

ลมทราง ดูที่ ลมซาง

ลมทักขิณคุณ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่งมีอาการขึ้นที่ศีรษะ ทำให้ศีรษะสั่น เจรจามิได้

ลมทักขิณโรธ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เมื่อมีอาการขึ้นนั้นเป็นไข้อยู่ก่อนแล้ว ตัวร้อนแต่มือเท้าเย็น ตามัว กระสับกระส่าย ลิ้นกระด้างคางแข็ง พูดไม่ได้

ลมทักษิณะคุลามะ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่งมีอาการเป็นก้อนดานตั้งขึ้นอยู่ในท้องทางเบื้องขวา ทำให้อึดอัด หายใจไม่สะดวก

ลมเนาวนารีวาโย ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เป็นลมที่เกิดกับหญิงซึ่งอยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ มีอาการเกิดแต่คอทั้งในลำคอและต้นคอ ทำให้คอแข็ง ร้อนในคอ ปวดชาตามปลายมือปลายเท้า เป็นต้น

ลมบาดทะจิต (บาทจิตร) ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เป็นลมที่เกิดขึ้นในกาย พัดจากปลายเท้าถึงกระหม่อม ทำให้มีอาการชัก ตาเหลือง ปากเบี้ยว อีกอาการหนึ่งทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน สะดุ้ง ตกใจหรือเพ้อคลั่งเหมือนปีศาจเข้า เป็นต้น

ลมบาทยักษ์ (ลมบาดทะยัก) ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง อาการเหมือนลมกุมภัณฑ์ เกิดขึ้นขณะที่เด็กเป็นโรคซางโจรอยู่แล้ว มีอาการตัวร้อนจัด ชักตาช้อนขึ้นเบื้องบน ใบหน้าเขียว มือกำ เท้ากำ หลังแอ่น หรือเกิดจากพิษบาดแผลที่อักเสบ ทำให้เกิดอาการลมบาดทะยักขึ้น ดูเพิ่มเติมที่ ซาง

ลมบาทาธึก ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง มีอาการปวดท้องลงท้อง อาเจียน สลบ มือเขียวเท้าเขียว เป็นต้น

ลมบ้าหมู ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง มีอาการชัก น้ำลายฟูมปากเป็นฟอง มือเท้ากำ ไม่รู้สึกตัว เป็นต้น

ลมประโคมหิน ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง มีอาการปวดบวมตามข้อทุกลำข้อ ทำให้กระดิกตัวไม่ได้ ให้ปวดเป็นกำลัง ถึงร้องราวคอจะแตก

ลมประวาตะคุละมะ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง มีอาการเป็นก้อนดานขึ้นอยู่ในอก และตั้งเป็นแนวลงไปผ่านช่องท้องถึงลำไส้อ่อน

ลมป่วง ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เกิดจากระบบกองธาตุไฟในร่างกายผิดปกติ ไม่เผาผลาญอาหารให้ละเอียดออกไปได้ ทำให้เกิดกองลมขึ้นในท้อง เป็นลมที่มีกำลังกล้าทำให้ท้องขึ้นน อาเจียน ลงท้อง

ลมป่วงงูเห่า ชื่อโรคลมซางชนิดหนึ่ง เป็นลมที่มีพิษร้ายมาก เมื่อแรกจับทำให้ผิวกายแดง มีอาการปวดท้อง ลงท้อง อาเจียน ที่เรียกว่าทั้งลงทั้งราก และร้องดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด เป็นต้น

ลมปะกัง ชื่อโรคลมชนิดหนึ่งมีอาการปวดหัวเวลาเช้าๆ

ลมปัตตะรันตะ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เกิดจากกองธาตุลมในร่างกายผิดปกติ ทำให้มีอาการลมในช่องท้องพัดผ่านจากสะดือลงสู่เบื้องต่ำถึงปลายเท้าเป็นที่สุด ทำให้รู้สึกแน่น ขัดในอกถึงลำคอ เป็นต้น

ลมปิตตะคุละมะ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เกิดจากกองธาตุลมในร่างกายผิดปกติ มีอาการเป็นก้อนดานแข็งตั้งอยู่ในทรวงอก มีน้ำดีซึมอยู่ด้วย ทำให้รู้สึกแน่นอึดอัด เป็นต้น

ลมเป็นก้อนในท้อง ชื่อโรคลมชนิดหนึ่งมักเกิดกับคนสูงอายุ เนื่องจากกองธาตุลมในร่างกายผิดปกติ หรืออาหารไม่ย่อยทำให้เกิดลมแน่นในช่องท้องจุกเสียด อึดอัด เป็นต้น

ลมเปล่า มีแต่ลมในท้อง

ลมเปลี่ยวดำ (ลมเบี้ยวดำ) ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เกิดจากร่างกายกระทบความเย็นมากๆ จนเกิดเป็นตะคริวขึ้น มีอาการเส้นเอ็นชักลมกระตุก ทำให้เจ็บปวดบริเวณที่เป็นมาก เป็นต้น

ลมเพลมพัด ดูที่ รำเพรำพัด

ลมมหาสดมภ์ ชื่อลมชนิดหนึ่ง เมื่อแรกจับมีอาการหาวนอน ง่วงมาก ใจคอหวั่นไหวระส่ำระสาย ขากรรไกรแข็ง นอนนิ่งไม่รู้สึกกาย เป็นต้น

ลมมือเท้าตาย อาการของโรคชนิดหนึ่ง เมื่อมีอาการทำให้มือเท้าเคลื่อนไหวไม่ได้

ลมรัตคุละมะ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง มีอาการเป็นก้อนดานแข็งขึ้นที่หน้าขาและมีโลหิตแตกออกมาด้วย

ลมราชยักษ์ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่งมีอาการเป็นไข้ตัวร้อน ชัก มือเท้ากำงอ ลิ้นกระด้างคางแข็ง คอแข็ง ตาเหลือง เป็นต้น

ลมโลหะคุละมะ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง มีอาการเป็นก้อนดานแข็งขึ้นในช่องท้องน้อย ทำให้แน่นอึดอัด จุกเสียด เป็นต้น

ลมวาตภักษ์ (วาตภัคค์ วาตพักตร์) ชื่อโรคลมชนิดหนึ่งเกิดจากอาการแรกคลอดของทารกเมื่อตกฟากนั้นนอนหงาย และได้กลืนกินก้อนเสมหะหรือเลือดในปากลงไป เป็นเหตุให้เกิดเขม่าและซางขึ้น ทำให้มีอาการลงท้อง ท้องขึ้น ชัก กำมือกำเท้า อาเจียน เป็นต้น

ลมสัตถกวาต ลมที่บังคับหัวใจ

ลมสัตหะ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง มีอาการเกิดเป็นลมดานขึ้น ในนาภีก่อนแล้วจึงมีอาการตัวร้อนจับเชื่อมซึม หน้าเขียว ช้กมือกำเท้างอ หลังแข็ง นัยน์ตาช้อนขึ้น ท้องขึ้น ลงท้อง อาเจียนและหอบเป็นเวลา เป็นต้น

ลมสันดาน โรคลมอย่างหนึ่ง มีอาการให้จุกเสียด เรื้อรังอยู่เสมอ

ลมสุนทรวาต ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เกิดกองลมขึ้นบริเวณสะดือและท้องน้อย ทำให้มีอาการลงท้อง ท้องขึ้น เจ็บท้อง ชักมือเท้ากำงอหน้าเขียว เป็นต้น ดูเพิ่มเติมที่ ซาง

ลมสูบพิษขึ้นในลำไส้ อาการโรคลมชนิดหนึ่งทำให้เวียนศีรษะ จุกแน่นในอก อาเจียน ถ้าเป็นนานวันจะทำให้ผอมเหลืองและซีด เป็นต้น

ลมหทัยวาต อาการโรคลมชนิดหนึ่ง มีอาการจิตใจหงุดหงิด ไม่โปร่งใส มึนตึง ไม่อยากเจรจา มักโกรธ ใจน้อย ร้องไห้หรือหัวเราะอย่างไม่มีเหตุผลอันสมควร เป็นต้น

ลมหัศคินี ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เป็นแก่เด็กเมื่ออายุ ๓ เดือนไปแล้ว และเป็นโรคซางโคอยู่เดิม มีอาการชักมือกำเท้างอ หลังแข็ง เหงื่อตก ท้องขึ้น เท้าเย็นขึ้นมาถึงหัวเข่า เป็นต้น ดูเพิ่มเติมที่ ซาง

ลมหัสดี ดูที่ ลมหัศคินี

ลมอติสาร อาการของโรคลมชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นในขณะที่มีอาการโรคท้องเสียถ่ายเป็นมูกเลือด

ลมอโธคมาวาตา อาการของโรคลมชนิดหนึ่ง เป็นกองลมพัดจากศีรษะลงสู่ปลายเท้า บางตำราว่าเป็นกองลมที่พัดจากคอลงไปถึงทวารหนัก มีอาการทำให้ผายลม

ลมอนุวาตะ อาการของโรคลมชนิดหนึ่ง เมื่อเป็นนั้นมีอาการทำให้หมดสติแน่นิ่ง ลมหายใจขัดและอ่อน เป็นต้น

ลมอริต ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เป็นแก่เด็กที่เป็นโรคละอองพระบาทชื่อ กาฬสิงคลี หรือเป็นโรคซางช้างอยู่แล้ว มีอาการชักคอเขียวก่อนแล้วชักมือกำเท้างอ นัยน์ตากลอกไปมา น้ำลายฟูมปาก ลิ้นกระด้างคางแข็ง บางทีชักเฉพาะจำระซ้าย (ส่วนร่างกายข้างซ้าย) บางทีชักเฉพาะจำระขวา (ส่วนร่างกายข้างขวา) เป็นต้น ดูเพิ่มเติมที่ ซาง

ลมออกหู อาการของโรคลมชนิดหนึ่งเกิดเป็นกองลมพัดออกทางรูหู ทำให้หูอื้อ เป็นต้น

ลมอะสุกะ ลมที่ทำให้น้ำตาไหล

ลมอะสุกะวาตะ อาการของโรคลมชนิดหนึ่ง เกิดจากกองลมในร่างกายพัดขึ้นสู่ศีรษะ ทำให้มีอาการปวดศีรษะ หูอื้อ คัดจมูก น้ำตาไหล เป็นต้น

ลมอัศวมุขี (อัศมุขี) อาการของโรคลมชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นกับเด็กและผู้ใหญ่ มีอาการชักดิ้นบิดตัวแล้วแน่นิ่งหมดสติ

ลมอัศวาตจับหัวใจ เป็นอาการของโรคลมชนิดหนึ่ง ทำให้หัวใจเต้นอ่อนลง ลิ้นแข็ง ปากอ้าไม่ขึ้น ทำให้พูดไม่ได้

ลมอินทรธนู เป็นอาการของโรคลมชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นไข้เหมือนอาการไข้รากสาดอยู่แล้ว มีเม็ดผุดขึ้นเป็นวงล้อมรอบสะดือ มีสีดำแดง เขียว เหลือง วงนั้นผุดขึ้นไปตามชายโครงจนถึงหน้าผาก หญิงเป็นเบื้องซ้าย ชายเป็นเบื้องขวา โรคลมนี้ทำพิษในดวงใจ ทำให้มีอาการเพ้อคลั่ง พูดเพ้อเหมือนผีเข้าสิง เป็นต้น

ลมอิริ้น ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง มีอาการจุกเสียด ท้องขึ้น แน่นเจ็บในกายเหมือนถูกขบแทง เป็นต้น

ลมอีงุ้มอีแอ่น ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นไข้ ตัวร้อนจัด มีอาการดุจไข้สันนิบาตอยู่แล้ว เกิดกองธาตุลมผิดปกติขึ้นทำให้มีอาการชัก ตัวงองุ้มไปข้างหน้า และแอ่นไปข้างหลัง อาการที่งอแอ่นไปมานั้น หากลั่นเสียงดังเผาะเมื่อใดจะตายทันที

ลมอุตะรันตะ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เกิดจากอาหารที่บริโภคแล้วเป็นพิษขึ้น มีอาการอาหารไม่ย่อย ทำให้เกิดอาการท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ก่อเป็นกองลมพัดขึ้นสู่เบื้องบน โดยรวมเป็นแผ่นดานแน่นอยู่ในท้อง ทำให้จุกแน่นตั้งแต่สะดือขึ้นไปจนถึงลำคอ เป็นต้น

ลมอุทรวาต ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เป็นโรคลมประจำวันของเด็กที่เกิดวันอังคาร เป็นโรคลมที่ติดมากับเด็กตั้งแต่แรกเกิด เรียกว่าลมกำเนิด มีอาการร้องไห้ในเวลาเย็นเป็นนิจ (ทุกวัน) ตั้งแต่อยู่ในเรือนไฟจนถึงอายุ ๓ เดือน อาการของโรคก็จะหายไปเองหรือเลิกร้องไห้ อาการเช่นนี้พื้นบ้านเรียกว่า ร้องไห้ ๓ เดือน เป็นเด็กเลี้ยงยาก เมื่อมีอาการลมจะบังเกิดขึ้นในท้อง ทำให้ท้องขึ้น ขนชัน จับเชื่อมมัวและหอบ เป็นต้น ถ้าอายุเกิน ๓ เดือนขึ้นไปแล้วยังรักษาไม่หายจะมีอาการซูบ ผอม ท้องขึ้น อาเจียน จุกเสียด ในที่สุดจะชักมือกำเท้างอ ตาช้อนขึ้นสูง เรียกว่า โรคตะบองราหูบ้าง ตะพั้นไฟบ้าง ดูเพิ่มเติมที่ ซาง

ลมโฮก ลมโฮกเหียน คือ ลมที่ทำให้อาเจียน

ลมโฮก อาการของโรคที่มีกองลมเคลื่อนไปมาในท้อง

ล่อง ช่องตามพื้นเรือนไทยทำไว้สำหรับให้สิ่งของลอดลงไป

ล้อม ป้องกัน

ล้อมตับ ในที่นี้หมายถึง ยาที่ใช้ป้องกันไม่ให้เกิดพิษแก่ตับ

ลอยเสีย ลอยน้ำบูชา โดยไม่ต้องเก็บกลับคืน

ลอองแก้วมรกต ชื่อโรคละอองชนิดหนึ่ง เป็นแก่เด็กที่เป็นโรคซางแดงอยู่แล้ว

ลอองชื่อไฟฟ้า ชื่อโรคละอองชนิดหนึ่งเป็นแก่เด็ก มีอาการลิ้นเป็นฝ้า และมีเม็ดพิษสีแดงผุดขึ้นที่ฝ้านั้น

ละลอก โรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ลักษณะเป็นเม็ดมีหนอง

ละลาย การนำยาผงผสมกับน้ำหรือน้ำกระสายอย่างอื่น แล้วคนให้เข้ากัน ใช้เป็นยาดื่มหรือยาน้ำ

ละออง ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เป็นกับเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนโตใหญ่ เกิดจากความร้อนในร่างกาย ส่งไอความร้อนขึ้นจากภายในช่องท้องขึ้นมา ทำให้เกิดเป็นฝ้าสีขาวๆ เกาะอยู่บริเวณลิ้นและในปากมีสีต่างๆ ตามชนิดของโรค เช่น สีขาว เหลือง เขียว เป็นต้น โรคละอองเมื่อเป็นขึ้นแล้วทำให้รู้ว่าจะบังเกิดเป็นโรคหละหรือซางต่อไป ดูเพิ่มเติมที่ หละ และ ซาง

ละอองแก้วมรกต (ลอองแก้วมรกต) ชื่อโรคละอองชนิดหนึ่ง เป็นแก่เด็กที่เป็นโรคซางแดงอยู่แล้ว เมื่อบังเกิดโรคขึ้นนั้นมีอาการใบหน้าเขียวคล้ำจนเกือบดำ ลิ้นกระด้างคางแข็ง อ้าปากไม่ออก ชักกำมือกำเท้าหรือมือกำเท้างอ

ละอองแก้ววิเชียร ชื่อโรคละอองชนิดหนึ่งเป็นแก่เด็ก อาการของโรคเกิดขึ้นที่ลิ้นเพดาน ในบริเวณกระพุ้งแก้ม เป็นต้น ลักษณะเป็นฝ้าเห็นขาวเป็นมันเลือกทั้งปากและลิ้นดุจมะพร้าวกะทิ ทำให้มีอาการท้องขึ้น ท้องอืดมาก ขณะเดียวกันก็ลงท้องนับครั้งไม่ถ้วน เรียกว่า ทั้งขึ้นทั้งล่อง ทำให้ตัวร้อนนอนไม่หลับ สะดุ้งผวา บางทีลงท้อง บางทีท้องผูก ท้องขึ้น ชักตาเหลือกขึ้นและไอ เป็นต้น

ละอองเปลวไฟฟ้า (ลอองชื่อไฟฟ้า) ชื่อโรคละอองชนิดหนึ่ง เป็นแก่เด็ก มีอาการลิ้นเป็นฝ้ามีเม็ดหรือยอดผุดขึ้นที่ฝ้านั้น สีแดงดังชาดหรือยอดทับทิม ทำให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ตาค้าง ชักมือกำเท้างอ กัดฟัน ตัวร้อนจัด เป็นอาการต่อเนื่องกับโรคซาง

ละอองพระบาท ชื่อโรคละอองชนิดหนึ่ง เป็นแก่เด็ก อาการของโรคเกิดเป็นฝ้าขึ้นในปากและที่ลิ้นหรือกระพุ้งแก้ม ฝ้านั้นมีสีขาวดังกล้ามมะพร้าวยังไม่ได้ขูด ทำให้มีอาการท้องขึ้นท้องอืดมาก พร้อมกับลงท้อง ถ่ายท้องจนนับไม่ถ้วน อย่างที่เรียกว่า ทั้งขึ้นทั้งล่อง โรคนี้เกิดกับโรคซางช้าง นอกจากนั้นโรคละอองพระบาทยังมีอาการต่างออกไปอีก เห็นได้จากฝ้าที่ขึ้นตามลิ้น เป็นสีเหลือง เขียว แดง พิษของโรคก็จะต่างกันออกไป

ละอองเพลิง ดูที่ ละอองแสงเพลิง

ละอองไฟฟ้า ดูที่ ละอองเปลวไฟฟ้า

ละอองมหาเมฆ ชื่อโรคละอองชนิดหนึ่ง เป็นกับเด็กที่เป็นโรคซางโคอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเกิดเป็นละอองมีอาการลิ้นเป็นฝ้า มีเม็ดหรือยอดผุดขึ้นที่ฝ้านั้น เมื่อแรกตั้งสีดังดอกตะแบก จับให้หน้าเขียวจนดำ ชักมือกำเท้างอ นัยน์ตาช้อนขึ้นสูง ท้องขึ้น ปิดหนักปิดเบา เป็นต้น

ละอองแสงเพลิง ชื่อโรคละอองชนิดหนึ่ง เป็นกับเด็กที่เป็นโรคซางสะกออยู่แล้ว เมื่อแรกเป็นนั้นมีฝ้าเป็นกระขาวๆ ตามกระพุ้งแก้มขึ้นอยู่วันกับคืน แล้วเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำเหมือนสีใบไม้ พิษของโรคทำให้มีอาการเชื่อมมึน ลงท้อง อุจจาระสีเขียวดังสีใบไม้ เป็นต้น

ลักเภท ลักษณะของโรคที่ไม่ปรากฎอาการ หรือมีอาการต่างๆ มากมาย ซึ่งแพทย์อาจจะดูไม่ออกหรือวินิจฉัยไม่ได้ว่าเป็นโรคอะไร

ลักษณะกุมาร รูปร่างลักษณะของเด็กตั้งแต่แรกเกิดจากครรภ์มารดาจะมีความแตกต่างกันโดยพรหมชาติ ลักษณะที่แตกต่างกันนั้น บ่งบอกถึงอาการของโรคที่เป็นกับเด็ก มี ๔ ประการคือ (๑)อทิศรูป กุมารมีลักษณะกระหม่อมลึก ขณะแม่อยู่ในเรือนไฟ มีเขม่าขึ้นพอประมาณ ซางขึ้นในลิ้น มีอาการอาเจียนและลงท้อง (๒)มหัศรูป กุมารมีลักษณะกระหม่อมใหญ่ ไส้พอง อัณฑะยาน เมื่อยังอยู่ในเรือนไฟ ไม่มีโรคตานซาง และเขม่าออกจากเรือนไฟแล้วจึงเป็น มีอาการท้องขึ้น ร้องไห้จนเสียงแหบแห้งเป็นเสียงแมว ให้อาเจียนออกทางจมูกและปาก เป็นต้น (๓)หริตรูป กุมารมีลักษณะกระหม่อมเป็นร่อง เมื่อกุมารยังอยู่ในเรือนไฟ มีเขม่าขึ้นในทรวงอกจนถึงปลายลิ้น ทำให้มีอาการอาเจียนและไอ เป็นต้น (๔)มนุษยรูป กุมารมีลักษณะกระหม่อมเต็ม เมื่อยังอยู่เรือนไฟ ไม่มีเขม่าและโรคตานซาง ออกไฟแล้วจึงเป็นโรคซาง มีเม็ดผุดเป็นยอดขึ้นตามที่ต่างๆ ในท้องถึงอก ๑ ยอด อกถึงคอ ๑ ยอด คอถึงคางหรือเพดาน ๑ ยอด เพดานถึงกระหม่อม ๑ ยอด อยู่บนกระหม่อม ๓ ยอด กลางสันหลัง ๓ ยอด เป็นต้น

ลักษณะดวง ลักษณะดวงชะตาในที่นี้ หมายถึง ลักษณะของโรคซางที่เป็นกับเด็กนั้นมีอาการของโรคแตกต่างกันไปตามวันเกิดของเด็ก (ดูเพิ่มเติมที่คำซาง ท้ายเล่ม)

ลักษณะเภท ในที่นี้หมายถึงลักษณะต่างๆของโรค

ลั่นลงไป ในที่นี้หมายถึง พิษของโรค เคลื่อนลงไปสู่ส่วนล่างของร่างกาย

ล้างยา การบริโภคของบางอย่างเข้าไปแล้วทำให้ตัวยาที่อยู่ในร่างกายหมดฤทธิ์หรือเสื่อมสภาพ แปรสภาพไป ทำให้ไม่มีอำนาจในการทำลายพิษของโรคหรือรักษาโรค

ลามปาก อาการของโรคซางที่เป็นขึ้นในปาก ทำให้ปากเป็นแผลเปื่อย

ลามุขะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๕

ลาย คือ ละลาย

ลำกะรีสะมัด (ลำกรีสมัด) คือ ลำไส้ใหญ่

ลำบอง เม็ดตุ่มๆ ที่เกิดตามผิวเนื้อด้วยพิษร้อน หรือพิษอักเสบ

ลำบองราหู ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดแก่ทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๑๒ เดือน โดยมีอาการของโรคต่างๆ กันตามกำหนดของเดือน ตั้งแต่เด็กมีอายุได้ ๑ เดือนเป็นลำดับไปจนถึง ๑๒ เดือน เป็นอาการของโรคซางในเด็กมีอาการต่างๆ กัน

ลำบองราหูเกิดในเดือน ๑ เมื่อแรกจับนั้นมีผื่นขึ้นทั้งตัว พิษของเม็ดผื่นนั้นทำให้เจ็บไปทุกขุมขน ขนชูชันขึ้น นอนสะดุ้ง ร้องไห้หาน้ำตามิได้ เป็นต้น

ลำบองราหูเกิดในเดือน ๑๐ เมื่อแรกจับมีอาการตัวร้อนจัดนอนสะดุ้งผวา ร้องไห้ไม่หยุด

ลำบองราหูเกิดในเดือน ๑๑ เมื่อแรกจับตัวร้อน พิษขึ้นที่ราวนมและรักแร้ ทำให้ร้องไห้ดิ้นรน กางแขน อ้ารักแร้อยู่ตลอดเวลา

ลำบองราหูเกิดในเดือน ๑๒ เมื่อแรกจับมีอาการชักตัวเย็นเป็นเหน็บ ร้องไห้ไม่ออก หมดสติ เป็นต้น

ลำบองราหูเกิดในเดือน ๒ เมื่อแรกจับแต่ลำคอ ทำให้เจ็บในคอ อ้าปากร้องอยู่ กลืนอาหารไม่ได้

ลำบองราหูเกิดในเดือน ๓ เมื่อแรกจับทำให้ท้องขึ้น ท้องพองเหลือกำหนด อึดอัด หายใจไม่สะดวก ร้องไห้ ดิ้นรนอยู่ดังจะขาดใจ

ลำบองราหูเกิดในเดือน ๔ เมื่อแรกจับนัยน์ตาจะเหลือง ให้กำมือ จะติงตัวก็มิได้ (เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้) แข็งกระด้างไปทั้งตัว

ลำบองราหูเกิดในเดือน ๕ เมื่อแรกจับมีอาการตัวร้อน ท้องขึ้น ท้องพอง เป็นต้น

ลำบองราหูเกิดในเดือน ๖ เมื่อแรกจับมีอาการมือเท้าเย็น ท้องขึ้น ตาเหลือง หลังแข็ง เป็นต้น

ลำบองราหูเกิดในเดือน ๗ เมื่อแรกจับมีอาการบิดตัว นัยน์ตาเหลือกขึ้นเบื้องบน มือกำเท้างอ เป็นต้น

ลำบองราหูเกิดในเดือน ๘ เมื่อแรกจับมีอาการปากเปื่อย ยิงฟันเป็นนิจ เบื่ออาหาร เป็นต้น

ลำบองราหูเกิดในเดือน ๙ เมื่อแรกจับมีอาการหนาวสะท้าน หดมือ หดเท้า เป็นต้น

ลำพัน สัตว์สมุนไพรชนิดหนึ่ง จำพวกปลาไม่มีเกล็ด

ลำลาบ ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดขึ้นภายนอกตามผิวกาย มีอาการเป็นเม็ดเปื่อยผุดขึ้นมีน้ำเหลืองเยิ้ม ลามออกเป็นทางไป

ลำลาบเปื่อย ดูที่ ลำลาบ

ลำลาบเพลิง ชื่อโรคชนิดหนึ่ง อาการเหมือนไฟลามทุ่ง ดูเพิ่มเติมที่ ไฟลามทุ่ง

ลำสอ (ลำศอ) อวัยวะส่วนลำคอ

ลำๆ บทกลอน คำประพันธ์

ลิ้นกระด้างคางแข็ง (ลิ้นกระด้างคางแขง) อาการของโรคชนิดหนึ่ง ทำให้อ้าปากไม่เต็มที่

ลิ้นดาดดังยวงฝ้าย อาการของโรคชนิดหนึ่ง มีฝ้าเกาะที่ลิ้นทำให้ลิ้นขาวหนาเป็นแผ่นฟูขึ้น

ลิ้นเป็นกระตัง อาการของโรคชนิดหนึ่ง ลิ้นมีฝ้าหนาเป็นแผ่น ทำให้ไม่รู้รสอาหาร

ลิ้นเป็นขุม ชื่อโรคชนิดหนึ่ง อาการเหมือนลิ้นเป็นกระตัง ดูเพิ่มเติมที่ ลิ้นเป็นกระตัง

ลึงค์ อวัยวะเพศชาย

ลูกกลอน เม็ดยาเปียกๆ ที่ปั้นเป็นก้อนกลมเพื่อกลืนกิน

ลูกจะตกเสีย แท้งลูก ลูกตายก่อนจะถึงกำหนดคลอด

ลูกใต้ดิน ปริศนาสมุนไพร ปริศนาหนึ่งเขียนไว้ว่า "ลูกใต้ดิน กินตีนท่า หรือ หากินตามท่า อยู่หลังคาขี้คารู คู่อ้ายบ้า" คำตอบปริศนา : ลูกใต้ดินคือต้นเจตมูลเพลิง กินตีนท่าหรือหากินตามท่าคือต้นผักเป็ด อยู่หลังคาคือหญ้ายองไฟ (ยักไย่ไฟ) ขี้คารูคือขี้ยาฝิ่น คู่อ้ายบ้าคือสุราใช้เป็นกระสาย

ลูกประคำ ในที่นี้หมายถึง การทำยาที่ปรุงแล้วบดให้ละเอียดเป็นผงก่อนผสมน้ำพอเปียกแล้วปั้นเป็นเม็ดกลมๆขนาดเท่าเม็ดพุทธรักษา เจาะรูร้อยเชือกตากให้แห้ง ใช้เป็นลูกประคำผูกข้อมือเด็ก

ลูกอยู่ภูผา ปริศนาสมุนไพร ปริศนาหนึ่งเขียนไว้ว่า "หาบไม่หนัก ตักไม่เต็ม เค็มตลอดยอด มอดไปด้วย ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา) หงายกลางนา หญ้าหัวใต้ หมึกสาย กินพุงทลาย จับไม่อยู่" คำตอบปริศนา : หาบไม่หนักคือต้นกระเบา ตักไม่เต็มคือต้นหางไหล เค็มตลอดยอดคือต้นมะเกลือ มอดไปด้วยคือต้นเลี่ยน ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา)คือหญ้าใต้ใบ หงายกลางนาคือผักคราดหัวแหวน หญ้าหัวใต้คือสมุนไพรทั่วๆไป หมึกสายคือสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง กินพุงทลายคือสลอด จับไม่อยู่คือปรอท

เล็บพิการ อาการของโรคชนิดหนึ่งเกิดขึ้นที่เล็บ มีอาการช้ำดำเขียว ฟกบวม หรือช้ำเลือดช้ำหนอง เป็นต้น

เลมขะ (เลมุขะ) ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๐

เลหะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๒๐

เลือก อาการของโรคอย่างหนึ่ง เกิดลักษณะที่เป็นเมือกลื่น

เลือดกำเดา ดูที่ กำเดา

แล่น ในที่นี้หมายถึง มีเส้นเลือดขึ้นแทรกระหว่างเม็ดพิษซึ่งขึ้นเป็นยอดแหลม

โลกย์ คือ โลก

โลกยวิไสย (โลกวิสัย) ลักษณะที่เป็นอยู่ของโลก หรือของมนุษย์

โลกีย์ เกี่ยวกับโลก ในทางโลก

โลท ในที่นี้หมายถึง ต้นโลดทะนง

โลทนง พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง คือ ต้นโลดทะนง

โลมชาติ์ (โลมชาติ) ขน

โลมา ขน

โลหะทั้ง ๕ (เบญจโลหะ) คือรากทองกวาว รากทองหลางหนาม รากทองหลางใบมน รากทองพันชั่ง และรากทองโหลง ดูที่ พิกัดยา ๒.กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด

โลหะทั้ง ๗ (สัตตะโลหะ) คือ ใช้โลหะทั้ง ๕ แล้วเพิ่มอีก ๒ ได้แก่ รากฟักทองหรือขันทองพยาบาทและรากต้นใบทอง ดูที่ พิกัดยา ๒.กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่ดตามพิกัด

โลหะทั้ง ๙ (เนาวโลหะ) คือ ใช้โลหะทั้ง ๗ แล้วเพิ่มอีก ๒ ได้แก่ รากทองเครือและรากจำปาทอง ดูที่ พิกัดยา ๒.กลุ่มเครื่องยาเรียกชื่อตามพิกัด

โลหะมุขะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๒

โลหิตปกติโทษ โลหิตระดูที่มีตามธรรมชาติของหญิง มี ๕ ชนิดคือ (๑)โลหิตระดูเกิดแต่หัวใจ เมื่อจะมีระดูนั้นทำให้มีอาการจิตใจระส่ำระสาย หงุดหงิด โกรธง่าย บ่น เพ้อคลั่ง ริมฝีปากเขียว ตาเขียว เป็นต้น (๒)โลหิตระดูเกิดแต่ขั้วดี เมื่อจะมีระดูนั้นทำให้มีอาการไข้ ตัวร้อน เชื่อมมึน นอนสะดุ้งผวา บางทีมีเม็ดผุดขึ้นเป็นเม็ดดำแดง ฐานกว้างเท่าแว่นน้ำอ้อย ถ้าเป็นมากอาจจะกระจายเป็นรากสาด สันนิบาต (๓)โลหิตระดูเกิดแต่ผิวเนื้อ เมื่อจะมีระดูนั้นทำให้มีอาการร้อนตามผิวกาย มีเม็ดผุดขึ้นดังผด ครั้นระดูมาแล้วก็จะหายไปเอง (๔)โลหิตระดูเกิดแต่เส้นเอ็น เมื่อจะมีระดูนั้นทำให้มีอาการไข้ สะบัดร้อนสะบัดหนาว ปวดศีรษะเป็นกำลัง เมื่อระดูมาแล้วก็จะหายไปเอง (๕)โลหิตระดูเกิดแต่กระดูก เมื่อจะมีระดูนั้น ทำให้มีอาการปวดเมื่อยตามข้อกระดูก ข้อต่อ ข้อพับ เหมือนกระดูกจะแตก เจ็บปวดเอว ปวดหลัง เป็นต้น เมื่อระดูมาแล้วก็จะหายไปเอง

โลหิตพิการ ชื่อโรคชนิดหนึ่งมีอาการต่างๆ ถ้าโลหิตกำเริบ มีอาการไข้เช่นไข้กำเดา ถ้าโลหิตแตกกระจายซ่านออกภายนอกทางผิวหนัง ถ้าแตกแล้วตกอยู่ภายในทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น บางทีอาเจียนเป็นโลหิต บางทีโลหิตแล่นเข้าจับหัวใจทำให้คลั่งเพ้อหาสติไม่ได้ บางทีชักเท้างอมือกำ บางทีให้หนาวเป็นกำลัง บางทีขัดอุจจาระปัสสาวะ หรือตกโลหิต เป็นต้น อนึ่งโรคอาจเกิดด้วยโลหิตพิการนั้น เกิดกับหญิงเมื่อคลอดบุตรอยู่ไฟไม่ได้ มดลูกเน่า เป็นปรวด นานเข้ากลายเป็นบุพโพโลหิต ตกจนกลายเป็นช้ำรั่ว บางทีน้ำเหลืองเป็นพิษเมื่อไหลออกมาถึงไหนก็เกิดเม็ดพรึงขึ้นรอบทวาร เป็นเม็ดหนองหัวขาว เมื่อแตกเปื่อยทำให้แสบร้อน เป็นต้น

โลหิตะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๔ และ ๒๑

วงสะบ้ามอน (ลูกสะบ้ามอญ) คือแผ่นไม้กลมๆ ที่ใช้เล่นสะบ้า มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓-๔ นิ้ว

วมะนะวิธี การรักษาโรคด้วยการให้คนไข้อาเจียนเพื่อเอาโทษหรือพิษออก

วระณะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๘

วะระณะ ดูที่ วระณะ

วะระนะตา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๔

วะระสิมหา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๔

วะสันต์ (วสันต์) ฤดูฝน นับจากแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒

วะสันตะ ฤดูใบไม้ผลิ

วัณโรค ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าโรคฝีในท้อง มีอาการซูบผอม ไอ มีไข้เล็กน้อย และมักมีเวลากลางคืนนานเข้าไอเป็นโลหิต เป็นต้น

วัตขา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๙

วันไข้ ในที่นี้หมายถึง จำนวนวันที่เกิดอาการไข้

วันดับ วันสิ้นเดือนทางจันทรคติ ตรงกับวันแรม ๑๔ ค่ำ หรือ วันแรม ๑๕ ค่ำ

วัสติกรรม การรักษาโรคด้วยวิธีล้างท้องหรือใช้ยาสวนเข้าทางทวารหนัก

วัสสาน์ฤดู ฤดูฝน

วัสสานะ ฤดูฝน

วางดูก่อน ในที่นี้หมายถึง ใช้เป็นยารักษาไปก่อน

วางยา การให้กินยาเพื่อรักษาโรค ให้ยาเพื่อดับพิษของโรค

วางยาชอบ ในที่นี้หมายถึง การให้ยารักษาโรคถูกกับโรค หรือทำให้พิษของโรคลดลง

วางยามิฟัง การให้ยารักษาโรค เมื่อให้ไปแล้วยังไม่มีอาการทุเลา หรือดีขึ้น

วาตะ ลม

วาตะภักษ์ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เกิดแก่ทารกเมื่อแรกคลอด

วาตะสมุฏฐาน ลมในร่างกายกำเริบ ผิดปกติ ทำให้บังเกิดโรคมีอาการต่างๆ มักเกิดในระหว่างเดือน ๙ ถึงเดือน ๑๒ ดูเพิ่มเติมที่ สมุฏฐานทั้ง ๓

วาตา ลม

วาโย ลม ในที่นี้คือ วาโยธาตุ หมายถึงธาตุลมอันมีอยู่ในร่างกายมี ๖ ชนิดคือ (๑)ลมสำหรับพัดตั้งแต่ศีรษะตลอดปลายเท้า บางตำราว่าตั้งแต่กระเพาะอาหารถึงลำคอ ได้แก่ เรอ เป็นต้น (๒)ลมสำหรับพัดตั้งแต่ปลายเท้าตลอดถึงศีรษะ บางตำราว่าตั้งแต่ลำไส้น้อยถึงทวารหนัก ได้แก่ ผายลม เป็นต้น (๓)ลมสำหรับพัดอยู่ในท้องนอกลำไส้ (๔)ลมสำหรับพัดอยู่ในลำไส้และกระเพาะอาหาร (๕)ลมสำหรับพัดทั่วร่างกาย ลมในที่นี้แพทย์โบราณหมายถึงโลหิต (๖)ลมสำหรับหายใจเข้าออก

วาโยกระษัย ดูที่ กระษัยลม

วาโยธาตุ ดูที่ วาโย

วาโยธาตุพิการ อาการของโรคเกิดจากธาตุลมในร่างกายผิดปกติ ทำให้มีอาการต่างๆ บางทีท้องเปล่าอาเจียนบางทีอิ่มข้าวแล้วอาเจียน จุกแน่นในอก เป็นต้น ดูเพิ่มเติมที่ ธาตุลมพิการ

วาโยฝืด ในที่นี้หมายถึงอาการผิดปกติของธาตุลมในร่างกาย

วาโยพิการ ธาตุลมพิการ ความผิดปกติของธาตุลมในร่างกาย ทำให้เกิดอาการต่างๆเช่น หูตึงเกิดเป็นน้ำหนวก นัยน์ตาฟาง เมื่อยมือเท้า อาเจียนเป็นลมเปล่า ลงท้องจนหมดแรง เป็นต้น

วาร วัน

วารี น้ำ

วิการ ดูที่ พิการ

วิการา พิการไม่สมประกอบ ผิดปกติ

วิกาโร (วิการ) ความผิดปกติ

วิจิกิจฉา ความลังเล ความคลางแคลงสงสัย ความไม่แน่ใจ

วิญญาณขันธ์ กองวิญญาณ ส่วนที่เป็นความรู้แจ้ง อารมณ์

วิตักโก ความนึกคิด วิตักกา คือความนึกคิดที่ไม่ดี ในความว่า “วิตักโกนั้นบทหนึ่ง ให้ตัดซึ่งวิตักกา”

วิถาร (วิตถาร) ละเอียด ถี่ถ้วน

วิทยาธร ผู้มีวิชากายสิทธิ์ เทพบุตร พวกหนึ่งมีฐานะต่ำกว่าเทวดามีหน้าที่เล่นดนตรีบนสวรรค์

วิธีเก็บยา ดูที่ การเก็บสมุนไพร

วิธีทำเกลือทั้ง ๕ ดูที่ เกลือทั้ง ๕

วิธีสุทธิ วิธีทำความสะอาดในที่นี้หมายถึง วิธีการทำให้พิษหรือรสอ่อนลงหรือหมดไปและเปลี่ยนคุณสมบัติให้มีสรรพคุณทางยา

วิปริต แปรปรวน ผิดปกติ

วิปลาศ ที่คลาดเคลื่อนไปจากปกติ

วิลา (วิฬาร์) แมว

วิสรรหา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๕

วิสัชชนา (วิสัชนา) คำชี้แจง คำตอบ

วิหิงสา เบียดเบียน ในที่นี้หมายถึง ทำลาย ทำร้าย ก่อให้เกิดความเดือนร้อนแก่ผู้อื่น คือคนไข้

วีสะติ (วีสติ) แปลว่า ๒๐ ในที่นี้คือ ธาตุดิน ๒๐ ประการ

วุฒิกะโรค ดูที่ วุฒิโรค

วุฒิโรค ชื่อโรคชนิดหนึ่ง คือโรคอัณฑะใหญ่ กล่อนลงฝัก หรือไส้เลื่อน

เวทนาขันธ์ กองเวทนา ส่วนที่เป็นการเสวยรสอารมณ์ ความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ

เวรา (เวร) คือ บาป

แว่นน้ำอ้อย ก้อนน้ำตาลอ้อยที่ทำเป็นแผ่นกลมๆ แบนๆ

ไวย (วัย) ระยะของอายุ

ไว้ยา ในที่นี้หมายถึงกำหนดยาไว้ หรือจัดยาไว้

ศรีสรรวรรณ ผิวพรรณ

ศฤงฆาร (ศฤงคาร) ความรัก

ศอเสมหะ อาการของโรคชนิดหนึ่ง มีเสมหะอยู่ที่ลำคอ ถ้าพิการทำให้มีอาการไอ เจ็บคอ คอแห้ง เป็นต้น

ศะศิ พระจันทร์ ในที่นี้หมายถึง วันจันทร์

ศะศี พระจันทร์

ศาลเทพารักษ์ ที่อยู่ของเทพารักษ์

ศิรา ศีรษะ

ศิริ (สิริ) ในที่นี้หมายถึง รวม ทั้งหมด

ศิริระ (ศิศิระ) ฤดูที่มีน้ำค้างมาก อยู่ระหว่างกลางเดือนมกราคมถึงกลางเดือนมีนาคม

ศิลายอน สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากวัตถุธาตุ

เศก (เสก) การร่ายมนต์ หรือคาถา เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์

สกนธ์ ร่างกาย

สกลกาย ทั่วร่าง

สกอ ชื่อโรคชนิดหนึ่งอยู่ในจำพวกเดียวกับซาง มักเกิดกับเด็ก

สง ในที่นี้หมายถืง นำกากยาขึ้นหรือแยกกากยาออกจากน้ำ

ส่ง ในที่นี้หมายถึง ดัน ผลัก

สงกา คือ สงสัย

สงกาก ในที่นี้หมายถึง นำเครื่องยาที่ต้มแล้วขึ้นจากน้ำยา

สนเท่ห์ สงสัย

สนับ ในที่นี้หมายถึง ก้อน

สนิมเหล็ก ดูที่ เขม่าเหล็ก

สบัก กระดูกส่วนที่เป็นฐานรองรับต้นแขน อยู่ถัดบ่าลงไปข้างหลัง ปลายด้านนอกเป็นที่หัวกระดูกต้นแขนเกาะยึด

สบัก (สะบัก) อวัยวะของร่างกายถัดจากบ่าลงไปหลัง หัวสะบักอยู่ตรงกลางหลังต่อจากก้านคอลงไป

สบัดเย็นแลร้อน เดี๋ยวเย็น เดี๋ยวร้อน

สพั้น (สะพั้นไฟ) ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดแก่ทารกเพิ่งคลอดได้ ๑-๒ วัน มีอาการท้องขึ้น อาเจียน ชัก ตัวร้อน มือเท้ากำ

สมปฤดี ความรู้สึกตัว

สมองศีร์ษะ (สมองศีรษะ) มันสมอง

สมอทั้ง ๓ พืชสมุนไพร ๓ ชนิด คือ ผลสมอไทย ผลสมอพิเภก และผลสมอเทศ

สมอร่องแร่ง ต้นสมอชนิดหนึ่ง ผลของสมอนั้นติดอยู่กับก้านยาวห้อยร่องแร่งอยู่

สมออัพยา ต้นสมอไทย

สมาน ยาสมาน เรียกประเภทยาที่มีสรรพคุณในทางระงับโรคไม่ให้บังเกิดอาการรุนแรงขึ้นหรือระงับโรคให้หาย

สมานลำไส้ ทำให้ลำไส้เป็นปกติ

สมุฏฐาน ที่ตั้งหรือที่แรกบังเกิดโรค บรรดาโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายจะบังเกิดขึ้นก็เพราะสมุฏฐานเป็นที่ตั้ง จำแนกออกได้เป็น ๕ สมุฏฐาน คือ ธาตุสมุฏฐาน อุตุสมุฏฐาน อายุสมุฏฐาน กาลสมุฏฐาน และประเทศสมุฏฐาน

สมุฏฐานทั้ง ๓ คือ ดี ลม และเสมหะ (ปิตตะ วาตะ เสมหะ) อันเป็นที่แรกบังเกิดโรคในร่างกาย ๓ อย่าง

สมุนไพร คือเภสัชวัตถุ ได้แก่ พืช สัตว์ แร่ธาตุ ที่มีคุณสมบัตินำไปปรุงยาให้เกิดฤทธิ์ มีสรรพคุณแก้โรคต่างๆ หรือที่นิยมเรียกว่า มีสรรพคุณทางยา ส่วนต่างๆ ของพืชที่ใช้คือ ราก เปลือก ใบ ดอก เกสร ผล แก่น ยาง เมล็ด กระพี้ เหง้า (ง่าว) กาฝาก ดูเพิ่มเติมที่ กบิลไม้ และ พิกัดสมุนไพร

สมุนไพรใช้แทนกัน สมุนไพรต่างชนิดกันแต่มีคุณสมบัติเหมือนกัน หรือสรรพคุณเสมอกัน นำมาใช้แทนกันได้ ตัวอย่างเช่น โกฐกระดูกถ้าไม่มีใช้กระทือบ้าน โกฐสอถ้าไม่มีใช้ข่าลิง โกฐเขมาถ้าไม่มีใช้ทรงบาดาล โกฐจุฬาลัมพาถ้าไม่มีใช้หญ้าตีนนก โกฐน้ำเต้าถ้าไม่มีใช้หัวเปราะป่า โกฐเชียงถ้าไม่มีใช้ไพล โกฐหัวบัวถ้าไม่มีใช้หัวกระเทียม โกฐก้านพร้าวถ้าไม่มีใช้ชิงช้าชาลี รากอบเชยถ้าไม่มีใช้ใบกระวาน รากฟักทองถ้าไม่มีใช้ขันทองพยาบาท เบี้ยจั่นถ้าไม่มีใช้เบี้ยผู้(เบี้ยตัวผู้) ลูกจันทน์ถ้าไม่มีใช้กานพลู จันทน์แดงถ้าไม่มีใช้จันทน์ขาว กะเพราถ้าไม่มีใช้แมงลัก เข็มแดงถ้าไม่มีใช้เข็มขาว ชิงช้าชาลีถ้าไม่มีใช้บอระเพ็ด เปลือกนนทรีถ้าไม่มีใช้เปลือกตาเสือ ดองดึงถ้าไม่มีใช้ผักโหมแดง ฝิ่นต้นถ้าไม่มีใช้ฝิ่นเครือ มะแว้งต้นถ้าไม่มีใช้มะแว้งเครือ ผักคราดถ้าไม่มีใช้แมงลักหรือกะเพรา เป็นต้น

สมุนไพรเรียกชื่อได้ ๒ อย่าง สมุนไพรชนิดหนึ่งแต่มีชื่อเรียกได้มากกว่า ๑ ชื่อ หรือสมุนไพรอย่างเดียวกันแต่เรียกชื่อต่างกันไปตามท้องถิ่น หรือกำหนดชื่อเป็นคำปริศนา เป็นต้น ดูเพิ่มเติมที่ ปริศนาสมุนไพร ตัวอย่างเช่น กาบินหนีหรือเรียกว่าตะไคร่น้ำ กระพังโหมหรือเรียกว่าตูดหมูตูดหมา แก่นขนุนหรือเรียกว่ากรัก ตูดหมูหรือเรียกว่ากระพังโหมใหญ่ ตูดหมาหรือเรียกว่ากระพังโหมน้อย ชุมเรียงหรือเรียกว่าพุมเรียง หนาวเดือน ๕ หรือเรียกว่าพระขรรค์ไชยศรี

สยองกาย อาการของโรคชนิดหนึ่ง ตัวสั่นขนลุกขนชัน

สรณา ที่พึ่ง ที่ยึดถือ

สรรพคุณ คุณสมบัติของพืชพันธุ์ไม้ หรือสิ่งปรุงแต่งที่มีฤทธิ์ในทางรักษาโรค หรือเภสัชวัตถุที่มีคุณสมบัตินำไปปรุงให้เกิดฤทธิ์ในทางรักษาโรค กำหนดเอารสเป็นประมาณ

สรรพคุณยา หรือสรรพคุณทางยา คุณสมบัติของพืชพันธุ์ไม้ หรือสิ่งปรุงแต่งที่มีฤทธิ์ในทางรักษาโรค หรือเภสัชวัตถุที่มีคุณสมบัตินำไปปรุงให้เกิดฤทธิ์ในทางรักษาโรค กำหนดเอารสเป็นประมาณ มีรสประธาน ๓ รส รสยา ๙ รส และรสพิเศษดังต่อไปนี้ (๑)รสประธาน ๓ รสได้แก่ ยารสเย็น ได้แก่ ยาที่เข้าใบไม้ (ที่ไม่ร้อน) เกสรดอกไม้ สัตตเขาเนาวเขี้ยว และของที่เผาเป็นถ่านแล้วปรุงเป็นยา เช่น ยามหานิล ยามหากาฬ เป็นต้น มีสรรพคุณแก้ในทางเตโชธาตุ ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้เพื่อเตโชธาตุกำเริบ เป็นต้น ยารสร้อน ได้แก่ ยาที่เข้า เบญจกูล ขิง ข่า พริกไทย เป็นต้น สำหรับแก้ทางวาโยธาตุ ขับผายธาตุ ให้ความร้อนแก่ร่างกาย บำรุงธาตุ เป็นต้น ยารสสุขุม ได้แก่ ยาที่เข้ากฤษณา อบเชย เป็นต้น เช่น ยาหอมทั้งปวง มีสรรพคุณสำหรับแก้ทางอาโปธาตุ แก้เสมหะ โลหิต และลมกองละเอียด เป็นต้น (๒)รสยา ๙ รส ได้แก่ รสฝาด สรรพคุณสำหรับสมาน ปิดธาตุ คุมธาตุ แก้โรคบิด เป็นต้น รสหวาน สรรพคุณสำหรับซึมซาบตามเนื้อ ทำให้เนื้อชุ่ม บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย เจริญอาหาร รสเมาเบื่อ สรรพคุณสำหรับแก้พิษต่างๆ รสขม สรรพคุณสำหรับบำรุงโลหิตและดี แก้ไข้ ทำให้เจริญอาหาร เป็นต้น รสเผ็ดร้อน สรรพคุณสำหรับแก้ลม จุกเสียด บำรุงธาตุ ขับผายลม เป็นต้น รสมัน สรรพคุณสำหรับบำรุงเส้นเอ็น ไขข้อ ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เป็นต้น รสหอมเย็น สรรพคุณสำหรับบำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย เป็นต้น รสเค็ม สรรพคุณสำหรับซึมซาบตามผิวหนัง แก้โรคผิวหนังบางชนิด เป็นยาถ่ายพรรดึก เป็นต้น รสเปรี้ยว สรรพคุณสำหรับกัดเสมหะ ฟอกโลหิต ระบายท้อง เป็นต้น (๓)รสพิเศษ คือรสจืดหรือไม่มีรส สรรพคุณสำหรับขับปัสสาวะและแก้ในทางเตโชธาตุ เป็นต้น

สรรพคุณเสมอกัน สมุนไพรต่างชนิด แต่มีคุณสมบัติเหมือนกันใช้แทนกันได้

สรรพตาน โรคตานทุกชนิด

สรรพตาลทราง ในที่นี้หมายถึง โรคตานและโรคซางทุกชนิด

สรรพทราง โรคซางทุกชนิด

สรรพฟอง ไข่ทุกชนิด มีไข่ไก่ ไข่เป็ด เป็นต้น

สรรพยา เครื่องยาทั้งหลายทั้งปวงที่ใช้รักษาโรค

สรรพางค์ ทั้งตัว ทั่วตัว

สระทะ ฤดูใบไม้ร่วง หรือ ฤดูสารท

สริระ (สรีระ) ร่างกาย

สลวน (สาละวน) กังวลอยู่

สลอด ชื่อไม้ชนิดหนึ่งเมล็ดใช้เป็นยาถ่าย

สลัก ส่วนของร่างกายที่เป็นกล้ามเนื้อ บริเวณตะโพก ตอนที่ขายักไปยักมา

สลักเพ็ด (สลักเพชร) กล้ามเนื้อตรงตะโพกตรงที่ขายักไป ยักมา

สลัดได (สลัดใด) ดูที่ ประสะยางสลัดได

สลึง ชื่อมาตรชั่งตามวิธีประเพณี สำหรับกำหนดน้ำหนักเท่ากับเงินหนัก ๑ ใน ๔ บาท หรือ ๓.๗๕ กรัม

สลึงเฟื้อง หมายถึงน้ำหนัก ๑ สลึงกับ ๑ เฟื้อง

ส้วง (ซ่วง) ช่องทวารหนัก ในที่นี้หมายถึง อวัยวะส่วนปลายลำไส้ใหญ่ที่ช่องทวารหนัก

ส่วนเท่ากัน กำหนดส่วนของเครื่องยาทุกอย่างเท่ากันหรือเสมอกัน เช่น หนัก ๑ บาท เท่ากันทุกอย่าง เป็นต้น

สวิงสวาย อาการของโรคอย่างหนึ่ง ทำให้กระวนกระวาย วิงเวียนศีรษะ ใจหวิว ด้วยพิษไข้

สหัศคุณทั้ง ๒ พืชสมุนไพร ๒ ชนิด คือ สหัศคุณเทศ และสหัศคุณไทย

สอ (ศอ) คอ

สองโทษ อาการของโรคที่เกิดเป็นขึ้นสองโรคพร้อมๆกัน

สองส่วน การกำหนดน้ำหนัก หรือจำนวนของเครื่องยาให้มากกว่าเครื่องยาอย่างอื่นเป็น ๒ เท่า เช่นเครื่องยาอย่างอื่นหนัก ๑ บาท เฉพาะเครื่องยาที่กำหนดว่า ๒ ส่วน ต้องใช้หนัก ๒ บาท เป็นต้น

ส้อน คือ ซ่อน

สอึก (สะอึก) อาการของโรคอย่างหนึ่งมีกองลมดันขึ้นมากระทบปากช่องหลอดลมทำให้ชะงักแล้วระเบิดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

สะกอ ดูที่ ซาง

สะครั่นสะครอ (ตะครั่นตะครอ) หมายถึง อาการครั่นเนื้อครั่นตัวสะบัดร้อนสะบัดหนาวเวลาเริ่มจะเป็นไข้

สะฐาน (สถาน) คือ ที่ หรือแห่ง

สะตุ (สะตุยา) วิธีการทำให้ตัวยามีฤทธิ์อ่อนลง หรือฆ่าพิษให้ลดลง หรือแปรรูปให้เป็นยาบริสุทธิ์ มีฤทธิ์มากขึ้น เช่น สะตุสารส้ม ทำให้สารส้มมีฤทธิ์แรงขึ้น หรือทำให้รสยาอ่อนลง ด้วยกรรมวิธีทำให้ร้อน หรือสุกด้วยไฟ เครื่องยาแต่ละชนิดมีวิธีการสะตุต่างกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้ การสะตุเหล็ก นำเหล็กที่จะสะตุนั้นมาครางด้วยตะไบ (ขัดด้วยตะไบ) เพื่อให้ได้ผงเหล็ก แล้วนำผงเหล็กที่ครางออกมานั้น ใส่ในฝาละมีหรือหม้อดิน แล้วใส่น้ำมะนาวให้ท่วม ยกขึ้นตั้งไฟเคี่ยวจนแห้ง ทำอย่างนี้ซ้ำๆ ประมาณ ๗-๘ ครั้ง จนเหล็กกรอบดีแล้วจึงนำไปใช้ได้ หากยังไม่กรอบต้องทำซ้ำๆ ต่อไปอีกจนกว่าจะกรอบจึงจะใช้ได้ การสะตุสารส้ม ใช้สารส้มบดละเอียดใส่ในหม้อดิน แล้วนำขึ้นตั้งไฟจนสารส้มละลายฟูขาวดีแล้วจึงนำไปใช้ได้ การสะตุรงทอง นำรงทองห่อด้วยใบบัวหรือใบข่า ห่อซ้อนๆ กันให้ได้ ๗ ชั้นแล้วนำไปปิ้งไฟจนสุก รงทองนั้นเหลืองกรอบดีแล้วจึงจะใช้ได้ การสะตุมหาหิงคุ์ นำมหาหิงคุ์ที่จะสะตุใส่ในภาชนะไว้ แล้วใช้ใบกะเพราแดงต้มกับน้ำให้เดือด เทลงละลายมหาหิงคุ์ที่เตรียมไว้แล้วกรองให้สะอาดจึงใช้ได้ การสะตุดินสอพอง นำดินสอพองใส่ในหม้อดินเผาแล้วปิดฝา นำขึ้นตั้งไฟให้นานพอสมควรจนดินสุกจึงจะใช้ได้ การสะตุหัวนกแร้ง นกกา หรือกระดูกสัตว์ต่างๆ นำส่วนอวัยวะสัตว์ที่ต้องการสะตุใส่ในหม้อดิน ปิดฝาแล้วสุมไฟให้ไหม้ด้วยไฟแกลบจนสุกจึงใช้ได้ การสะตุหัวงูเห่า งูทับทาง นำส่วนอวัยวะงูที่ต้องการสะตุใส่หม้อดินเผาปิดฝา แล้วใช้ดินสอพองยาปิดปากฝาหม้อให้สนิทอีกครั้งแล้วเผาสุมด้วยไฟแกลบหรือถ่านตลอดคืนจนย่ำรุ่งจึงนำออกทิ้งไว้ให้เย็นจึงจะนำไปใช้ได้

สะบ้า ลูกสะบ้า คือเมล็ดของไม้เถาชนิดหนึ่ง

สะพั้น (สะพั้นไฟ ตะพั้นไฟ สพั้น) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดแก่ทารกที่เพิ่งคลอดได้ ๑-๒ วัน มีอาการท้องขึ้น อาเจียน ชักมือกำเท้างอ ตัวร้อนจัด

สะพั้นไฟ (ตะพั้นไฟ) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดแก่ทารกที่เพิ่งคลอดได้ ๑-๒ วัน มีอาการท้องขึ้น อาเจียน ชัก ตัวร้อน มือเท้ากำ

สะมุฏฐาน (สมุฏฐาน) ที่ตั้งหรือที่แรกบังเกิดโรค

สะวะละ (สวะระ) ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๘

สักขี พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง

สังข์ สัตว์สมุนไพร ได้มาจากเปลือกหอยสังข์

สังขยา จำนวนนับ ในความว่า “สิบสามตามสังขยา”

สังคะหะ (สังคหะ) รวบรวมไว้

สังคัง ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดแก่ชายบริเวณอัณฑะ มีอาการคัน ผิวแห้งแตก เมื่อถูกน้ำจะเป็นขุยดุจขี้ไคล เป็นต้น

สังโยชน์ ในที่นี้คือชื่อคัมภีร์ทางการแพทย์ กล่าวถึงลักษณะของหญิง และรสของน้ำนมซึ่งจะให้กุมารบริโภค

สังวัทธยาย (สังวัธยาย) ท่องบ่น อ่านดังๆ เพื่อให้จำได้

สังวาลพระอินทร์ ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดขึ้นภายนอกกาย พิษไข้ทำให้เกิดเป็นเม็ดผุดขึ้นเรียงเป็นแถวเป็นแนวตามร่างกาย ดูเพิ่มเติมที่ ไข้สังวาลพระอินทร์

สังวาลย์ (สังวาล) ในที่นี้หมายถึง คล้องสะพายแล่ง เหมือนสร้อยเครื่องประดับ

สังวาศ (สังวาส) คือการอยู่ด้วยกันและมีความสัมพันธ์กันทางเพศ

สังสาระวัฏ (สังสารวัฏ) การเวียนว่ายตายเกิด

สังเสทชะ สัตว์ที่มีกำเนิดในเปือกตม คือ ในที่ชื้นแฉะหมักหมมเน่าเปื่อย

สัณฑฆาฏกาฬ โรคเลือดที่เกิดขึ้นภายในดี ตับ ปอด หัวใจ

สัตตะเขา คือ เขาควาย เขาเลียงผา เขากวาง เขาวัว เขากระทิง เขาแพะ และ เขาแกะ ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด

สัตตะบัน พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง ต้นตีนเป็ด ก็เรียก

สัตตะปะระเมหะ (ปรเมหะ) คือ ต้นก้นปิด ตำแยทั้ง ๒ (ตำแยตัวผู้ หรือ ตำแยแมว และตำแยตัวเมีย) ผลกระวาน โกฐกระดูก ผลรักเทศ และผลตรีผลาวะสัง ลูกไม้ ๓ อย่าง (สมอไทย สมอพิเภก และมะขามป้อม) เอาแต่อย่างเดียว ดูที่ พิกัดยา ๑.กลุ่มเครื่องยาจัดหมวดตามพิกัด

สัตตาหะ ๗ วัน

สัตถะกะวาต (สัตถกะวาต) คือลมที่บังคับหัวใจ

สัตมุคะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๘

สัตรีภาพ สตรี ผู้หญิง

สัตว์มีพิษในเขี้ยว เช่น งู

สัตหะ ๗ ในที่นี้หมายถึง ๗ วัน

สัท เสียง เสียงพูด ในความว่า “หญิงหนึ่งนั้นสันทัด ขาวเหลืองสัทสำเนียง”

สันตะวันตา (สันตะอันตา) ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๔

สันตาธาตุ ดูที่ ตานโจร ชื่อตัวพยาธิที่ทำให้เกิดเป็นโรคตานชนิดหนึ่ง เป็นโรคแทรกขณะที่เป็นโรคซางน้ำอยู่แล้ว หรือบังเกิดขึ้นเนื่องจาก เป็นโรคซางน้ำ ทำให้ตัวเย็น ท้องขึ้น ปัสสาวะขาว

สันตุกะ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากร่างกายบอบช้ำ เช่น หกล้ม ถูกทุบ ตี เป็นต้น ทำให้มีอาการตัวร้อนเป็นไข้ พิษไข้ร้ายแรงมาก มือเท้าเย็น มีเม็ดเป็นยอดผุดขึ้นทั้งตัว แล้วจมหายไป ทำให้ท้องร่วงอย่างแรง ปวดมวนท้อง เชื่อมซึม หอบรวน บริโภคอาการไม่ได้ ซูบผอม เป็นต้น

สันถาน (สัณฐาน) ลักษณะ

สันทะคาด ดูที่ สันทะฆาฏ

สันทะฆาฏ (สันทฆาต) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง อาการของโรคมี ๔ ชนิดคือ (๑)เอกสันทะฆาฏ เป็นกับหญิง เกิดจากโลหิตและระดูแห้งเป็นก้อน ขนาดประมาณฟองไข่ไก่ ติดอยู่ที่กระดูกสันหลัง ทำให้มีอาการเจ็บหลัง ปวดถึงบิดตัว (๒)โทสันทะฆาฏ เกิดจากท้องผูกจนเป็นพรรดึก เกิดเป็นกองลมเข้าไปอยู่ในท้อง ทำให้เจ็บปวดไปทั้งตัว มีอาการเมื่อยบั้นเอว ขัดตะโพก เวียนศีรษะ สะท้าน ร้อนสะท้านหนาว เป็นต้น (๓)ตรีสันทะฆาฏ เกิดเป็นเม็ดผุดขึ้นภายในบริเวณดี ตับ หรือในลำไส้ ทำให้เป็นไข้ จุก เสียด ท้องพอง มีอาการเพ้อ คลั่ง ประดุจผีเข้าสิง ถ้าเป็นนาน ๗-๙ วัน โลหิตจะแตกออกตามทวารทั้ง ๙ (๔)อาสันทะฆาฏ เกิดจากการฟกช้ำภายใน เช่น ตกจากที่สูง ถูกทุบ ถอง ตีโดยแรง เจ็บเนื้อตัว ทำให้โลหิตในร่างกายคุมกันเข้าเป็นก้อน มีอาการเจ็บร้อนในอก เสียดแทงสันหลัง ดุจเป็นเม็ดยอดขึ้นภายใน ถ้าวางยาผิด โลหิตกระจายออกแล้วแล่นเข้าสู่กระดูกสันหลังลงสู่ทวารหนักเบา เป็นต้น ดูเพิ่มเติมที่ มานหิน

สันนิจโลหิต อาการของโรคอย่างหนึ่ง เกิดจากโลหิตในร่างกายแตกกระจาย ขังอยู่ในท้องเลยไปถึงตับ ม้าม ทำให้มีอาการแสบในอก ในหัวใจ บางทีโลหิตจับตัวเป็นก้อน เป็นลิ่ม ตกลงทางทวารหนัก เบา บางทีโลหิตใสดุจน้ำหมากจางๆ หรือขุ่นดุจน้ำดินสอพอง เป็นอาการที่เป็นต่อเนื่องจากโรคอาสันทะฆาฏ ดูเพิ่มเติมที่ สันทะฆาฏ

สันนิบาต ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากธาตุ ๓ กองในร่างกาย คือ น้ำดี เสลด และลม เป็นโทษขึ้นพร้อมกันทำให้ร่างกายเป็นไข้ พิษของไข้มีอาการหนาวสั่นและเพ้อ เป็นต้น

สัมประชวร ดูที่ ไข้สัมประชวร

สัมพะหุลาเหลือง การนำยาที่หม่าแล้วทิ้งไว้ให้ขึ้นราก่อน ต่อจากนั้นจึงนำไปใช้ปรุงยาต่อไป ดูเพิ่มเติมที่ หม่ายา

ส่า เชื้อหรือสิ่งที่ปรากฎเป็นผื่น เป็นเม็ดขึ้นเต็มไปทั้งตัว

สาคร แม่น้ำ

ส่าง (สร่าง) คือทุเลา

สางเหม็น กลิ่นเหม็นของซากศพ

สาตราคม (ศัสตราคม) ของมีคม เป็นเครื่องฟันแทง ซึ่งได้ผ่านการปลุกเสกด้วยเวทมนตร์หรือคาถาอาคมให้เกิดความขลังและศักดิ์สิทธิ์

สาธก ยกตัวอย่างมาอ้างให้เห็น

สาธารณ์ ทั่วไป ดาษดื่น

ส้าน (ซ่าน) กระจายไปทั่ว

สานส้มสตุ (สารส้มสะตุ) คือสารส้มที่ทำให้พิษลดลงแล้ว

สานส้มสะตุ (สารส้มสะตุ) คือสารส้มที่ฆ่าพิษแล้ว หรือแปรรูปให้มีคุณสมบัติทางยา

สามใบต่อ ในที่นี้หมายถึงเปลือกพยอมที่นำมาใช้นั้นต้องมีขนาดยาวเท่ากับใบพยอม ๓ ใบเรียงต่อกัน

สามเอาหนึ่ง ต้มจนน้ำงวดเหลือ ๑ ใน ๓

สายฟ้าฟาด ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นภายนอก เป็นเม็ดสีดำแดงเล็กๆเรียงเป็นแถวๆ ตามร่างกาย ดูที่ ไข้สายฟ้าฟาด

สายอสุนีบาต (สายอสนีบาต) สายฟ้าผ่า

สารพัดดี ดีของสัตว์นานาชนิดในที่นี้อาจจะใช้ดีของสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือหลายชนิดก็ได้

สาระพัด(ดี) ในที่นี้หมายถึง ดีของสัตว์สมุนไพรทุกชนิด

สาโรชนา น่าจะหมายถึง การประพันธ์ หรือการรจนา

สาวะพัตร์เหลือง ครองผ้าเหลือง หมายถึง บวชเป็นพระ

สำแดง อาการของโรคหรืออาการไข้ที่มีอาการผิดปกติขึ้น ด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น บริโภคอาหารที่ไม่ถูกกับโรค เป็นต้น บางทีเรียกว่า ผิดสำแดง

สำแดงออก เม็ดพิษผุดขึ้นเต็มตัว

สำแดงออกมา ในที่นี้หมายถึง เม็ดพิษของโรคซางผุดออกภายนอกตามผิวกาย

สำประชวร ดูที่ สัมประชวร ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดขึ้นเพราะเลือด เสมหะ ดี เส้นและลมในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดพิษไข้ขึ้น

สำรอก อาการของโรคชนิดหนึ่ง มีอาการขย้อนของที่กลืนลงไปแล้วออกมาทางปาก เป็นอาการอย่างเดียวกับแหวะ อาเจียนและอ้วก

สำแลง ดูที่ สำแดง

สำหรับกัน ในที่นี้หมายถึง ใช้เป็นยารักษา ใช้ประกอบกัน หรือใช้ควบคู่ไปด้วยกัน

สิงขร ยอดเขา

สิงคลีกาฬ (กาฬสิงคลี) ชื่อโรคชนิดหนึ่งอาการของโรคเกิดที่น้ำดีพิการทำให้นัยน์ตาเหลือง อุจจาระ ปัสสาวะเหลือง มีอาการไข้ ภายในกายร้อนทุรนทุรายหายใจหอบ และกระหายเป็นต้น

สิ่งละ ๑ ส่วน ในที่นี้หมายถึง จำนวนของเทียนทั้ง ๕ กำหนดจำนวนหรือน้ำหนักที่นำมาใช้ปรุงยาชนิดละ ๑ ส่วน ของเครื่องยาอย่างอื่น

สิ่งละ ๒ ส่วน จำนวนพืชสมุนไพรแต่ละชนิดในที่นี้คือ ใบไม้ทั้ง ๕ กำหนดจำนวนหรือน้ำหนักที่นำมาปรุงยามากกว่าเครื่องยาอย่างอื่น (คือสลอด) เป็น ๒ เท่า

สิ่งละ ๔ ส่วน ในที่นี้หมายถึง จำนวนของตรีกฏุก ทั้ง ๓ ชนิด กำหนดจำนวนหรือน้ำหนักที่นำมาใช้ปรุงยาชนิด ๔ ส่วน ของเครื่องยาอย่างอื่น

สิ่งละ ๘ ส่วน ในที่นี้หมายถึง จำนวนของมหาหิงคุ์ และกระเทียมทั้ง ๒ ชนิด กำหนดจำนวนหรือน้ำหนักที่นำมาใช้ปรุงยาชนิดละ ๘ ส่วน ของเครื่องยาอย่างอื่น

สิ่งละภาค เครื่องยาทุกอย่างใช้จำนวนเท่ากัน เช่น หนัก ๑ บาท เหมือนกัน เป็นต้น

สิ่งละส่วน การกำหนดน้ำหนัก หรือจำนวนของเครื่องยาแต่ละอย่างใช้เท่ากัน เช่น เครื่องยาที่ใช้ทุกอย่างหนัก ๑ บาทเหมือนกัน เป็นต้น

สิงหนัด สัตว์สี่เท้าชนิดหนึ่งมีเขาอย่างวัวควาย

สิงหราช พญาราชสีห์ สัตว์ในนิยาย ถือว่ามีความดุร้าย และมีกำลังมาก

สิทธิการิย , สิทธิการิยะ คำอธิษฐานขอให้สำเร็จ โบราณใช้เป็นคำขึ้นต้นเมื่อกล่าวความต่างๆ คำอธิษฐานขอความสำเร็จในตำราโบราณใช้เป็นคำขึ้นต้น

สิธา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๙

สิ้นเขม่าแล้ว ในที่นี้หมายถึง หายจากโรคเขม่าแล้ว

สิเนหะชา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๕

สิบปา (สิปปา) ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๔

สิปะโรค โรคเท้าช้าง

สิริยา ยาทั้งหมด รวมยา

สิวะรา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๖

สิวาจา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๓

สิวาระ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๖

สีดังหม้อใหม่ ในที่นี้หมายถึง สีแดงอย่างหม้อดินเผา สีอิฐ

สีใบไม้ ในที่นี้หมายถึง สีเขียว

สีสะ คือ ศีรษะ

สีหว้า สีม่วงแก่อย่างลูกหว้า

สุกออก ในที่นี้หมายถึง เม็ดพิษที่ขึ้นเป็นยอดได้แตกออกปากแผลเปื่อย

สุกะตะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑

สุขุม เรียกประเภทยาที่ใช้แก้โรคร้อนในไม่มีไข้ รสของยาไม่รุนแรง

สุขุมา (สุขุม) โดยละเอียด เล็กน้อย

สุจิมุข ชื่อตัวพยาธิที่ทำให้เกิดโรคตานชนิดหนึ่ง เป็นโรคแทรก ขณะที่เป็นโรคซางช้าง และซางอื่นๆได้ทุกซาง มีอาการตัวพยาธิเกิดอยู่ในลำไส้ ทำให้ร่างกายซูบผอม หน้าขาวซีด มีอาการไข้ตัวร้อน จับเป็นเวลา ตาแดงเป็นสายโลหิต เป็นต้น

สุจิมุขกาลหิระ ดูที่ ตานโจร

สุจิมุขะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑

สุณาตุสะวะนา ฟังซึงคำพูด

สุดมือ สุดฝืมือ หมดความรู้ที่มีอยู่

สุธาชะ (สุราชะ) ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๕

สุนทรวาต ชื่อโรคลมชนิดหนึ่งเกิดเมื่อโรคซาง

สุปะพยัญชน์ กับข้าว

สุม การเผาด้วยวิธีวางลงไปภายในกองไฟทีติดคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา

สุมยา พอกยา

สุมะนา (สุมนาวาต) คือลมที่ออกจากขั้วหัวใจ

สุระเภท โรคไอเสียงแหบแห้ง

สุราครึ่งน้ำครึ่ง เครื่องยาที่ปรุงแล้ว เมื่อจะทำเป็นยาต้มกำหนดให้เติมน้ำท่วมยาแล้วจึงต้มเคี่ยว แต่ในที่นี้น้ำที่เติมลงในเครื่องยาใช้สุรากับน้ำ รวมกันอย่างละเท่าๆกัน หมายถึง สุราครึ่งน้ำครึ่ง

สุรามฤต น้ำทิพย์ของเทวดา

สุรารักษ์ เทวดาผู้คุ้มครอง

สูนย์ (สูญ) ในที่นี้หมายถึง หายจากอาการของโรค

สู้ยา ต่อต้านยา ในที่นี้หมายถึง อาการของโรครุนแรงรักษาหายยาก

สู่อโรค ชื่อโรคชนิดหนึ่งมีอาการจุก เสียด แน่นในอก เป็นต้น

เสก ท่องคาถาเพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ , กำลังวัน ในวิชาโหราศาสตร์กำหนดว่าวันต่างๆ มีพระเคราะห์ประจำอยู่ทั้ง ๗ วัน ซึ่งมีกำลังต่างกันดังนี้ วันอาทิตย์กำลัง ๖ วันจันทร์กำลัง ๑๕ วันอังคารกำลัง ๘ วันพุธกำลัง ๑๗ วันพฤหัสบดีกำลัง ๑๙ วันศุกร์กำลัง ๒๑ วันเสาร์กำลัง ๑๐ , เสกตามกำลังวัน ในที่นี้หมายถึงวันที่ประกอบพิธีนั้นเป็นวันใดก็ต้องท่องคาถาให้ครบจำนวนครั้งตามกำลังของวันนั้น เช่นประกอบพิธีวันพุธก็ต้องท่องคาถา ๑๗ ครั้ง หรือ ๑๗ จบ เป็นต้น

เสตะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๓

เสโท เหงื่อ

เสโทเฟื่อง มีเหงื่อมาก

เส้น เส้นเอ็นที่อยู่ภายในร่างกาย

เส้นปัตฆาฏ (เส้นปัตคาด) ชื่อเส้นภายในร่างกายมีในตำราหมอนวด

เส้นสุมนา (สุสุมนา) เส้นเอ็นที่อยู่ภายในร่างกายเริ่มแต่สะดือ แล่นผ่านไปถึงอก ลำคอ และลิ้น เส้นนี้เมื่อกระทำโทษหรือมีอาการผิดปกติ จะทำให้มีอาการสวิงสวาย อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง เป็นต้น

เสนหะวิธี การเอาน้ำมันทาถูเข้าตัว เพื่อให้ร่างกายลื่นและชุ่มชื้น

เส้นอัมพฤกษ์ (เส้นอำมะพฤก) เส้นเอ็นที่อยู่ภายในร่างกาย อยู่ใต้เส้นสุมนา ถ้าเส้นอัมพฤกษ์พิการหรือผิดปกติ ทำให้มีอาการระส่ำระสาย สะท้านร้อนสะท้านหนาว เมื่อยปวดเสียวไปทุกเส้นในร่างกาย เป็นต้น

เส้นอำมะพฤก (เส้นอัมพฤกษ์) เป็นเส้นซึ่งเป็นศูนย์กลางของร่างกาย อยู่ด้านหน้าท้อง

เสมหะกลัด อาการที่มีเสมหะคั่งอยู่ข้างใน

เสมหะดาล (ดานเสมหะ) อาการของโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากเสมหะในร่างกายจับเป็นก้อนแข็งขึ้นในท้อง

เสมหะสมุฏฐาน เสมหะในร่างกายกำเริบ ผิดปกติ ทำให้บังเกิดโรคมีอาการต่างๆ มักเกิดในระหว่างเดือน ๑ ถึงเดือน ๔ ดูเพิ่มเติมที่ สมุฏฐานทั้ง ๓

เสมหะหางวัว (เสลดหางวัว) เมือกข้นเหนียวที่ตีขึ้นมาจุกที่คอ ปิดหลอดลมทำให้หายใจไม่ออก

เสมหัง (เสมหะ) เมือกที่ออกจากลำคอ หรือลำไส้

เสมอ ในที่นี้หมายถึง เท่ากัน

เสมอกัน ในที่นี้หมายถึงการรักษาหรือกินยาให้ธาตุในร่างกายมีสภาพปกติเหมือนกัน ทั้ง ๔ ธาตุอยู่ในสภาพปกติ

เสมอภาค การกำหนดส่วนของเครื่องยาทุกอย่างเท่ากันเสมอกัน

เสรษฐี คือ เศรษฐี

เสาตะลุงช้างน้ำ เรียกไม้ที่ลอยน้ำมา ลักษณะเป็นไม้เสาหัวด้วน ถือกันว่าเป็นไม้อัปมงคล ห้ามหยิบจับโดยพละการ คนโบราณเชื่อว่าไม้นั้นมีผีป่าเกาะมาด้วย เป็นไม้ที่นำมาใช้ทำยาแก้โรคหรือรักษาด้วยวิธีทางไสยศาสตร์ เช่น คุณผี คุณคน เป็นต้น ซึ่งต้องมีวิธีการจับมาใช้ด้วย

เสารี วันเสาร์

เสิบ ในที่นี้หมายถึง มากขึ้น รุนแรงขึ้น

เสีย วางบูชาโดยไม่ต้องเก็บกลับคืน

เสี้ยม เหลาให้แหลม

เสี้ยว ไม่เต็ม ไม่ตรง

เสี้ยว ส่วนหนึ่งในสี่ (ของผลไม้)

แสงพระจันทร์ ชื่อโรคหละชนิดหนึ่ง (ดูรายละเอียดที่คำหละ)

แสงสูริย์ (แสงสุรีย์) แสงอาทิตย์ แสงแดด

แสยงขน อาการขนลุกเพราะพิษของโรค

แสลง สิ่งที่ทำให้อาการโรคกำเริบขึ้นหรือเป็นโรคแทรกอย่างอื่นขึ้น อาหารที่บริโภคแล้วไม่ถูกกับโรคที่เป็นอยู่ทำให้อาการไข้ผิดปกติขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งหรืออาการหนักขึ้นรุนแรงขึ้น ดูเพิ่มเติมที่ สำแดง

แสลงโรค ไม่ถูกกับโรค

โสด ชนิด

โสต หู

โสตฆานโอฐ หู จมูก ปาก หมายถึง มีเลือดออกทางหู จมูก ปาก

โสตร (โสต) หู การได้ยิน

โสภา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๒

ใส้เดือน (ไส้เดือน) ในที่นี้หมายถึง พยาธิ

ใส่ต้อ ในที่นี้หมายถึง ใช้หยอดตา รักษาโรคต้อ

ไส้ด้วน โรคชนิดหนึ่งเกิดแก่ชาย อาการของโรคเกิดจากเสพกับหญิงที่เป็นโรคภายในอยู่ก่อนแล้ว ทำให้มีอาการเป็นเม็ดขึ้นที่ปลายองคชาติก็ดี รอบๆ องคชาติก็ดี เม็ดนั้นแตกออกเป็นน้ำเหลืองและเลือด ทำให้เจ็บปวดแสบปวดร้อน แผลเน่ากัดตั้งแต่ปลายองคชาติเข้าไปทุกวัน ถึงโคนองคชาติเมื่อใดก็ตาย โรคไส้ด้วนเกิดจากเหตุ ๔ ประการ คือ (๑)เกิดจากการเสพเมถุนสำส่อน เป็นสัญจรโรค (๒)เกิดจากเสพเมถุนกับหญิงกำลังมีประจำเดือน (๓)เกิดจากการเสพเมถุนรุนแรงหักโหมจนฟกช้ำ (๔)เกิดจากการเสพเมถุนกับหญิงเป็นกามโรค

ไส้ดิน ไส้เดือน สัตว์ชนิดหนึ่ง ตัวยาว อาศัยอยู่ใต้ดิน ใช้เป็นสมุนไพร โดยการนำไปสุมไฟแล้วบดให้ละเอียด ใช้ผสมยากวาดแก้เด็กเป็นไข้ เป็นตานซาง เป็นต้น

ไส้เดือน ในที่นี้หมายถึง ตัวพยาธิ

ไส้พุง อวัยวะต่างๆที่อยู่ในช่องท้อง มีลำไส้ และกระเพาะอาหาร เป็นต้น

ไสยา นอน

ไส้ลาม โรคชนิดหนึ่งเกิดแก่หญิง มีอาการเป็นเม็ดผุดขึ้นที่ทวารเบา โดยผุดจากภายใน ออกมาภายนอก ลามถึงหัวหน่าว ท้องน้อย ลักษณะเหมือนฝี เมื่อแตกอยู่ภายในจะเป็นหนอง ออกมาทางช่องปัสสาวะ เป็นต้น

หงษ์รันทด (หงส์ระทด) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นภายนอก พิษไข้ทำให้ตามร่างกายเกิดเป็นเม็ดเล็กๆ เรียงกันถี่ๆ เหมือนไข่ปลากราย ดูเพิ่มเติมที่ ไข้หงส์ระทด

หงายกลางนา ดูที่ ปริศนาสมุนไพร ปริศนาหนึ่งเขียนไว้ว่า "หาบไม่หนัก ตักไม่เต็ม เค็มตลอดยอด มอดไปด้วย ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา) หงายกลางนา หญ้าหัวใต้ หมึกสาย กินพุงทลาย จับไม่อยู่" คำตอบปริศนา : หาบไม่หนักคือต้นกระเบา ตักไม่เต็มคือต้นหางไหล เค็มตลอดยอดคือต้นมะเกลือ มอดไปด้วยคือต้นเลี่ยน ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา)คือหญ้าใต้ใบ หงายกลางนาคือผักคราดหัวแหวน หญ้าหัวใต้คือสมุนไพรทั่วๆไป หมึกสายคือสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง กินพุงทลายคือสลอด จับไม่อยู่คือปรอท
หงายธรณี ดูที่ ปริศนาสมุนไพร ปริศนาหนึ่งเขียนไว้ว่า "หึ่งอากาศ พาดยอดไม้ หงายธรณี หนีสงสาร ไปนิพพานไม่กลับ" คำตอบปริศนา : หึ่งอากาศคือน้ำผึ้ง พาดยอดไม้คือบอระเพ็ด หงายธรณีคือแห้วหมู หนีสงสารคือขมิ้นอ่อน ไปนิพพานไม่กลับคือขมิ้นชัน

หญ้านาง หรือเรียกว่า ปู่เจ้าเขาเขียว ดูที่ สมุนไพรเรียกชื่อได้ ๒ อย่าง

หญ้ายองไฟ หยากไย่ หรือใยแมงมุมที่มีเขม่าไฟจับจนเป็นเส้นดำๆ ห้อยอยู่ตามใต้หลังคาเรือนครัวไฟที่ใช้เตาฟืน ถ้าเป็นหลังคามุงจากด้วยจะยิ่งมีคุณภาพดี สรรพคุณบำรุงโลหิต ขับโลหิตระดู มีรสเค็ม ดูเพิ่มเติมที่ ปริศนาสมุนไพร

หญ้าหัวใต้ ดูที่ ปริศนาสมุนไพร ปริศนาหนึ่งเขียนไว้ว่า "หาบไม่หนัก ตักไม่เต็ม เค็มตลอดยอด มอดไปด้วย ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา) หงายกลางนา หญ้าหัวใต้ หมึกสาย กินพุงทลาย จับไม่อยู่" คำตอบปริศนา : หาบไม่หนักคือต้นกระเบา ตักไม่เต็มคือต้นหางไหล เค็มตลอดยอดคือต้นมะเกลือ มอดไปด้วยคือต้นเลี่ยน ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา)คือหญ้าใต้ใบ หงายกลางนาคือผักคราดหัวแหวน หญ้าหัวใต้คือสมุนไพรทั่วๆไป หมึกสายคือสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง กินพุงทลายคือสลอด จับไม่อยู่คือปรอท

หดหู่ ในที่นี้หมายถึง แห้ง หรือเหี่ยว เพราะพิษของโรค

หทัยโรค ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการหัวใจผิดปกติ เป็นต้น

หทัยวาต ลมที่เกิดขึ้นในน้ำเลี้ยงหัวใจ เป็นสัญญาณแห่งมรณกรรม

หนทางสามแพร่ง ทางที่แยก (ทางบก) เป็นสามทาง

หนัก ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคอยู่ในขั้นรุนแรงมาก

หนัก อุจจาระ

หนักเท่ายาสิ้นทั้งหลาย มีน้ำหนักเท่ากับส่วนผสมยาอื่นๆรวมกัน

หนังกำเริบ อาการของโรคที่เกิดกับผิวหนัง ทำให้คัน แสบร้อน หรือเป็นขุย เป็นต้น ดูเพิ่มเติมที่ หนังพิการ

หนังพิการ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการเป็นตุ่มคัน แสบร้อนตามผิวหนัง เป็นต้น

หนี ในที่นี้หมายถึง หายจากอาการของโรค

หนีสงสาร ดูที่ ปริศนาสมุนไพร ปริศนาหนึ่งเขียนไว้ว่า "หึ่งอากาศ พาดยอดไม้ หงายธรณี หนีสงสาร ไปนิพพานไม่กลับ" คำตอบปริศนา : หึ่งอากาศคือน้ำผึ้ง พาดยอดไม้คือบอระเพ็ด หงายธรณีคือแห้วหมู หนีสงสารคือขมิ้นอ่อน ไปนิพพานไม่กลับคือขมิ้นชัน

หนูหริ่ง หนูชนิดหนึ่งในประเภทสัตว์ตัวเล็กๆ จำพวกกัดแทะ

หมกช้ำเกาะกรังอยู่ ลักษณะการหมุนเวียนของโลหิตในร่างกายผิดปกติ มีบางส่วนจับเป็นก้อนหรือเป็นลิ่มตกค้างอยู่

หมกไฟ การนำเครื่องยาเผาสุมโดยการเอาถ่านไฟกลบหรือปกให้มิดเพื่อให้ยาสุกก่อนนำไปปรุงเครื่องยา

หม้อใหม่ หม้อดินเผาที่ยังใหม่มีสีแดงดังสีอิฐ

หมาก พืชสมุนไพรชนิดหนึ่งอยู่ในจำพวกต้นปาล์ม ผลมีรสฝาด ใช้เป็นเครื่องเคี้ยวกินกับปูนและพลู เรียกว่า กินหมาก ผลหรือลูกของหมากที่สุก แก่จัดเรียกว่า หมากสง

หม่ายา การผสมยาผงกับน้ำกระสายยาให้เปียกทั่วกันพอปั้นได้

หมาร่า แมลงชนิดหนึ่งอยู่ในจำพวกแตน ทำรังด้วยดินติดไว้ตามฝาเรือน มีคุณสมบัติเป็นสมุนไพร

หมึกสาย ดูที่ ปริศนาสมุนไพร ปริศนาหนึ่งเขียนไว้ว่า "หาบไม่หนัก ตักไม่เต็ม เค็มตลอดยอด มอดไปด้วย ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา) หงายกลางนา หญ้าหัวใต้ หมึกสาย กินพุงทลาย จับไม่อยู่" คำตอบปริศนา : หาบไม่หนักคือต้นกระเบา ตักไม่เต็มคือต้นหางไหล เค็มตลอดยอดคือต้นมะเกลือ มอดไปด้วยคือต้นเลี่ยน ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา)คือหญ้าใต้ใบ หงายกลางนาคือผักคราดหัวแหวน หญ้าหัวใต้คือสมุนไพรทั่วๆไป หมึกสายคือสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง กินพุงทลายคือสลอด จับไม่อยู่คือปรอท

หย่อน ลักษณะอาการของโรคซึ่งค่อยๆ ทุเลา หรือพิษของโรคเบาบางลง อีกอย่างหนึ่งหมายถึงยาที่ใช้รักษาโรคนั้นมีฤทธิ์อ่อนไป ไม่สามารถระงับหรือรักษาโรคให้หาย หรือทุเลาเบาบางลง ถ้าเกี่ยวกับธาตุในร่างกาย ธาตุหย่อนหมายถึงธาตุบางธาตุน้อยลงกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการโรคตามส่วนต่างๆ ของกองธาตุนั้น เป็นต้น

หยักไย่ไฟ ดูที่ หญ้ายองไฟ

หยัด คือ หยด

หยัด หยด ในที่นี้หมายถึง เจือผสม

หยากไย่ไฟ ดูที่ หญ้ายองไฟ

หยุดลง ในที่นี้หมายถึง หายจากอาการถ่ายอุจจาระมากเกินไป หรือหยุดระบาย

หยุดสิ้น หายจากอาการท้องเสีย

หรดาน (หรดาล) แร่ธาตุชนิดหนึ่ง มีสีเหลือง

หรดาลแดง ดูที่ มโนศิลา

หรดี ทิศตะวันตกเฉียงใต้

หริตธาตุ อาการของโรคที่เกิดกับเด็กอ่อน เนื่องจากธาตุในร่างกายผิดปกติ

หริตรูป (หะริรูป) ลักษณะอย่างหนึ่งของกุมารตั้งแต่แรกเกิดจากครรภ์มารดา (ดูเพิ่มเติมที่คำ ลักษณะกุมาร)

หฤไทย (หฤทัย) ใจ หัวใจ จิตใจ

หฤไทยระส่ำระสาย (หฤทัย) หัวใจเต้นผิดปกติ

หลกผ้า คือ ถลกผ้า

หล่น ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคหายหรือดีขึ้น อย่างรวดเร็ว

หล่น พิษของโรคเคลื่อนที่ไปยังอวัยวะตอนล่างของร่างกายหรือลงไปที่ท้อง

หลบ ลักษณะของเม็ดพิษซึ่งเกิดเป็นยอดขึ้นภายนอกตามผิวกาย แล้วยุบจมลงไปขึ้นตามส่วนต่างๆของอวัยวะภายในร่างกาย

หลบเข้า อาการที่ผดหลบใน ซึ่งดูจากภายนอกจะไม่เห็นเม็ดผด

หล่อ ในทีนี้หมายถึงการหยดน้ำนมลงในน้ำ เป็นวิธีทดสอบคุณภาพน้ำนม

หลอกหลอน ทำให้ตกใจ

หละ ชื่อโรคของเด็กชนิดหนึ่ง เกิดแก่เด็กที่ยังอยู่ในเขตเรือนไฟ เมื่อเด็กออกจากเรือนไฟแล้วหรืออายุ ๓ เดือนขึ้นไปจะไม่ค่อยเป็นหละแต่เรียกว่าโรคซาง อาการของโรคหละจะเป็นต่อเนื่องมาจากโรคละออง โดยมีอาการรุนแรงมากขึ้น ลิ้นที่เป็นฝ้าขาวนั้นจะเป็นแผ่นหนาเห็นเป็นคราบขาว กับมีเม็ดพิษผุดขึ้นเป็นยอดแหลม มี ๙ ชนิดคือ ยอดเหลือง แดง ดำดุจน้ำหมึก เขียวดุจสีใบไม้มีสายโลหิต ดำดังสีนิล ดำแดงช้ำดังสีลูกหว้าห่าม สีคราม ขาว และไม่มียอดแต่แดงทั่วทั้งปาก อาการของโรคหละมีชื่อเรียกต่างกันดังตัวอย่างต่อไปนี้ หละอุทัยกาฬ หละเนระกันถีหรือนิลเพลิง หละแสงพระจันทร์ หละนิลกาฬ

หละนิลกาฬ เม็ดที่ผุดขึ้นเป็นยอดดำดังสีนิล ทำให้เจ็บไปทั่วสรรพางค์กาย หายใจขัด หลังแข็ง เป็นต้น โรคละอองชื่อมหาเมฆ

หละเนระกันถี หรือ นิลเพลิง ดูที่ หละ อาการเม็ดที่ผุดขึ้นเป็นยอดสีเขียว มีสายเลือดผ่าน เมื่อขึ้นได้ ๕ วัน มีอาการท้องขึ้น ลงท้อง ปากแห้ง คอแห้ง เสียงแหบ เป็นต้น โรคละอองชื่อ แก้วมรกต

หละแสงพระจันทร์ ดูที่ หละ อาการ เม็ดที่ผุดขึ้นเป็นยอดสีขาว แล้วกลับเหลือง ขึ้นที่ต้นขากรรไกรซ้ายหรือขวา ขนาดโตเท่าเม็ดข้าวโพด มีอาการลงท้อง ตัวเย็น ลิ้นกระด้างคางแข็ง หน้าผากตึง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ตาแข็งค้าง เป็นต้น โรคละอองชื่อแก้ววิเชียร

หละอุทัยกาฬ (อุไทยกาล) ดูที่ หละ อาการมีเม็ดผุดขึ้นเป็นยอดสีแดง มีพิษร้อนมาก ทำให้มีอาการชักมือกำเท้างอ ปิดหนัก ปิดเบา ลิ้นกระด้างคางแข็ง นัยน์ตาช้อนขึ้นสูง คู่กับโรคละอองชื่อไฟฟ้า

หลัก กำหนดเรียกจังหวะการเต้นของเลือดลมขณะไหลเวียนไปทั่วร่างกาย

หลังบาท หลังเท้า

หลาม วิธีทำยาด้วยการใส่เครื่องยาที่ปรุงแล้วลงในกระบอกไม้ไผ่สีสุก แล้วเผา หรือผิงข้างๆไฟอย่างเผาข้าวหลามให้ยาสุก

หลุด ในที่นี้หมายถึง ตัวพยาธิได้ออกไปจากร่างกาย

หวาดหวั่นไหว อาการอขงโรคอย่างหนึ่งทำให้เส้นเอ็นในร่างกายเต้นกระตุก หรือสั่นไหว เป็นต้น

หว้านยา (ว่านยา) ในที่นี้หมายถึง พืชสมุนไพรที่ใช้เป็นยา มีทั้งพืชที่มีหัว และไม่มีหัว

ห้อง ในที่นี้หมายถึง ส่วน

ห่อนบำญัติ ไม่ประหยัด ไม่ยับยั้ง ไม่ระมัดระวัง

หอบ อาการของโรค ทำให้หายใจถี่ๆ และเหนื่อย

หอบโครง อาการของโรค ทำให้หายใจถี่และแรงจนเห็นโครงหรือกระดูกสีข้างขยับขึ้นลงไปตามแรงหายใจ

หอบใจ อาการของโรค ทำให้หายใจถี่ด้วยความอ่อนเพลีย

หอบพัก อาการของโรคชนิดหนึ่ง มีอาการหายใจถี่ เหนื่อยเป็นระยะๆ อย่างที่เรียกว่าเป็นๆหายๆ

หอยแครงเผา สมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้มาจากเปลือกหอยแครง ซึ่งเผาจนสุก หรือเกรียม

หะริรูป รูปลักษณะของกุมารมีกระหม่อมเป็นร่อง เมื่อยังอยู่ในเรือนไฟมีเขม่าขึ้นในทรวงอก จนถึงปลายลิ้นมีอาการอาเจียนและไอ

หัด โรคที่ออกผื่นแดงตามตัว มักมีอาการไข้สูงและปวดหัว

หัวตะโหนด สมุนไพรชนิดหนึ่ง น่าจะได้มาจากลูกบัวสายที่จมอยู่ในน้ำ

หัวหอมรำหัด เจือ หรือ ผสมด้วยหัวหอม ซึ่งต้องตำหัวหอมให้ละเอียดคั้นเอากากออกก่อน ใช้น้ำที่ได้เป็นส่วนรำหัดเครื่องยา

หัวเหน่า (หัวหน่าว) ส่วนของร่างกายใต้ท้องน้อยลงไป

หัวอก อวัยวะส่วนที่อยู่ต่อจากลำคอลงไป หรือ ตอนบนของหน้าอก

หัศดี ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เป็นแก่เด็กที่เป็นโรคซางโตอยู่เดิม

หัศดี (หัสดี) ช้าง

หากินตามท่า ดูที่ ปริศนาสมุนไพร ปริศนาหนึ่งเขียนไว้ว่า "ลูกใต้ดิน กินตีนท่า หรือ หากินตามท่า อยู่หลังคาขี้คารู คู่อ้ายบ้า" คำตอบปริศนา : ลูกใต้ดินคือต้นเจตมูลเพลิง กินตีนท่าหรือหากินตามท่าคือต้นผักเป็ด อยู่หลังคาคือหญ้ายองไฟ (ยักไย่ไฟ) ขี้คารูคือขี้ยาฝิ่น คู่อ้ายบ้าคือสุราใช้เป็นกระสาย

หาเขม่ามิได้ ไม่เป็นโรคเขม่า

หาบไม่หนัก ดูที่ ปริศนาสมุนไพร ปริศนาหนึ่งเขียนไว้ว่า "หาบไม่หนัก ตักไม่เต็ม เค็มตลอดยอด มอดไปด้วย ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา) หงายกลางนา หญ้าหัวใต้ หมึกสาย กินพุงทลาย จับไม่อยู่" คำตอบปริศนา : หาบไม่หนักคือต้นกระเบา ตักไม่เต็มคือต้นหางไหล เค็มตลอดยอดคือต้นมะเกลือ มอดไปด้วยคือต้นเลี่ยน ลูกอยู่ภูผา (ลกอยู่ภูผา)คือหญ้าใต้ใบ หงายกลางนาคือผักคราดหัวแหวน หญ้าหัวใต้คือสมุนไพรทั่วๆไป หมึกสายคือสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง กินพุงทลายคือสลอด จับไม่อยู่คือปรอท

หาเปนเวลาไม่ ไม่เป็นเวลา

ห้าม ในที่นี้หมายถึง ป้องกันโรคทำให้ไม่เป็นโรคตานโจรในความว่า “ กินเข้าได้แลห้ามตานโจร”

หามีไม่ ไม่มี ในที่นี้หมายถึงไม่เป็น โรคเขม่า

หายหก อาการของโรคทุเลาลงถึงหายขาดจากโรค

ห่าลงเมือง เกิดโรคระบาด หรือโรคติดต่ออย่างร้ายแรงขึ้นในบ้านเมือง ทำให้คนในเมืองเกิดเป็นโรคดังกล่าวพร้อมๆกัน และตายไปเป็นจำนวนมาก คนแต่ก่อนเชื่อกันว่า ห่า คือผีชนิดหนึ่งซึ่งทำให้เกิดโรค จึงเรียกโรคเหล่านี้ว่า โรคห่า

หาเวลามิได้ ในที่นี้หมายถึง ไม่มีเวลาที่แน่นอน หรือทุกเวลา

หิกาโรค ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการทำให้สะอึก เป็นต้น

หิงคุ์ยางโพ สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากยางของต้นโพ มหาหิงคุ์ ก็เรียก

หิดเปื่อย ชื่อโรคชนิดหนึ่งเป็นเม็ดยอดแหลม แดง มักขึ้นตามนิ้วมือนิ้วเท้า เม็ดนั้นมีน้ำเหลือง เมื่อแตกไหลเยิ้มไปถึงไหน เม็ดก็ลามไปเกิดถึงที่นั้น เป็นต้น

หินชาติ เลว ไม่มีจรรยาแพทย์ ในความว่า “หินชาติแพทย์เหล่านี้ เวรามีมิได้กลัว”

หินฟันม้า วัตถุธรรมชาติชนิดหนึ่งมีอยู่ตามภูเขา

หิวเหียน อาการของโรคชนิดหนึ่ง เมื่อเกิดความรู้สึกอยากบริโภคอาหารและเมื่อบริโภคแล้วก็เกิดอาการคลื่นไส้อยากจะอาเจียนหรืออาเจียนด้วย

หึ่งอากาศ ดูที่ ปริศนาสมุนไพร ปริศนาหนึ่งเขียนไว้ว่า "หึ่งอากาศ พาดยอดไม้ หงายธรณี หนีสงสาร ไปนิพพานไม่กลับ" คำตอบปริศนา : หึ่งอากาศคือน้ำผึ้ง พาดยอดไม้คือบอระเพ็ด หงายธรณีคือแห้วหมู หนีสงสารคือขมิ้นอ่อน ไปนิพพานไม่กลับคือขมิ้นชัน

หืด ชื่อโรคหลอดลมอักเสบชนิดหนึ่ง เกิดจากหลอดลมตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างเฉียบพลันและรุนแรงกว่าที่เกิดขึ้นในคนทั่วไป ทำให้หลอดลมตีบแคบลงจนเกิดอาการหายใจไม่สะดวก หืดหลอดลมก็เรียก

หืดน้ำนม ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการหอบที่เกิดในเด็กตั้งแต่แรกคลอดจนถึงอายุ ๘ ปี

หุง ตั้งไฟต้มหรือเคี่ยว ในที่นี้หมายถึงเคี่ยวจนเหลือแต่น้ำมัน

หุงเปนชี (หุงเป็นชี) การต้มยา หรือเคี่ยวยาให้น้ำแห้ง แล้วเกลี่ยหรือกระจายเครื่องยาออกให้ไอจากเครื่องยารมตัวผู้ป่วย

หุงให้คงแต่น้ำมัน ตั้งไฟต้มเคี่ยวให้น้ำแห้งเหลือแต่น้ำมัน

หูเน่า อาการของโรคอย่างหนึ่งทำให้หูเป็นน้ำหนวก เป็นหนองในหู

หูไว ในที่นี้คือ หูแว่ว

หูหนัก หูตึง ฟังไม่ค่อยได้ยิน

เหงื่อกระทำโทษ อาการของโรคเกิดจากเหงื่อเป็นโทษ

เหงื่อตก อาการเหงื่อออกมากผิดปกติ

เหงื่อพิการ อาการของโรคอย่างหนึ่ง พิษของโรคทำให้เหงื่อในร่างกายผิดปกติ เช่น ผุดออกตามผิวหนังมากเหมือนอาบน้ำ เรียกว่าเหงื่อแตกหรือเหงื่อตก เป็นต้น

เห็นเขียวดังใบไม้สด ในที่นี้หมายถึง อาการของโรคที่ลิ้นเกิดมีฝ้าเป็นสีเขียว

เห็นโทษเข้าเปนตรี เห็นว่าเข้าขั้นตรีโทษ คือ อาการหนักจวนตาย

เหน้า คือ เน่า

เหม็นเข้า คือ เหม็นข้าว

เหม็นโขง กลิ่นเหม็นอย่างเนื้อเน่าที่ค้างหลายวัน

เหมันต์ ฤดูหนาว นับจากแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึง แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔

เหมันตะ ฤดูหนาว

เหล็กทั้ง ๕ (เบญจเหล็ก) สนิมเหล็ก ว่านสากเหล็ก เถาวัลย์เหล็ก แก่นขี้เหล็ก และพญามือเหล็ก ดูที่ พิกัดยา ๒.

เหล้าครึ่งน้ำครึ่ง ใช้เหล้ากับน้ำในอัตราส่วนเท่ากัน ในที่นี้หมายถึง ใช้เหล้ากับน้ำเป็นกระสาย โดยเติมลงไปในเครื่องยาให้ท่วม แล้วต้มเคี่ยวให้งวด คือ ๓ ส่วน เหลือ ๑ ส่วน

เหียน อาการของโรคอย่างหนึ่ง รู้สึกคลื่นไส้ทำอาการจะอาเจียน

เหียนน้ำลาย ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการน้ำลายเหนียว ทำให้คลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น

เหือด โรคออกผื่นแดงคล้ายหัด แต่อาการไม่รุนแรงเท่า มีอาการไข้ ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต

เหือด อาการของโรคทุเลาลงถึงหายขาดจากโรค

แหน พืชชนิดหนึ่ง ลอยอยู่ในน้ำ เป็นแพ

แหล่ มาก

โหราเดือยไก่ พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง

โหราทั้ง ๕ (เบญจโหรา) คือ โหราอมฤต (โหราอมฤก) โหรามิกสิงคลี (โหรามิคสิงคลี) โหราเท้าสุนัข โหราบอน และโหราเดือยไก่ ดูที่ พิกัดยา ๒.

โหราพิเศษ เฉพาะ ๖ อย่าง คือ โหราผักกูด โหราข้าวเหนียว โหราเขาเนื้อ โหราเขากระบือ โหราใบกลม และโหรามหุรา ดูที่ พิกัดยา ๒.

โหราพิเศษ เฉพาะ ๘ อย่าง คือ โหราผักกูด โหราข้าวเหนียว โหราเขาเนื้อ โหราเขากระบือ โหราใบกลม โหรามหุรา โหรามะโหรา (โหรามโหรา) และโหรามังโหรา

ให้จับ ในที่นี้หมายถึง อาการไข้จับ

ให้จับเปนเวลา ในที่นี้หมายถึง พิษของโรคทำให้มีอาการไข้จับเป็นเวลา

ให้จุก อาการของโรคอย่างหนึ่ง มีกองลมดันขึ้นจากท้อง ทำให้แน่นบริเวณหน้าอก

ให้ชัก ในที่นี้หมายถึง พิษของโรคทำให้เกิดอาการชัก เส้นเอ็นกระตุก มือกำ เท้างอ เป็นต้น

ให้ตก ในที่นี้หมายถึง ให้หายจากอาการของโรคพยาธิ

ให้ตก ในที่นี้หมายถึง ให้ออกจากร่างกาย

ให้เปนหิ่งห้อยออกจากลูกตา น่าจะหมายถึง นัยน์ตาแลเห็นแสงกระพริบวับวับ อย่างแสงหิ่งห้อย

ให้ผาย อาการของโรคอย่างหนึ่ง ทำให้ลมออกทางทวาร

ให้ราก อาการของโรคอย่างหนึ่ง คืออาเจียน

ให้ลงไป ในที่นี้หมายถึง มีอาการท้องเสีย

ให้ลงให้ราก อาการของโรคชนิดหนึ่งมีอาการท้องเสีย หรือลงท้องและอาเจียน ซึ่งเกิดเป็นขึ้นพร้อมๆกัน

ให้ออก ในที่นี้หมายถึงให้เม็ดพิษจากโรคซางผุดออกามผิวกาย

ไหวตัวติงตัว เคลื่อนไหวร่างกาย

อกรวบ อาการของโรคอย่างหนึ่ง ทำให้ร่างกายซูบผอม จนอวัยวะส่วนอกดูเล็กลีบเห็นแนวซี่โครง

องคสูตร (องคสูตร์) ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เป็นกับชาย มีอาการผิดปกติของอวัยวะเพศทำให้เจ็บในอก บ่า กระดูกสันหลังถึงหน้าอก และขาทั้งสองข้าง บางทีเป็นไข้ สะบัดร้อนสะบัดหนาว เวียนศีรษะ ชัก หากจะถ่ายปัสสาวะให้ปวดแสบองคชาต บางทีมีโลหิตออกมาด้วย อาการของโรคเกิดตามฤดู ดังนี้ (๑)คิมหันตฤดู (ฤดูร้อน) มีอาการฟกช้ำที่อัณฑะ แดง บวมดั่งผลตำลึงสุก ทำให้แสบร้อน เจ็บขัด มีน้ำเหลืองไหลซึมอยู่ในรูองคชาต อุจจาระเป็นพรรดึก ปัสสาวะขัด เป็นต้น (๒)วสันตฤดู (ฤดูฝน) มีอาการฟกช้ำที่อัณฑะ ปวดหัวหน่าว ลงมาถึงองคชาต เจ็บตา ปวดศีรษะข้างเดียว เป็นต้น (๓)เหมันตฤดู (ฤดูหนาว) มีอาการแรกเป็นนั้น องคชาตปวดมวน ปัสสาวะหยดย้อย ไม่สะดวก เจ็บบั้นเอว บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น

องคะสูตร ชื่อโรคชนิดหนึ่งเป็นกับชาย มีอาการผิดปกติของอวัยวะเพศ ทำให้เจ็บในอก บ่า กระดูกสันหลังถึงหน้าอก และขาทั้งสองข้าง บางทีเป็นไข้สะบัดร้อนสะบัดหนาว เวียนศีรษะ ชัก หากจะถ่ายปัสสาวะก็ให้ปวดแสบองคชาต บางทีมีโลหิตออกมาด้วย

องคาพยพ (อังคาพยพ) อวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกาย

องคุลี ชื่อมาตรวัดตามประเพณี ๑ องคุลี เท่ากับ ๑ ข้อนิ้วกลาง, ชื่อมาตราวัดแต่โบราณ ยาวเท่ากับข้อปลายของนิ้วกลาง

อชินธาตุ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เกิดเพราะธาตุไฟในร่างกายผิดปกติ ไม่เผาผลาญอาหาร เช่น รับประทานอาหารผิดสำแลง ทำให้ท้องขึ้น ท้องอืด เป็นต้น

อชินโรค โรคที่เอาชนะไม่ได้ รักษาไม่หาย

อติสาร (อะติสาร) อาการของโรคชนิดหนึ่ง เป็นอาการไข้หนักมาก ถึงระยะใกล้ตาย, ชื่อคัมภีร์ที่กล่าวถึงอาการไข้หนักถึงระยะใกล้ตาย

อติสาระ อาการของการเจ็บไข้ที่เข้าขีดตาย โรคลงแดง

อทิศรูป ลักษณะอย่างหนึ่งของกุมารตั้งแต่แรกเกิดจากครรภ์มารดา (ดูเพิ่มเติมที่คำ ลักษณะกุมาร)

อธิกรณ์ โทษ

อธิกรณ์ เรื่องราว

อธิวาธา (อะธิวิธา) ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๙

อโธคะทวาร ส่วนครึ่งล่างของร่างกาย ตั้งแต่สะดือถึงปลายเท้า

อนึ่งโสด อีกส่วนหนึ่ง โสด คือ ส่วน

อนุมาณ (อนุมาน) คาดคะเนตามหลักเหตุผล

อนุโลม ใช้แทนกันได้ตามความเหมาะสม

อนุโลมปติโลม (อนุโลมปฏิโลม) เป็นไปตามธรรมดาและย้อนสวนไปทางไม่ธรรมดา

อนุวาตะ อาการของโรคชนิดหนึ่ง มีอาการหายใจอ่อนลง เป็นต้น

อโนตัปปัง ความไม่สะดุ้งกลัวต่อบาป

อบเชยทั้ง ๒ พืชสมุนไพร ๒ ชนิด คือ อบเชยเทศ และอบเชยไทย

อพัทธะปิตตะ น้ำดีอยู่นอกฝัก

อภิฆาตสันนิบาต ดูที่ เบญจกาฬสันนิบาต

อภิญญาฤทธิ์ อำนาจศักดิ์สิทธิ์อันเกิดจากมีความรู้ยิ่ง

อภิวาราภัยสันนิบาต ดูที่ เบญจกาฬสันนิบาต

อภิสังคสันนิบาต ดูที่ เบญจกาฬสันนิบาต

อมุลธาตุ ดูที่ ตานโจร ข้อ ๗

อย่าเบา อย่าให้ผิดพลาด

อย่ายื่นแก้วแก่วานร สำนวนไทยใช้ในความหมายว่า ไม่ควรมอบของมีค่าให้แก่ผู้ที่ไม่รู้คุณค่าของนั้น

อย่าเสียเดิม ในที่นี้หมายถึง อย่าให้สมุฏฐานเดิม คือ หทัยวาตสมุฏฐานเกิดอาการผิดปกติ

อยู่หลังคา ดูที่ ปริศนาสมุนไพร ปริศนาหนึ่งเขียนไว้ว่า "ลูกใต้ดิน กินตีนท่า หรือ หากินตามท่า อยู่หลังคาขี้คารู คู่อ้ายบ้า" คำตอบปริศนา : ลูกใต้ดินคือต้นเจตมูลเพลิง กินตีนท่าหรือหากินตามท่าคือต้นผักเป็ด อยู่หลังคาคือหญ้ายองไฟ (ยักไย่ไฟ) ขี้คารูคือขี้ยาฝิ่น คู่อ้ายบ้าคือสุราใช้เป็นกระสาย

อรรคนี (อัคนี) ในที่นี้หมายถึง ธาตุไฟในร่างกาย

อระธาน อันตรธาน หาย

อริต ดูที่ ซาง

อวรรณณะ ดูที่ ตานโจร ข้อ ๘

อวะสาน (อวสาน) คือตาย

อวิชา ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๙

อศภ (อสุภ) คือ ศพ ซากศพ

อสุจิ ไม่บริสุทธิ์ ไม่สะอาด

อสุนนท (อสูรนท) ในที่นี้หมายถึงลำบองราหู ชื่อโรคที่เกิดแก่ทารกแรกเกิด จนถึงอายุ ๑๒ เดือน อสุนนทปักษี - อาการของโรคปักษีชนิดหนึ่งไข้จับเวลาเที่ยงวัน สร่างเวลาเที่ยงคืน

อสุนนทปักษี ชื่อโรคปักษีชนิดหนึ่ง เป็นแก่เด็ก มีอาการนอนสะดุ้งผวาร้องไห้ทั้งหลับ ร้องตกใจ เป็นต้น (ดูเพิ่มเติมที่คำปักษี)

อสุนนทะ (อสูรนนท, อสุนนท) หมายถึง ลำบองราหู ชื่อโรคที่เกิดแก่ทารกแรกเกิดจนถึงอายุ ๑๒ เดือน ดูเพิ่มเติมที่ ลำบองราหู

อสุนิสาย สายฟ้า อาวุธของพระอินทร์

อสุรินทญาณธาตุ ธาตุสำแดงโทษให้เกิดกลิ่น ๔ ประการ

อสุรินทัญญาณธาตุ ธาตุสำแดงโทษให้เกิดกลิ่น ๔ ประการ

ออกเอิบ ซึมออกมากมาย ในที่นี้หมายถึง ออกทั้งตัว

อ่อน ในที่นี้หมายถึง ไม่รุนแรง

อะกะ มาตราชั่งน้ำหนักสมัยโบราณ

อะติสาร อาการของโรคชนิดหนึ่ง เป็นอาการไข้หนักมากถึงใกล้ตาย

อะนาหะโรค ชื่อโรคชนิดหนึ่ง เป็นโรคสามัญ มีอาการไม่ร้ายแรง เป็นโรคไม่สำคัญ

อะวะยะวะ คืออวัยวะ

อะวัณณะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๒๐

อะสาทิย (อะสาทิยะ) หมายถึง รักษาไม่ได้ หรือรักษายาก

อัคคนีสัน ดูที่ ฝี

อัคคะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑๓

อังคมังคานุสารีวาต ลมที่แล่นไปทุกส่วนของร่างกาย

อังคมังคานุสารีวาตา ลมพัดอยู่ทั่วร่างกายตั้งแต่กระหม่อมถึงปลายเท้า

อังคาพยพ (องคาพยพ) อวัยวะส่วนต่างๆในร่างกาย

อัฐิ กระดูก

อัณฑชะ สัตว์ที่มีกำเนิดในฟองไข่ คือ ออกไข่เป็นฟองก่อนแล้วจึงฟักเป็นตัว

อัณฑะอุ้ง อัณฑะบวม

อันตรธาน หายไป ตาย

อันตะโรโค เรียกชื่อโรคเกิดขึ้นภายในกาย จัดเป็นโรคทั่วไป เช่น เป็นไข้ เป็นลม เป็นดาน จุกเสียด แน่นเฟ้อ เป็นบิด เป็นป่วง เป็นต้น

อันตะวิทราโรค ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการเสียดแทงในลำไส้ เป็นต้น

อันธการ์ (อันธการ) หมายถึง ความมืดมน

อัมพฤกษ์ (อำมพฤกษ์, อำมพฤก) ชื่อโรคชนิดหนึ่งมีอาการทำให้อวัยวะในร่างกายบางส่วน เช่น ปาก ตา กระตุกหรือบิดเบี้ยวไปจากปกติ อันเกิดจากการผิดปกติของเส้นเอ็นในร่างกาย เป็นต้น

อัมพาต ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการกล้ามเนื้อเสื่อมสภาพ ไม่ทำหน้าที่ตามปกติ เหตุอาจเกิดจากอาการไข้อย่างอื่น เช่น กล้ามเนื้อพิการ หรือประสาทพิการ เป็นต้น

อัศวมุขี ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดแก่เด็กทารก ดูที่ ลมอัศวมุขี

อัสสาสะ ลมหายใจเข้า คู่กับปัสสาวะ คือ ลมหายใจออก

อัสสาสะปัสสาสะวาตา ลมหายใจเข้าออก

อาการตัด ในที่นี้หมายถึง อาการของโรครุนแรงมากจนรักษาไม่ได้ถึงตายอย่างเดียว

อาการท่านตัด ในที่นี้หมายถึง อาการมากจนรักษาไม่ได้ ถึงตายอย่างเดียว

อากาศธาตุ ส่วนธาตุอากาศในร่างกาย เป็นส่วนช่องทางหรือปากทางให้วัตถุภายในและภายนอกเข้าออกร่างกาย ได้แก่ รูจมูก ปาก ทวารหนัก ทวารเบา เป็นต้น

อาคเณย์ (อาคเนย์) ทิศตะวันออกเฉียงใต้

อาคันตุกสันนิบาต ดูที่ เบญจกาฬสันนิบาต

อางขนาง สงสัย ในความว่า “ยังเราจะบรรยาย ให้สิ้นข้อที่อางขนาง”

อาจิณ เสมอมา สม่ำเสมอ

อาตมา ตน

อาตมา ตัว ร่างกาย

อาทิ เบื้องต้น ทีแรก

อาทิตย์รูป รูปลักษณะของกุมารมีกระหม่อมลึก ขณะที่แม่ยังอยู่ในเรือนไฟ มีเขม่าขึ้นพอประมาณ ซางขึ้นในลิ้น มีอาการอาเจียนและลงท้อง เป็นต้น

อ่านลหุอักษร ๑ ตัว = ๑ มาตรา , ๑๘ มาตรา = ๑ กาสะทะ , ๓๐ มาตรา = ๑ กาลา , ๒๐ กาลา = ๑ ฆะฏิกา , ๒ ฆฏิกา = ๑ มุหุตร์ , ๓๐ มุหุตร์ = ๑ วันหรือคืน , ๑๕ วันหรือ ๑๕ คือ = ๑ ฆะฏิกา , ๒ ปักษ์ = ๑ เดือน , ๑ เดือน = ๑ ฤดู , ๖ ฤดู = ๑ ปี

อ้าปากมิออก อาการของโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากขากรรไกรแข็ง หรือลิ้นกระด้างคางแข็ง เป็นต้น

อาโป น้ำ ในที่นี้คืออาโปธาตุ หมายถึงธาตุน้ำอันมีอยู่ในร่างกาย ๑๒ อย่างคือ (๑)ปิตตัง คือน้ำดี มี๒ชนิดคือดีในฝักและดีนอกฝัก (๒)เสมหะ มี๓อย่างคือศอเสมหะ อุระเสมหะ และคูถเสมหะ (๓)บุพโพ คือหนอง (๔)โลหิต คือเลือด (๕)เสโท คือเหงื่อ (๖)เมโท คือมันข้น (๗)อัสสุ คือน้ำตา (๘)วะสา คือมันเหลว(น้ำเหลือง) (๙)เขฬะ (เขโป) คือน้ำลาย (๑๐)สิงฆานิกา คือน้ำมูก (๑๑)ลสิก คือน้ำไขข้อ (๑๒)มุตตัง คือน้ำมูตร(ปัสสาวะ)

อาโปกระษัย ดูที่ กระษัยน้ำ

อาโปธาตุ ธาตุน้ำมี ๑๒ ประการ ดูที่ อาโป

อาโปธาตุพิการ ดูที่ ธาตุน้ำพิการ

อาโปให้โทษ อาโปพิการ หรือธาตุน้ำพิการ ความผิดปกติของธาตุน้ำในร่างกายทำให้เกิดอาการของโรคตามส่วนต่างๆของกองธาตุน้ำในร่างกาย เช่น น้ำตาแห้ง ทำให้ปวดศรีษะมาก ถ้าน้ำดีพิการก็จะทำให้นัยน์ตาเหลือง ตัวเหลือง เป็นต้น

อาพาธ ป่วย เจ็บ หรือเป็นโรค

อาเพศ ผิดปกติ

อามะอติสาร ชื่อโรคอย่างหนึ่ง มีอาการเป็นบิดอย่างอ่อน

อามา ความป่วยไข้

อามิศบูชา (อามิสบูชา) บูชาด้วยสิ่งของ

อายุขัย สิ้นอายุ ตาย

อายุโรค ในที่นี้หมายถึง โรคอันเกิดขึ้นตามอายุสมุฏฐานและกำลังแห่งโรคสมุฏฐานอันเกิดจากประเภทสมุฏฐานทั้งหลาย

อายุสมุฏฐาน คือการกำหนดอายุเป็นวัยต่างๆ ๓ วัยคือ ปฐมวัย นับตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ ๑๒ ปี สมุฏฐานอาโปพิกัดเสมหะกับโลหิตระคนกัน แบ่งเป็น ๒ ระยะ คือช่วงระหว่างแรกเกิดจนถึงอายุ ๘ ปี และช่วงที่ ๒ ถึงอายุ ๑๖ ปี มีโลหิตเป็นเจ้าเรือน เสมหะยังเจืออยู่ มัชฌิมวัย นับตั้งแต่อายุพ้น ๑๖ ปีขึ้นไปจนถึงอายุ ๓๒ ปี สมุฏฐานอาโป พิกัดโลหิต ๒ ส่วน สมุฏฐานวาโย ๑ ส่วนระคนกัน ปัจฉิมวัย นับตั้งแต่อายุพ้น ๓๒ ปีไปจนถึง ๖๔ ปี สมุฏฐานวาโย เมื่ออายุพ้น ๖๔ ปีไปแล้วสมุฏฐานวาโยเป็นเจ้าเรือน อาโปแทรก พิกัดเสมหะกับเหงื่อ

อาสัญ ตาย

อาสันทฆาต (อาสันทะฆาฏ) ดูที่ สันทะฆาฏ

อาหารแปลกธาตุ อาหารนี้บริโภคแล้วทำให้ธาตุในร่างกายมีอาการผิดปกติ หรือเกิดเป็นพิษขึ้น

อาหารผิดสำแลง อาหารเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วทำให้โรคกำเริบขึ้น อาหารไม่ถูกกับโรค อาหารที่ไม่เหมาะกับร่างกาย เมื่อรับประทานแล้วกลายเป็นพิษ ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น เป็นต้น

อ่าองค์ อวดตน

อำ ปิดบัง

อำพันเกษร ชื่อสมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากขี้ปลาวาฬ

อำพันขี้ปลา หรืออำพันเกษร ชื่อสมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากขี้ปลาวาฬ

อำพันดอกไม้ ชื่อสมุนไพรชนิดหนึ่งได้ มาจากยางไม้ที่กลายเป็นหิน มีสีเหลืองใสเป็นเงา

อำพันทอง ชื่อสมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากน้ำกามคุณของปลาวาฬ สรรพคุณแก้ลม แก้เสมหะ บำรุงกำลัง บำรุงความกำหนัด บำรุงหัวใจ มีรสคาว มัน กลิ่นหอม ลักษณะคล้ายขี้ผึ้ง สีออกเหลือง

อำเภอ ในที่นี้หมายถึง ขอบเขต

อินทรีย์ ร่างกาย

อิริยา อาการเคลื่อนไหว กิริยาท่าทาง

อิศวเรศ พระอิศวร หรือ พระศิวะ

อิสาณ (อีสาน) ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

อุจจาระธาตุพิการ หรืออุจจาระธาตุลามก อาการของโรคอุจจาระผิดปกติ โดยทั่วไปทำให้บริโภคอาหารไม่ได้ ท้องขึ้น ท้องอืด อาเจียน เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ร้อนใน กระหายน้ำและมีไข้ เป็นต้น พิษของโรคทำให้อาการไข้แปรไปได้หลายอย่าง และยังเกิดพิษ ทำให้อุจจาระมีกลิ่นผิดปกติ ๔ อย่างคือ กลิ่นเหมือนปลาเน่า หญ้าเน่า ข้าวบูด และศพเน่าโทรม เป็นต้น

อุดร ทิศเหนือ

อุตุสมุฏฐาน คือฤดูกาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามเดือนและวันอันกำหนดกันโดยกาลนิยม เมื่อฤดูแปรเปลี่ยนไป อากาศที่อยู่ภายนอกสัมผัสกับร่างกายทำให้ธาตุในร่างกายเปลี่ยนไม่ทันกับอากาศที่มากระทบภายนอกคราวใด ก็เป็นสมุฏฐานให้มีอาการเจ็บไข้ขึ้นได้ ดังนั้นจึงจัดฤดูกาลเข้าเป็นสมุฏฐานของโรค อนึ่งตามคัมภีร์แพทย์แต่โบราณแบ่งฤดูกาลออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ รวม ๓ กลุ่มคือ กลุ่มที่ ๑ มี ๓ ฤดูได้แก่ คิมหันตฤดูหรือฤดูร้อน นับตั้งแต่เดือน ๔ แรม ๑ ค่ำไปจนถึงเดือน ๘ แรม ๑ ค่ำ รวม ๔ เดือนเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนรักษากาย จัดเป็นสมุฏฐานเตโชธาตุ วัสสานะฤดูหรือฤดูฝน นับตั้งแต่เดือน ๘ แรม ๑ ค่ำไปจนถึงเดือน ๑๒ แรม ๑ ค่ำ รวม ๔ เดือน เป็นช่วงที่มีอากาศชื้นรักษากาย จัดเป็นสมุฏฐานวาโยธาตุ เหมันตฤดูหรือฤดูหนาว นับตั้งแต่เดือน ๑๒ แรม ๑ ค่ำไปจนถึงเดือน ๔ แรม ๑ ค่ำ รวม ๔ เดือน เป็นช่วงที่มีอากาศหนาวรักษากาย จัดเป็นสมุฏฐานอาโปธาตุ กลุ่มที่ ๒ มี ๔ ฤดูมีกำหนดฤดูละ ๓ เดือนแต่ละฤดูมีสมุฏฐานของโรคดังนี้ ฤดูที่ ๑ นับตั้งแต่เดือน ๔ แรม ๑ ค่ำไปจนถึงเดือน ๗ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็นสมุฏฐานเตโชธาตุ ฤดูที่ ๒ นับตั้งแต่เดือน ๗ แรม ๑ ค่ำ ไปจนถึงเดือน ๑๐ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็นสมุฏฐานวาโยธาตุ ฤดูที่ ๓ นับตั้งแต่เดือน ๑๐ แรม ๑ ค่ำ ไปจนถึงเดือน ๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็นสมุฏฐานอาโปธาตุ ฤดูที่ ๔ นับตั้งแต่เดือน ๑ แรม ๑ ค่ำ ไปจนถึงเดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็นสมุฏฐานปถวีธาตุ กลุ่มที่ ๓ มี ๖ ฤดู กำหนดฤดูละ ๒ เดือนคือ ฤดูที่ ๑ นับตั้งแต่เดือน ๔ แรม ๑ ค่ำ ถึงเดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ สมุฏฐานเตโช ฤดูที่ ๒ นับตั้งแต่เดือน ๖ แรม ๑ ค่ำ ถึงเดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ สมุฏฐานเตโชและวาโยเจือกัน ฤดูที่ ๓ นับตั้งแต่เดือน ๘ แรม ๑ ค่ำ ถึงเดือน ๑๐ ขึ้น ๑๕ ค่ำ สมุฏฐานวาโย ฤดูที่ ๔ นับตั้งแต่เดือน ๑๐ แรม ๑ ค่ำ ถึงเดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ สมุฏฐานอาโปและวาโยเจือกัน ฤดูที่ ๕ นับตั้งแต่เดือน ๑๒ แรม ๑ ค่ำ ถึงเดือน ๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ สมุฏฐานอาโปและปถวีเจือกัน ฤดูที่ ๖ นับตั้งแต่เดือน ๒ แรม ๑ ค่ำถึงเดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำ สมุฏฐานปถวี

อุทธังคมาวาต อาการมือเท้าขวักไขว่ ร้อนในท้อง ทุรนทุราย หาวเรอ เสมหะมาก

อุทธังคมาวาตา ลมที่ปกติพัดแต่ปลายเท้าถึงศีรษะ ลมที่ตีขึ้น

อุทธัจ ความฟุ้งซ่าน

อุทรประเทศ ภายในช่องท้อง

อุทรวาต ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เป็นแก่เด็กที่เกิดวันอังคาร

อุทระวาต (อุทรวาด) ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เป็นลมประจำของเด็กที่เกิดวันอังคารติดมากับเด็กตั้งแต่แรกเกิด

อุทราธาตุ ดูที่ ตานโจร ข้อ ๙

อุทริยะ อาหารที่กินเข้าไปใหม่ๆ

อุทัยกาฬ (อุไทยกาล) ดูที่ หละ ชื่อโรคหละชนิดหนึ่ง เม็ดที่ผุดขึ้นกลางลิ้นเป็นยอดสีแดง มีอาการชัก มือกำเท้างอ ปิดหนักเบา เป็นต้น

อุไทยไข (อุทัยไข) พระอาทิตย์ขึ้น

อุธทริย (อุทริยะ) อาหารใหม่

อุธราธาตุ ดูที่ อุทราธาตุ

อุปทม (อุปะทม) ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดแก่ชาย มีอาการเกิดขึ้นที่องคชาต มี ๔ ชนิดคือ (๑)เกิดการอักเสบ ฟก บวม เพราะเสพเมถุนกับหญิงที่ยังไม่มีระดู ทำให้เจ็บปวด ช้ำ หรือเดาะเป็นหนอง เป็นโลหิตออกมาตามช่องทวารเบา เป็นต้น (๒)เกิดเพราะเสพเมถุนกับหญิงที่ผ่านชายมาก ช่องสังวาสช้ำมีน้ำชุ่มเป็นลำลาบ ดุจน้ำใบไม้ใบหญ้าเน่า ทำให้องคชาตเป็นแผล กัดเปื่อย เจ็บปวดทรมานยิ่ง (๓)เกิดเพราะกระษัยกล่อน และ กาฬมูตร ทำให้องคชาตบวม ปัสสาวะขัด มีหนองและเลือดไหลออกทางช่องทวารเบา เป็นต้น (๔)เกิดเพราะเป็นโรคนิ่ว ปัสสาวะไม่ออก บางทีปัสสาวะมีเลือดและหนองออกมาด้วย เป็นต้น

อุปเทห์ ในที่นี้หมายถึง วิธีใช้ยา

อุปเท่ห์ วิธีดำเนินการ

อุปนาหะวิธี การใช้ยาพอกมาปิดร่างกายคนไข้แล้วเอาป้าพันตัวผูกรัดไว้ค้างคืน

อุปปาติกะ เกิดขึ้นเอง

อุปปาติกะโรค โรคที่เกิดขึ้นเพราะมีสาเหตุ

อุปมา ตัวเปรียบหรือสิ่งที่ยกมาเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้ง

อุปไมย สาระหรือสิ่งที่ต้องการกล่าวถึงในการเปรียบเทียบ

อุปวะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๕

อุปะทม (อุปทม) หมายถึง กามโรค

อุปัทวะ คือ อุบาทว์

อุระเสมหะ ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีอาการก้อนเสมหะเกาะตัวขึ้นที่ทรวงอก ทำให้เจ็บแสบอก หน้าเหลือง ตัวเหลืองซีด มีไข้จับเป็นเวลา อุจจาระปัสสาวะเป็นสีเหลือง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ริดสีดวงแห้ง หรือริดสีดวงผอมแห้ง เป็นต้น

อุลิด แตงโม

เอกโทษ อาการไข้ชนิดหนึ่ง เกิดเพราะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายเพียงส่วนเดียวผิดปกติ วิการ ทำให้เป็นไข้เป็นอาการที่จัดว่าไม่รุนแรง

เอกสันทะฆาฏ ดูที่ สันทะฆาฏ

เอ็นชัก อาการเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า กระตุก

เอ็นพิการ อาการของโรคอย่างหนึ่ง พิษของโรคทำให้เส้นเอ็นในร่างกายผิดปกติ

เอาไปส่ง นำไปวางบูชา

เอือกอวก สำรอกน้ำนม ขย้อนน้ำนมที่กลืนลงไปในกะเพาะแล้วออกมาทางปาก

โอตะกะ ดูที่ กิมิชาติ ข้อ ๑

โอปักกมิกาพาธ เหตุที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตโดยฉับพลัน ไม่ได้ตายโดยปรกติ

โอปักกะมิกาโรค (โอมกะมิกาโรค) ชื่อโรคชนิดหนึ่งเกิดจากร่างกายบอบช้ำเพราะถูกทุบตี ตกจากที่สูง ทำให้ร่างกายภายในชอกช้ำ เกิดอาการพิษ เป็นไข้เจ็บป่วยขึ้น

โอษฐ ปาก

ไอเพื่อดี อาการของโรคชนิดหนึ่ง มีอาการไอ ตัวเหลืองซีด มีไข้ตาเหลือง บริโภคอาหารไม่ได้ เป็นต้น

ไอเพื่อลม อาการของโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากลมในท้องวิ่งขึ้นผ่านลำคอ ทำให้ไอ หรือไอจากความร้อนในร่างกายทำให้ไอ เป็นต้น

ไอแห้ง อาการของโรคชนิดหนึ่ง เป็นการไอที่มีแต่ลมอย่างเดียว ไม่มีน้ำลาย เป็นต้น


footer