head

นำทาง

ล็อกอิน

คัมภีร์ฉันทศาสตร์

ข้าขอประนมหัตถ์ พระไตรรัตนนาถา ตรีโลกอมรมา อภิวาทนาการ อนึ่งข้าอัญชลี พระฤาษีผู้ทรงญาณ แปดองค์เธอมีฌาน โดยรอบรู้ในโรคา ไหว้คุณอิศวเรศ ทั้งพรหมเมศ ทุกชั้นฟ้า สาปสรรค์ซึ่งหว้านยา ประทานทั่วโลกธาตรี ไหว้ครูกุมารภัจ ผู้เจนจัดในคัมภีร์ เวชศาสตรบรรดามี ให้ทานทั่วแก่นรชน ไหว้ครูผู้สั่งสอน แต่ปางก่อนเจริญผล ล่วงลุนิพพานดล สำเร็จกิจประสิทธิ์พร

จะกล่าวคัมภีร์ฉัน ทศาสตร บรรพ์ที่ครูสอน เสมอดวงทินกร แลดวงจันทร์กระจ่างตา ส่องสัตว์ให้สว่าง กระจ่างแจ้งในมรรคา หมอนวดแลหมอยา ผู้เรียนรู้คัมภีร์ไสย์ เรียนรู้ให้ครบหมดจนจบบทคัมภีร์ใน ฉันทศาสตรท่านกล่าวไข สิบสี่ข้อจงควรจำ เปนแพทย์นี้ยากนัก จะรู้จักซึ่งกองกรรม ตัดเสียซึ่งบาปธรรม สิบสี่ตัวจึ่งเที่ยงตรง เปนแพทย์ไม่รู้ใน คัมภีร์ไสย์ท่านบรรจง รู้แต่ยามาอ่าองค์ รักษาไข้ไม่เข็ดขาม บางหมอก็กล่าวคำมุสาซ้ำกระหน่ำความ ยกตนว่าตนงาม ประเสริฐยิ่งในการยา บางหมอก็เกียจ กัน ที่พวกอันแพทย์รักษา บางกล่าวเปนมารยา เขาเจ็บน้อยว่ามากครัน บางกล่าวอุบายให้ แก่คนไข้นั้นหลายพัน หวังลาภจะเกิดพลัน ด้วยเชื่อถ้อยอาตมา บางทีไปเยียนไข้ บ มีใครจะเชิญหา กล่าวยกถึงคุณยา อันตนรู้ให้เชื่อฟัง บางแพทย์ก็หลงเล่ห์ ด้วยกาเม เข้าปิดบัง รักษาโรคด้วยกำลัง กิเลศโลภะเจตนา บางพวกก็ถือตน ว่าไข้คนอนาถา ให้ยาจะเสียยา บ ห่อนลาภจะถึงมี บางถือว่าตนเฒ่า เปนหมอเก่าชำนาญดี รู้ยาไม่รู้ที รักษาได้ก็ชื่นบาน แก่กายไม่รู้ ประมาทผู้อุดมญาณ แม้เด็กเปนเด็กชาญ ไม่ควรหมิ่นประมาทใจ เรียนรู้ให้เจนจัด จบจังหวัด คัมภีร์ไสย์ ตั้งต้นปฐมใน ฉันทศาสตรดังพรรณา ปฐมจินดาโชตรัต ครรภ์รักษาอไภยสันตา สิทธิสารนนท์ปักษี อติสารอะวะสาน มรณะญาณตามคัมภีร์ สรรพคุณรศอันมี ธาตุ บัญจบโรคนิทาน ฤดูแลเดือนวัน ยังนอกนั้นหลายสถาน ลักษณะธาตุพิการ เกิดกำเริบแลหย่อนไป ทั้งนี้เปนต้นแรก ยกยักแยกขยายไข กล่าวย่อแต่ชื่อไว้ ให้พึงเรียนตำหรับจำ ไม่รู้คัมภีร์เวช ห่อนเห็นเหตุซึ่งโรคทำ แพทย์เอ๋ยอย่างมคลำ จักขุ มืด บ เห็นหน แพทย์ใดจะหนีทุกข์ ไปสู่ศุขนิพพานดล พิริย สติตน ประพฤติได้จึ่งเปนการ ศีลแปดแลศีลห้า เร่งรักษาสมาทาน ทรงไว้เปนนิจกาล ทั้งไตรรัตน์สรณา เห็นลาภอย่าโลภนัก อย่าหาญหักด้วยมารยา ไข้น้อยว่าไข้หนา อุบายกล่าวให้พึงกลัว โทโสจงอดใจ สุขุมไว้อยู่ในตัว คนไข้ยิ่งคร้ามกลัว มิควรขู่ให้อดใจ โมโหอย่าหลงเล่ห์ ด้วยกาเมมิจฉา ใน พยาบาทแก่คนไข้ ทั้งผู้อื่นอันกล่าวกล วิจิกิจฉา เล่า จงถือเอาซึ่งครูตน อย่าเคลือบแคลงอาการกล เห็นแม่นแล้วเร่งวางยา อุทธัจจังอย่าอุทธัจ เห็นถนัดในโรคา ให้ตั้งตนดังพระยา ไกรสรราชเข้าราวี อนึ่งโสดอย่าซบเซา อย่าง่วงเหงานั้นมิดี เห็นโรคนั้นถอยหนี กระหน่ำยาอย่าละเมิน ทิฎฐิมาโน เล่า อย่าถือเอาซึ่งโรคเกิน รู้น้อยอย่าด่วนเดิน ทางใดรกอย่าครรไล อย่าถือว่าตนดี ยังจะมียิ่งขึ้นไป อย่าถือว่าตนใหญ่ กว่าเด็กน้อยผู้เชี่ยวชาญ ผู้ใดรู้ในทางธรรม ให้ควรยำอย่าโวหาร เรียนเอาเปนนิจกาล เร่งนบนอบให้ชอบที ครูพัก แลครูเรียน อักษรเขียนไว้ตามมี จงถือว่าครูดี เพราะได้เรียนจึ่งรู้มา วิตักโก นั้นบทหนึ่ง ให้ตัดซึ่งวิตักกา พยาบาทวิหิงษา กามราคในสันดาน วิจาโรให้พินิจ จะทำผิดฤาชอบกาล ดูโรคกับยาญาณ ให้ต้องกันจะพลันหาย หิริกังละอายบาป อันยุ่งหยาบสิ้นทั้งหลาย ประหารให้เสื่อมคลาย คือตัดเสียซึ่งกองกรรม อโนตัปปัง บทบังคับ บาปที่ลับอย่าพึงทำ กลัวบาปแล้วจงจำ ทั้งที่แจ้งจงเว้นวาง อย่าเกียจแก่คนไข้ คนเข็ยใจขาดในทาง ลาภผลอันเบาบาง อย่าเกียจคนพยาบาล เท่านี้กล่าวไว้ใน ฉันทศาสตรเปนประธาน กลอนกล่าวให้วิถาร ใครรู้แท้นับว่าชาย

อนึ่งจะกล่าวสอน กายนครมีมากหลาย ประเทียบเปรียบในกาย ทุกหญิงชายในโลกา ดวงจิตรคือกระษัตริย์ ผ่านสมบัติอันโอฬาร์ ข้าศึกคือโรคา เกิดเข่นฆ่าในกายเรา เปรียบแพทย์คือทหาร อันชำนาญรู้ลำเนา ข้าศึกมาอย่าใจเบา ห้อมล้อมรอบทุกทิศา ให้ดำรงกระษัตริย์ไว้ คือดวงใจให้เร่งยา อนึ่งห้ามอย่าโกรธา ข้าศึกมาจะอันตราย ปิต์ตํ คือวังหน้า เร่งรักษาเขม้นหมาย อาหารอยู่ในกาย คือเสบียงเลี้ยงโยธา หนทางทั้งสามแห่ง เร่งจัดแจงอยู่รักษา ห้ามอย่าให้ข้าศึกมา ปิดทางได้จะเสียที อนึ่งเล่ามีคำโจทย์ กล่าวยกโทษแพทย์อันมี ปรีชารู้คัมภีร์ เหตุฉันใดแก้มิฟัง คำเฉลยแก้ปุจฉา รู้รักษาก็จริงจัง ด้วยโรคเหลือกำลัง จึ่งมิฟังในการยา เมื่ออ่อนรักษาได้ แก่แล้วไซ้ ยากนักหนา ไข้นั้นอุปมา เหมือนเพลิงป่าไหม้ลุกลาม เปนแพทย์พึงสำคัญ โอกาศนั้นมีอยู่สาม เคราะห์ร้ายขัดโชคนาม บางทีรู้เกินรู้ไป บางทีรู้มิทัน ด้วยโรคนั้นใช่วิไสย ตน บ รู้ทิฏฐิใจ ถือว่ารู้ขืนกระทำ จบเรื่องที่ตนรู้ โรคนั้นสู้ว่าแรงกรรม ไม่สิ้นสงไสยทำ สุดมือ ม้วยน่าเสียดาย บางทีก็มีไชย แต่ยาให้โรคนั้นหาย ท่านกล่าวอภิปราย ว่าชอบโรคนั้นเปนดี ผู้ใดใครทำชอบ ตามระบอบพระบาฬี กุศลผลจะมี อเนกนับเบื้องน่าไป เรียนรู้ให้แจ้งกระจัด เห็นโรคชัดอย่าสงไสย เร่งยากระหน่ำไป อย่าถือใจว่าลองยา จะหนีๆแต่ไกล ต่อจวนใกล้จะมรณา จึ่งหนีแพทย์นั้นหนา ว่ามิรู้ในท่าทาง อำ ไว้จนแก่กล้า แพทย์อื่นมาก็ขัดขวาง ต่อโรคเข้าระวาง ตรีโทษ แล้วจึ่งออกตัว หินชาติ แพทย์เหล่านี้ เวรา มีมิได้กลัว ทำกรรมนำใส่ตัว จะตกไปในอบาย เรียนรู้คัมภีร์ไสย สุขุมไว้อย่าแพร่งพราย ควรกล่าวจึ่งขยาย อย่ายื่นแก้วแก่วานร ไม่รักจะทำยับ พาตำหรับเที่ยวขจร เสียแรงเปนครูสอน ทั้งบุญคุณก็เสื่อมสูญ รู้แล้วเที่ยวโจทย์ ทาย แกล้งภิปรายถามเค้ามูล ความรู้นั้นจะสูญ เพราะสามหาวเปนใจพาล ผู้ใดจะเรียนรู้ พิเคราะห์ดูผู้อาจารย์ เที่ยงแท้ว่าพิศดาร ทั้งพุทธ์ไสยจึ่งควรเรียน แต่สักเปนแพทย์ได้ คัมภีร์ไสยไม่จำเนียร ครูนั้น ไม่ควรเรียน จะนำตนให้หลงทาง เราแจ้งคัมภีร์ฉัน ทศาสตรอันบุราณปาง ก่อนกล่าวไว้เปนทาง นิพพานสุศิวาไลย อย่าหมิ่นว่ารู้ง่าย ตำหรับรายอยู่ถมไป รีบด่วนประมาทใจ ดังนั้นแท้มิเปนการ ลอกได้แต่ตำรา เที่ยวรักษาโดยโวหาร อวดรู้ว่าชำนาญ จะแก้ไขให้พลันหาย โรคคือครุกรรม บรรจบจำอย่าพึงทาย กล่าวเล่ห์อุบายหมาย ด้วยโลภหลงในลาภา บ้างจำแต่เพศไข้ สิ่งเดียวได้สังเกตมา กองเลือดว่าเสมหา กองวาตา ว่ากำเดา คัมภีร์กล่าวไว้หมด ไยมิจดมิจำเอา ทายโรคแต่โดยเดา ให้เชื่อถือในอาตมา รู้น้อยอย่าบังอาจ หมิ่นประมาทในโรคา แรงโรคว่าแรงยา มิควรถือคือแรงกรรม อนึ่งท่านได้กล่าวถาม อย่ากล่าวความบังอาจอำ เภอใจว่าตนจำเพศไข้นี้อันเคยยา ใช่โรคสิ่งเดียวดาย จะพลันหายในโรคา ต่างเนื้อก็ต่างยา จะชอบโรคอันแปรปรวน บางทีก็ยาชอบ แต่เคราะห์ครอบจึ่งหันหวน หายคลายแล้วทบทวน จะโทษยาก็ผิดที อวดยาครั้นให้ยา เห็นโรคาไม่ถอยหนี กลับกล่าวว่าแรงผี ที่แท้ทำไม่รู้ทำ เห็นลาภจะใคร่ได้ นิยมใจไม่เกรงกรรม รู้น้อยบังอาจทำ โรคระยำเพราะแรงยา โรคนั้นคือโทโส จะภิยโย เร่งวัฒนา แพทย์เร่งกระหน่ำยา ก็ยิ่งยับระยำเยิน รู้แล้วอย่าอวดรู้ พินิจดูอย่าหมิ่นเมิน ควรยาหรือยาเกิน กว่าโรคนั้นจึ่งกลับกลาย ถนอมทำแต่พอควร อย่าโดยด่วนเอาพลันหาย ผิโรคนั้นกลับกลาย จะเสียท่าด้วยผิดที บ้างได้แต่ยาผาย บรรจุถ่ายจนถึงดี เห็นโทษเข้าเปนตรี จึ่งออกตัวด้วยตกใจ บ้างรู้แต่ยากวาด เที่ยวอวดอาจไม่เกรงไภย โรคน้อยให้หนักไป ดังก่อกรรมให้ติดกาย



นมัต์ถุ รตนัตตยัส์ส สิทธิการิย ตั้งแต่นี้ไปว่าด้วยทับ ๘ ประการ โดยสังเขป

(๑) ไนยหนึ่งนั้นเด็กไข้ แม่ทราง ใดมากระทำ เข้าประจำสองโทษ กุมารโสดให้ท้องขึ้น เท้ามือมึนเยือกเย็น อุจจาระเหม็นพิการ พอมาพานสำรอกทับ อาการกลับแรงร้าย ให้ลงท้องกระหายน้ำ มีกำลังด้วยเชื่อมมัว ให้ปวดหัวตัวร้อน ตีนมือท่อนปลายเย็น อาการเปนดังนี้ เอายาตรีให้กินเช้า ยามเที่ยงเอาหอมผักหนอก ยามเย็นบอกประสะนิล น้อยให้กินสำหรับ

(๒) หนึ่งทรางทับสำรอก อาจารย์บอกไว้แจ้ง สำรอกแห่งกุมาร มีอาการสี่อย่าง เหลืองเขียวบ้างเสมหะ เปนเม็ดมะเขือก็มี ยังทวีด้วยทรางแทรก อาการแปลกต่อไป ขึ้นคอไอนอนผวา ไม่นำพาซึ่งนมเข้า ตัวนั้นเล่าบางทีร้อน บางทีผ่อนให้หนาว แลบางคราวเปนท่อน เย็นแลร้อนไม่เหมือนกัน หนึ่งตามันมักดูบน ทรางระคนกับสำรอก อาการบอกจะแจ้งใจ

(๓) หนึ่งนั้นไซ้ทรางทำ เจ็บประจำอยู่ก่อน ให้อธิกรณ์ แก้เด็กใด ท้องลงไหลเปนมูกคละ อุจจาระพิการเปน เปรี้ยวคาวเหม็นสองอย่าง ลอองทรางขึ้นคอใน กำเริบไอเปนหมู่ๆ กำเดาจู่มาซ้ำเข้า ให้ซึมเซาเชื่อมมัว หัวตัวเปนเปลวร้อน โดยอธิกรณ์สังเกตมา แพทย์ให้ยาอย่าดูเบา

(๔) หนึ่งกำเดาเปนต้นไข้ ทำให้ไอปวดหัว ทั่วตัวเปนเปลวร้อน นอนสะท้อนถอนใจใหญ่ ดูหายใจติดจะสั้น ปากคอนั้นแห้งสามารถ หลับๆหวาดผวาให้ ทรางนั้นไซ้พลอยเกิด เม็ดกำเนิดในคออก เข้านมยก บ พาน ต้องหลังดาน ท้องขึ้นแขง อาการแสดงเปนสองโทษ อาจารย์โจทย์ให้เห็น ให้ยาเย็นแลสุขุม

(๕) หนึ่งทรางกุมโทษให้ ยังอยู่ในระหว่างทำ มูกเลือดดำสดก็มี ปวดเบ่งทวีเปนกำลัง กำเดาบังเกิดจรมา ทั่วกายาร้อนตลอด เชื่อมมัวทอดไม่สมปฤดี เห็นวารี ให้อยาก หายใจกระดากให้ขัด โทษอุบัติดังนี้ไซ้ มิเปนไรพอกระทำ เช้ายาน้ำสมอไทย ยามเที่ยงให้หอมผักหนอก อาจารย์บอกอย่าพลั้ง

(๖) หนึ่งกำลังเด็กกำเดา ให้ซึมเซาเชื่อมมัว ปวดหัวตัวร้อนกล้า แต่ตลอดบน บางทีท้น ท้องขึ้นแรง หอบไอแห้งทำต่างๆ มูกเลือดขวางมาทับให้ ลง มิได้เปนเพลา ให้เวทนากระหายน้ำ ปวดเบ่งซ้ำเปนกำลัง อาการดังที่กล่าวมา พอเยียวยาไว้ได้

(๗) หนึ่งทรางไซ้กระทำก่อน มันเบียนบ่อน กินปอดตับ โดยตำหรับท่านกล่าวว่า ลงออกมาเปนส่าเหล้า น้ำไข่เน่าคาวขื่นเหม็น ปลายมือ เปนมูกเลือดสด ให้ระทดเบ่งปวดมวน หิวโหยหวนกระหายน้ำ ตับนั้นซ้ำซุดลงมา ให้เวทนายิ่งมากเข้า เลือดเสลดเน่าพิการกล ตัวร้อนท้นทำท้องขึ้น ตีนมือมึนเยือกเย็น หนึ่งจงเห็นหายใจขัด อาการชัดดังกล่าวอ้าง เหลือแพทย์ง้างให้คืนกลับ

(๘) หนึ่งบังคับไว้ว่า กุมารากุมารี ล้มอกตีสีข้างฟัด ชอกช้ำขัดในกายา อยู่นานมาจับไข้ ตัวร้อนไปเปนเพลา ดูหน้าตาไม่มีสี ยังทวีด้วยอาการ ตับบันดาลตกจากที่ สองโทษทวีระคนกัน ให้ท้องนั้นร่วงลงมา เปนส่าเหล้าแลไข่เน่า เบื้องปลายเล่าเปนมูกเลือด ไม่ห่างเหือดเวลา นอนหลับตาเบ่งปวด ตัวร้อนรวดรุ่มไป หนึ่งหายใจสอื้นขัด ตีนมือสบัดเย็นแลร้อน ทำยอกย้อนให้ฉงน อาการกลมีนานา แม้นชัดดังเช่นว่า โทษแท้เที่ยงตาย

อาการทับแปดประการ พระอาจารย์ท่านกล่าวไว้ โดยสังเขปให้กุลบุตรพึงศึกษาสำเนียกพิจารณา โดยละเอียดเทอญ



ว่าด้วยคัมภีร์ตักกะศิลา

ข้าไหว้พระพุทธ์ พระธรรมบริสุทธิ พระสงฆ์บริพาร บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ขอแต่งนิทาน เมืองตักกะศิลา ขอให้มีไชย ชะนะแก่ภัย โรคะโรคา กล่าวกลอนสอนไว้ ตามในตำรา เมืองตักกะศิลา ครั้งห่าลงเมือง พระฤาษีเมตตา เห็นเวทนา ฝูงคนตายเปลือง จึงไว้ตำรา มีมาตามเรื่อง เปนบุญไปเบื้อง น่า ชั่วกัลปา ถ้าแรกล้มไข้ ท่านมากล่าวไว้ ให้พิจารณา ภายนอกภายใน ให้ร้อนหนักหนา เมื่อยขบกายา ตาแดงเปนสาย บ้างเย็นบ้างร้อน เปนบั้นเปนท่อน ไปทั่วทั้งกาย ขึ้นมาให้เห็น เปนวงเปนลาย บางคาบเปนสาย เปนริ้วยาวรี ลางบางไม่ขึ้น เปนวงฟก ลื่น กายหมดดิบดี หมอมักว่าเปน สันนิบาต ก็มี ให้ยาผิดที แก้กันไม่ทัน อย่าเพ่อกินยา ร้อนแรงแขงกล้า ส้มเหล้าน้ำมัน เอาโลหิตออก กอกเลือด นวดฟั้น ปล่อยปลิง มิทัน แก้กันเลยนา ถ้ายังไม่รู้ให้แก้กันดู แต่พรรณฝูงยา เย็นเปนอย่างยิ่ง ขมจริงโอชา ฝาดจืดพืชน์ยา ตามอาจารย์สอน ถ้าจะใคร่รู้ เอาเทียนส่องดู ให้รู้แน่นอน ถ้ายังมิขึ้น เร่งกินยาถอน กระทุ้ง ขึ้นก่อน อาบพ่นจนเห็น ถ้าทำสิ้นจบ มิขึ้นตระหลบ กินตับส้อน เร้น ต่อเมื่อมรณา ขึ้นมาให้เห็น ดังก้านเผือกเปน เขียวขาวแดงมี ลางบางเล่าไซ้ ไม่เจ็บไม่ไข้ อยู่อยู่ดีดี ขึ้นมาให้เห็น สองสามราตรี จึ่งไข้ก็มี อย่าให้รักษา ถ้าว่าล้มไข้ ลงก่อนเล่าไซ้ สองสามวันมา ผุดขึ้นให้เห็น ดำเขียวขึ้นมา ท่านให้รักษา แต่งยาติดตาม ถ้าว่าออกดำ ขึ้นเขียวช้ำช้ำ ดุจดังสีคราม รายทั่วกายา ดังสีหว้า ห่าม ลางคาบขึ้นคล้าม สีอย่างจิงจำ เติบเท่านิ้วชี้ สองนิ้วก็มี เรียกว่าออกดำ พิเคราะห์ให้แท้ แน่แล้วจึ่งทำ ยาแก้ออกดำ ทำตามตำรา

(๑) ถ้าว่าออกแดง สีนั้นเปนแสง ดุจชาดหยอดทา ผุดขึ้นมาเล่า เม็ดเท่าถั่วงา สองนิ้วหัดถา นิ้วหนึ่งก็มี ถ้าไข้สะท้าน ร้อนหนาวครั่นคร้าน มิได้ยืนที่ ถ้าผุดขึ้นมา เท่าสะบ้า ก็มีลักษณดังนี้ เรียกว่าปานดำแดง เปนวงกลมอยู่ บอกไว้ให้รู้ ปานดำพิษแรง ขึ้นแต่ครึ่งขา ว่าไว้ให้แจ้ง เปนตายคลางแคลง แบ่งเท่ากันนา ถ้าตลอดถึงเท้า เปนกรรมของเขา แล้วอย่าสงกา ร้อยหนึ่งรอดคน เปนพ้นปัญญา ปานแดงท่านว่า ลักษณะเหมือนกัน ขึ้นซ้ายชายหย่อน พิษมันนั้นอ่อน กว่าปานดำนั้น ให้เร่งรักษา หาแพทย์ขยัน เร่งเยียวยากัน อย่าได้ไว้ใจ

(๒) ถ้าไข้ครั่นตัว แลให้ปวดหัว อย่าได้สงไสย ว่าดาวเรือง นั้น ยังดั้นอยู่ใน เหมือนโคมตามไว้ ให้พิจารณา เห็นดังหยอดชาด พร้อยๆประลาด ไปทั่วกายา พิเคราะห์เห็นแน่ แท้แล้วจึ่งยา ตามในตำรา ท่านมากล่าวไว้

(๓) ถ้าไข้สะท้าน ร้อนหนาวครั่นคร้าน เสียวซ่านทั่วไป มะเมอเพ้อพำ ร่ำรี้ร่ำไร ดุจดังผีไพร ถูกต้องแลนา ตัวตีนเย็นซ้ำ มือกำตีนกำ บิดเบือนกายา เปนสายโลหิต ติดในลูกตา ให้ร้อนนักหนา ดุจเปลวไฟลน ว่าไข้ลากสาด ผุดขึ้นประลาด ดำแดงขาวปน ดุจดังก้านเผือก กลิ้งเกลือกสับสน ยากินยาพ่น แก้ให้ถูกที ถ้าเห็นปรากฎ ดังก้านเผือกสด ดำแดงขาวมี ถ้าดำพิษแรง กว่าแดงขาวสี พิเคราะห์ให้ดี แต่งยาตามทาง

(๔) ยอดดำเชิงขาว อาจารย์ท่านกล่าว ไว้เหล่าหลายอย่าง ชื่อว่าตะมอย พิษค่อยเบาบาง

(๕) ถ้าฟกบวมบ้าง ชื่อมเรงทูม นา

(๖) ถ้าเห็นเปนแถว รีรีเปนแนว เกี่ยวก่ายไปมา ชื่อสังวาลพระอินทร์ หญิงซ้ายชายขวา ขึ้นต้องตำรา ตายอย่าสงไสย ชายซ้ายหญิงขวา อาจารย์ท่านว่า มิพอเปนไร พอเยียวยาคลาย ค่อยหายค่อยไป หยูกยาเตรียมไว้ ให้ถูกทำนอง

(๗) ไข้หนึ่งเล่านา ขึ้นสองต้นขา เขียวขึ้นเปนหนอง ลางบางอย่างสี ลูกหว้างอมงอม พิษนั้นพานถ่อม ชื่อว่ากระดานหิน ยังไม่ปอกก่อน แก้ได้โดยถวิล ถ้าลอกปอกแหล่ ตายแท้อย่าหมิ่น
บอกไว้ให้สิ้น อย่าได้ฉงน

(๘) ถ้าดูเห็นคล้ำ อย่างลูกจิงจำ เปนเงาในตน ชื่อมหาเมฆ แล เร่งแก้ขวายขวน เห็นจะอับจน ตามแต่บุญนา

(๙) อาจารย์กำหนด ชื่อหงษ์รันทด มันผุดขึ้นมา ดังไข่ปลากราย รายทั่วกายา ลิ้นกระด้างปากอ้า คางแขงสลบไป ถ้ายังอ่อนอยู่ หาท่านผู้รู้ ช่วยแปรแก้ไข ถลอกปอกหมู สุดรู้จนใจ เกรียมดังไฟไหม้ ประกายดาดเหมือนกัน

(๑๐) จันทสูตร กำหนด ผุดขึ้นดังผด แขนทั้งสองนั้น ท่านให้เร่งแก้ ยาแปรจงพลัน ถ้ารู้เท่ามัน มิพอเปนไร

(๑๑) ถ้าขึ้นยอดแหลม เล็กเล็กขึ้นแซม เปนเหล่าๆไป นิ้วหนึ่งสองนิ้ว อย่าได้สงไสย จะบอกชื่อไว้ ระบุชาดแลนา

(๑๒) ถ้าเห็นเปนแถว รีรีเปนแนว ดำแดงลงมา ชื่อสายฟ้าฟาด ร้ายกาจนักหนา เร่งรัดหยูกยา ตามบุญตามกรรม

(๑๓) ชื่อไฟเดือนห้า พิษแรงแขงกล้า แดงแล้วกลับดำ ชื่อนั้นแปรไป ไฟฟ้าจงจำ แก้สีที่ดำ แดงได้ไม่ตาย ให้เปนต่างๆ ชักปากเบี้ยวบ้าง ให้คางคลาดคลาย ชักตาแหกเหิน ให้เร่งขวนขวาย แปรยาให้ผาย เห็นไม่มรณา

(๑๔) ถ้าเปนแผ่นไป หัวเล็กเล็กไซ้ เปนเหล่าขึ้นมา มักเมื่อยกระดูก ทุกทั่วกายา บิดกายซ้ายขวา เขฬา เหนียวให้ ชื่อเข้าไหม้น้อย พิษพานจะถอย พอเยียวยาคลาย

(๑๕) ถ้าเห็นสีเหลือง มือเท้าขวาซ้าย หน้านั้นเหลืองคล้าย เหมือนดอกบัวขม มักให้เปนเปิด ปวดเปนโลหิต เน่าในสะสม จำจะบรรไลยเพราะกาฬมูตร จม กินตับทับถม มิรู้ว่าเปนบิดนา

(๑๖) ลางไข้วิปริต ตกเปนโลหิต ทั้งเก้าทวารา มิได้เจ็บไข้ ตกเลือดออกมา จงเร่งรักษา อย่าได้ไว้ใจ

(๑๗) ลางบางเปนขด ให้เห็นปรากฎ ชักกลมเข้าไป แล้วชักหงายแหงน หลังแอ่นขึ้นให้ ล้มลงทันใจ เพศไข้นานา

(๑๘) ไข้สี่ประการ โดยดังอาจารย์ ท่านไว้ตำรา มันย่อมแกมไข้ ผุดผื่นขึ้นมา ประดง ศิลา ประดงน้ำประดงไฟ ประดงแกลบครบสี่ จะบอกตามที ยังมิเข้าใจ ประดงหินให้เชื่อม นอนนิ่งแน่ไป มิลุกขึ้นได้ ทั้งคืนทั้งวัน ประดงไฟร้อนพ้น ดังเอาไฟลน ร้อนมิเท่าทัน ประดงแกลบนั้น คันพ้นอภิปราย เหลืออดเหลือกลั้น เกาจนเลือดนั้น ติดเล็บบหาย ประดงน้ำนั้น กลางคืนกลางวัน มิรู้สึกกาย อายุวันหนึ่ง จะถึงความตาย ให้แพทย์ทั้งหลาย พึงรู้เล่ห์กล ชื่อฟองสมุทรา ถ้าผุดขึ้นมา สีเขียวมัวมน ถ้าขึ้นจากอก ตกที่อับจน ชายขวาหญิงซ้าย เร่งให้ขวายขวน เห็นจะอับจน อย่าได้ไว้ใจ ชายซ้ายหญิงขวา อาจารย์ท่านว่า ไม่พอเปนไร ถ้าเห็นดำดำ ดุจดังถ่านไฟ เทียมเนื้อไรไร เติบเท่าเมล็ดงา ชื่อมหานิล อย่าได้ดูหมิ่น เร่งแปรหยูกยา แต่บรรดาไข้ ในตักกะศิลา ให้พิจารณา ขึ้นร้ายขึ้นดี ขึ้นอกขึ้นหน้า ตกที่ร้ายหนา แปรยาจงดี แก้ตามทำนอง ให้ต้องคัมภีร์ แปรร้ายเปนดี ก่อนอย่านอนใจ อาจารย์กำหนด ให้แต่งโอสถ กระทุ้งภายใน แล้วพ่นยานอก ให้ออกจนได้ ปรากฎแล้วไซ้ พิษจึงระเหย จึงไม่กินไส้ กินตับปอดได้ ท้องไม่ร่วงเลย ประทับสำคัญ ก่อนนั้นอย่าเฉย กินยาตามเคย แปรร้ายเปนดี พิเคราะห์ตามไข้ หนักเบาอย่างไร อย่าให้เสียที ทำตามทำนอง ให้ต้องพิธี พิเคราะห์ให้ดี จึ่งมีเดชา รากเท้ายายม่อม มะเดื่อทุมพร อีกรากคนทา ชิงชี่น้ำนอง ให้ต้องตำรา ปู่เจ้าเขาเขียว หญ้านางแลนา ศิริสรรพยา ให้เอาเสมอกัน ต้มให้กินก่อน ตกถึงอุทร ออกสิ้นทุกพรรณ ท่านตีค่าถึง ตำลึงทองนั้น ทำเถิดขยัน กลั่นแกล้งกล่าวมา ยาพ่นภายนอก กระทุ้งให้ออก มานอกกายา หญ้านางใบมะขาม วัลเปรียงเอามา ดินประสิวแทรกยา พ่นผุดทันใจ เห็นแท้แล้วเล่า เอารากฝักเข้า ขี้กาแดงใส่ แทรกดินประสิว พ่นผิวลงไป กินยาภายใน เสียก่อนแลนา เอาใบมะผู้ มะเมียทั้งคู่ มะยมให้หา มะเฟืองมะกรูด มะนาวแลนา คนทีสอมา หญ้าแพรกปากควาย มะตูมเอาใบ ขมิ้นอ้อยไซ้ ศิริยาทั้งหลาย เสมอภาคหมด บดปั้นละลาย น้ำซาวเข้ากินหาย แปรร้ายเปนดี พ่นแปรนอกนา เอารังหมาร่า ที่ร้างแรงปี หญ้าแพรกปากควาย ใบมะเฟืองมีสี ศิริยาทั้งนี้ เท่ากันบรรจง ปั้นแท่งละลาย ซาวเข้าเปนกระสาย ขวนขวายใส่ลง พ่นแปรแก้ย้าย หายดังจำนง เปนดีโดยจง ให้พ่นสามครา แต่งยาครอบไข้ สาระพัดแก้ได้ ไข้ตักกะศิลา จันทน์แดงจันทน์ขาว ใบสวาดหัวคล้า ง้วนหมูคงคา สะแกจิงจำ ฟักเข้าเข้าไหม้ ผักหวานบ้านไซ้ ภิมเสนแซกนำ หญ้านางมะนาว สูเจ้าจงจำ เสมอภาคเอาน้ำ ซาวเข้ าละลาย เปนยาภายใน กินประจำไข้ กว่าจะถอยคลาย ระวังแต่กาฬ จะเกิดมากมาย ทั้งหญิงทั้งชาย อย่าได้ไว้ใจ

(คัมภีร์ตักกะศิลาสังเขปเพียงนี้)



จะกล่าวกำเนิด ทั้งที่เกิดที่อยู่ ทั้งฤดูเดือนวัน อายุปันเวลา อาหารฝ่าสำแลง โรคร้ายแรงต่างๆ ยาหลายอย่างหลายพรรณ สิ้นด้วยกันเก้ารส จงกำหนดอย่าคลาศ ยารสฝาดชอบสมาน รสยาหวานทราบเนื้อ รสเมาเบื่อแก้พิษ ดีโลหิตชอบขม เผ็ดร้อนลมถอยถด เอ็นชอบรสมันมัน หอมเย็นนั้นชื่นใจ เค็มทราบในผิวหนัง เสมหะยังชอบส้ม กำเริบลมที่อยู่ เปือกตมฟูเยือกเย็น เนื้อหนังเอ็นปูปลา ย่อมภักษาครามครัน เสมหะนั้นโทษให้ ที่อยู่ในชลธาร มักเสพหวานเนืองกิจ ดีโลหิตจำเริญ ที่อยู่เถินเนินผา อาหารฝ่าเผ็ดร้อน อนึ่งสัญจรนอนป่า เพื่อภักษางูเห่า กำเริบเร้าร้อนรุม สันนิบาต กุมตรีโทษ ไนยหนึ่งโสดกล่าวมา ฤดูว่าเปนหก ท่านแยกยกกล่าวไว้ เดือนหกในคิมหันต์ ควรแบ่งปันเอากึ่ง แรมค่ำหนึ่งถึงเพ็ญ เดือนสิบเป็นคิมหันต์ กับวสันต์ฤดู เปนสองอยู่ด้วยกัน อย่าหมายมั่นว่าฝน บังบดบนยิ่งร้อน พระทินกรเสด็จใกล้ มาดแม้นไข้สำคัญ เลือดดีนั้นเปนต้น แรมลงพ้นล่วงไป ถึงเพ็ญในเดือนยี่ อาทิตย์ลีลาศห่าง ฤดูกลางเหมันต์ กับวสันต์เปนสอง น้ำค้างต้องเยือกเย็น เสมหะเปนต้นไข้ แรมลงไปเพียงกึ่ง เดือนหกถึงเพ็ญนั้น เข้าคิมหันต์ระคน เหมันต์ปนสี่ปักษ์ ลมพัดหนักแม้ไข้ กำเนิดในวาตา ซึ่งกล่าวมาทั้งนี้ ต้นปลายปีบรรจบ ฤดูครบเปนหก สี่เดือนยกควบไว้ ฤดูใดไข้เกิด เอากำเนิดวันนั้น เปนสำคัญเจ้าเรือน กำเริบเดือนนั้นว่า ในเดือนห้าเดือนเก้า เดือนอ้ายเข้าเปนสาม เดือนนี้นามปถวี เดือนหกมีกำหนด เดือนสิบหมดเดือนยี่ สามเดือนนี้ธาตุไฟ อนึ่งนั้นในเดือนเจ็ด เดือนสิบเอ็ดเดือนสาม สามเดือนนามธาตุลม เดือนแปดสมเคราะห์เดือน สิบสองเลื่อนเดือนสี่ สามเดือนนี้อาโป กำเริบโรคามี ธาตุทั้งสี่กล่าวมา รายเดือนว่าเหมือนกัน อนึ่งสำคัญลมดี กำลังมีด้วยไฟ ธาตุภายในแรงยิ่ง อาโปสิ่งทั้งหลาย กำเริบร้ายด้วยเพศ เสมหะเหตุเปนต้น สันนิบาตท้นแรงไข้ กำเนิดในปถวี กำเริบมีกำลัง หนึ่งเด็กยังไม่รุ่น ยามเช้าครุ่นครางไข้ ปฐมไวยพาละ โทษเสมหะพัวพัน หนุ่มสาวนั้นเปนไป กำลังในโลหิต ไข้แรงพิษเมื่อเที่ยง คนแก่เพียงพินาศ ไข้บ่ายชาติวาตา ไข้เวลากลางคืน เสมหะฟื้นลมอัคคี สันนิบาตตรีโทษา หนึ่งคลอดมาจากครรภ์ ระวีวัน เสารี เตโช มีเปนอาทิ ศะศิ ครูปัถวี อังคารมีวาโย พุฒ อาโป ศุกรด้วย ธาตุนี้ม้วยกับตน โรคระคนทั่วไป ปฤกษาไข้จงมั่น ฤดูนั้นเข้าจับ อายุกับเพลา เดือนวันมาประมวณ จึ่งใคร่ครวญด้วยโทษ ไนยหนึ่งโสดไข้นั้น แซกซ้ำกันบางที วาโยดีเจือกัน เสมหะนั้นกับดี เสมหะมีกับลม ใคร่ให้สมอย่าเบา อย่าฟังเขาผู้อื่น คัมภีร์ยืนเปนแน่ กำหนดแก้เจ้าเรือน อายุเดือนวันเพลา กำเริบมาเปนแซก ไข้มาแขก อย่ากลัว ถึงมึนมัวซบเซา ถ้าไข้เจ้าเรือนไป ไข้แขกไม่อาจอยู่ อนึ่งเล็งดูในไข้ พอยาได้จึ่งยา ไม่รู้อย่าควรทำ จักเกิดกรรมเกิดโทษ


ว่าด้วยน้ำนมดีแลชั่ว

ไนยหนึ่งโสด เพศพงษาสัตรี ในคัมภีร์ว่าไว้ ดีร้ายให้ปรากฎ รูปนมรสต่างกัน

(๑) ถ้าหญิงนั้นมีกาย อกไหล่ผายเนตรน้อย ภักตร์แช่มช้อยชมชวน นิ่มเนื้อนวลเอวรัด นาสาทัดเล็บสิงห์ หลังราบยิ่งถันตั้ง เต้ากลมดังดอกบัว หัวนมเล็กขอบแดง กล้องแกล้งมือเท้าเรียว น้ำนมเขียวรสหวาน

(๒) รูปหนึ่งพานไหล่สอบ หน้ากลมชอบเนตรน้อย ภักตร์แช่มช้อยดวงถัน ดังบุษบัน ตูมตั้ง พิศผิวหนังเหลืองสี การะเกดมีกลิ่นกาย หอมรวยคล้ายเหมือนกลิ่น การะเกดยินนามมา เบ็ญจะกัลยา ปรากฎ น้ำนมรสเข้มหวาน

(๓) หนึ่งนงพาลผิวพรรณ งามเกษกัณฐ์งามองค์ งามคิ้วก่งขนตา อ่อนนาสาสูงสม เต้านมกลมปลายงอน งามผิวอ่อนเอวกลึง น้ำนมพึงใจข้น รสหวานพ้นมันสักหน่อย

(๔) หนึ่งแช่มช้อยดวงภักตร์ วิไลยลักษณนารี เนตรมฤคี งามคม งามโอษฐ์ผมแขงขัน งามเบื้องบั้นนาภี กาบกล้วยมีสันฐาณ สะโภกพานผายผึ่ง อกไหล่ขึงเพราพร้อม น้ำนมย่อมมีสี สังข์ขาวดีมีรส มันปรากฎยิ่งนัก หนึ่งยศศักดิ์ตระกูล ในประยูรสุริยวงษ์ กระษัตริย์พงษ์เสษฐี ปุโรหิตมีเสนา เผ่าพันธุค้าซื้อขาย ชาวนาหมายรูปร่าง สรรพสรรพางค์กล่าวมา หาโรคา บ มิได้ เปนเอกในสัตรี คุณนมมีกล่าวมา มาดแม้นว่ากุมาร เกิดบันดาลดวงแผน ซางร้ายแม้นได้กิน มลทินสิ้นเปนดี


น้ำนมชั่ว

(๑) รูปนมมีโทษนั้น เท้ามือสั้นกายยาว เนื้อเหลืองขาวสองสี ไม่พ่วงพีไม่ผอม นมยานย่อมหัวนม น้อยไม่สมเต้าใหญ่ หนังริมในเนตรหย่อน โลภกินห่อนบำญัติ สำเนียงทัดเทียมกา กลิ่นกายาแรงราว น้ำล้างคาวเนื้อมี นามยักขินีกล่าวมา

(๒) หญิงใดถ้าผิวพรรณ์ ขาวสำคัญดำแดง กลิ่นกายแรงเหมือนชาย สำเนียงหมายเหมือนเสียง แพะร้องเพียงริมโอษฐ์ กลมแท้โทษเท้าใหญ่ ฝ่าเท้าไม่เสมอกัน เดินเหินหันมักพิรุธ รูปนมดุจหนึ่งคอ น้ำเต้าส่อสำคัญ นามหญิงนั้นหัศดี

(๓) หญิงหนึ่งมีอาการ ตาเหลือกลานไหล่ลู่ หน้าแข้งทู่ต้นแขน ใหญ่ยิ่งแม้นแม่มือ ใหญ่ใจดื้อใจร้าย นมหางปลายแบนเสียง เหมือนสำเนียงกาผม หยักโศก นมมีรส เปรี้ยวปรากฎสำคัญ

(๔) หญิงหนึ่งนั้นสันทัด ขาวเหลืองสัท สำเนียง แม้นเหมือนเสียงปักษี พิราบมีกลิ่นกาย สาบแพะร้ายแรงครัน เต้านมนั้นเปนคอ น้ำเต้าส่อรู้รส นมปรากฎเฝื่อนฝาด ขื่นคาวชาติจืดจาง สีรูปร่างกล่าวมา ดุจตำราล้วนโทษ

(๑) หนึ่งโสดโทษลม กำเริบนมรสเปรี้ยว สีขุ่นเขียวคาวแรง น้ำหอยแมงภู่ต้ม เหมือนหนึ่งนมนั้นไซ้ หลั่งหายไปในน้ำ รสฝาดกำเดาให้ โทษนี้ไซ้เตโช กำเริบโรคามี

(๒) นมหนึ่งสีเขียวคาว กลิ่นร้ายราวแพะเพศ เสมหะเหตุปถวี กำเริบมีสองโทษ

(๓) นมหนึ่งโสดจางใส หลั่งลงในน้ำนั้น ไม่คุมกันเปนสาย ลอยกระจายทั่วไป โทษนี้ไซ้โลหิต กำเริบติดพัวพัน ไนยหนึ่งนั้นมารดา นอนเพลิง ถ้าโลหิต มันทำพิษมิให้ เข้าไฟได้นมนั้น ติดขัดขั้นฤดู มีครรภ์อยู่ทั้งสาม โทษลมตามกล่าวมา แต่หลังอย่าพึงให้ ทารกได้ดื่มกิน เปนมลทินเหมือนชาด เอาไปพาดไปทา รัก เปียกพาดำไป กินนมใช่อาหาร นมนั้นปานยาพิษ เหตุโลหิตมารดา กำเริบวาตพรรค เร่งยาหักโทษใน มารดาให้สิ้นร้าย เห็นคลายหายแล้วลอง ให้ถูกต้องตำรา ตักน้ำมาที่ใส หลั่งนมใส่ในน้ำ กลมจมล้ำอย่างดี ไม่กลมมีเปนสาย แต่จมปลายเปนกลาง นมสองอย่างเปนดี นอกกว่านี้ล้วนโทษ ไนยหนึ่งโสดมารดา รูปยักษ์พานร ว่า บ รอนแรงราค เลี้ยงลูกยากห่อนคง ถึงเผ่าพงษ์สมบูรณ์ ตามตระกูลเข็ญใจ รูปนมในกล่าวมา ทั้งมวน ว่าเหมือนกัน


กล่าวด้วยไข้

จักกล่าวลักษณะไข้ เมื่อจับไซ้เวลามัน แลทั้งกำลังวัน ที่เปนนั้นกำหนดหมาย

จักกล่าวตรีเพศ เข้า จับรุ่งเช้าจนถึงบ่าย สองโมงจึ่งค่อยคลาย ค่อยสบายในกายพลัน ไข้ที่ชื่อเอกโทษ แต่รุ่งโลดจนสายัณห์ ถึงค่ำสองทุ่มนั้น ชื่อทุวรรณโทษ นา แต่รุ่งจนถึงค่ำ แปดทุ่มซ้ำรัติยา จึ่งส่างไข้นี้นา เรียกชื่อว่าโทษเปนตรี

ลักษณะเพศทั้งหลาย กำเริบร้ายกำลังมี กำเดาสี่ราตรี เสมหะมีในเก้าวัน โลหิตกำลังให้ เจ็ดวันไซ้เปนสำคัญ วาโยสิบสามวัน กำหนดนั้นเปนประธาน

กำลังธาตุทั้งหลาย กำเริบร้ายสี่สถาน ทั้งสามฤดูกาล ดุจดังท่านกล่าวไว้ แรกไข้สี่วาระ ชื่อตติยะจำเนียรไป ห้าวันถึงเจ็ดไซ้ ชื่อตรุณถ้ามิคลาย แปดวันถึงสิบห้า นั้นชื่อว่ามัธยมหมาย โทษสองจำเนียรปลาย สิบเจ็ดหมายชื่อบุราณ โทษสามถ้าพ้นนั้น กำหนดวันไม่ประมาณ เพราะธาตุนั้นพิการ ชื่อจัตตุนันทชวรแล

จะกล่าวลักษณไข้ ท่านกล่าวไว้สามประการ กำเดาสมุฎฐาน เดือดฟุ้งส้านจึ่งเปนไป เจ็บสูงเปนกำลัง ให้คลุ้มคลั่งดวงจิตรไหว ตัวร้อนดังเปลวไฟ ตาเหลืองไปให้เบา แดง ราก เหลืองกระหายน้ำ ปากขมซ้ำน้ำลายแห้ง ผิวเนื้อแตกระแหง ผิวหน้าแดงตัวเหลืองไป กลางคืนหลับไม่สนิท จับดวงจิตรเคลิ้มหลงใหล น้ำตามักตกไป กำเดาให้โทษแลนา

ลักษณไข้เพื่อ เสลด ให้อาเพศ หนาวนักหนา ขนชันทั่วกายา จุกอุราแสยงขน อาหารกินมิได้ ปาหวานไปเห็นพิกล ฝ่าเท้าฝ้ามือตน ขาวเผือกจนมูลหนัก เบา ให้รากถอยอาหาร จับสะท้านให้เหม็นเข้า เปนแพทย์อย่าดูเบา เสมหะเล่าให้โทษนา

ลักษณไข้เพื่อโลหิต ย่อมทำพิษตัวร้อนกล้า กระหายน้ำปวดศิรา เจ็บกายาแทบทำลาย เบาเหลืองผิวตัวแดง ลิ้นคางแข็งฟันแห้งหาย ปากแห้งเหนียวน้ำลาย ธาตุภายในชักให้ลง เพศ ไข้ทั้งสามนี้ ในคัมภีร์ท่านกล่าวตรง เปนแพทย์อย่าได้หลง ดูให้ตรงอย่าใจเบา

(จบเอกโทษ)




ลักษณอนึ่งโสด เพื่อทุวรรณโทษลมกำเดา จับหนาวสะท้านเล่า ให้ร้อนเร่ากระหายชล เหงื่อตกระส่ำระสาย ไม่สบายในกายตน วิเวียนเปนสลวน ปวดสูงพ้นจะทนทาน

ในเมื่อทุวรรณโทษ กำเดาโสตเสมหะฐาน สองนี้มีอาการ หนาวสุท้านแสยงขน จุกอกหายใจขัด เหงื่อวิบัติตกทั้งตน ให้ร้อนอยู่สับสน ร้อนทั่วตนปวดศิรา

ในเมื่อทุวรรณโทษ วาโยโสตกับเสมหา จับหนาวแล้วร้อนมา วิงเวียนหน้าเหงื่อตกไหล ปวดหัวให้มัวตา อาหารากินมิได้ สองโทษ หากเปนไป กำเริบไซ้ให้มีมา

ในเมื่อทุวรรณโทษ กำเดาโสตโลหิตา ราตรีไม่นิทรา ครั้นหลับตาหลงเพ้อไป ปวดเศียรสุดจะทน ให้สลวนในดวงใจ ระหาย น้ำให้ร้อนใน อาหารไซ้ไม่นำภา

ในเมื่อโทษเข้าตรี ทั้งสามนี้คือเสมหา กำเดาแลวาตา กำเริบมาวิบัติไป ให้เจ็บทุกข้อลำ กระหายน้ำให้ร้อนใน ระส่ำระสายใจ เสโทไหลโซมทั้งกาย ให้ง่วงดุจดังบ้า ในอุราไม่สบาย โทษนี้เปนตรีปลาย แพทย์ทั้งหลายจงรู้นา

ในเมื่อโทษกำเดา โลหิตเข้ากับวาตา ทั้งสามกำเริบมา จึ่งเรียกว่าโทษเปนตรี ให้เมื่อยทั่วทั้งตัว เจ็บปวดหัวดังเปนฝี วิงเวียนไม่สมประดี หนักเกษี ให้ซุนไป ให้จับหนาวสะท้าน เหม็นอาหารกินมิได้ เชื่อมมึน มักง่วงไป ท่านกล่าวไว้เร่งเรียนเอา

ในเมื่อโทษโลหิต เสมหะพิษแลกำเดา ทั้งสามเจือกันเข้า ให้ร้อนเร่ากระหายชล กลางคืนนอนไม่สนิท จับดวงจิตรรำสับสน เสโทตกทั่วตน ผิวหน้าคนนั้นเหลืองไป รากเหลืองติดโลหิต ตาแดงพิษร้อนคือไฟ โทษตรีอันมีใน ท่านกล่าวไว้สุขุมา

(จบตรีโทษ)




ในเมื่อโทษสี่นั้น ย่อมแปรผันเปนนาๆ กระด้าง ทั้งกายา หายใจขัดชักคางแขง ชิวหา นั้นกระด้าง เพศต่างๆดังแสดง อาจารย์ท่านกล่าวแจ้ง เรียกว่าโทษมรณชวร

จะกล่าวกำเนิดไข้ โดยในที่มีอาการ แพทย์จงสดับสาร อันควรทำจะสำแดง

ไข้ใดให้รนร้อน กระหายน้ำนั้นเรี่ยวแรง ปากไหม้แตกระแหง จักษุแดงพิการกล ให้เจ็บไม่เว้นว่าง ทั่วสรรพางค์ไปทั้งตน ที่ใดอันเย็นยน ที่อันนั้นก็พึงใจ

ไข้ใดให้เย็นนัก แบมันมักให้นอนไป อาหารเห็นเบื่อใจ ให้เจ็บคอเจ็บลูกตา ตาแดงดูดังเลือด แลเจ็บหูทั้งซ้ายขวา กระดูกเจ็บทั่วกายา ให้อยากน้ำในราตรี หนึ่งนอน บ ห่อนหลับ หายใจคับ บ อิ่มดี ขัดข้องอุระทวี ให้รากเหลืองพิการกล

ไข้ใดสบัดหนาว แลสะบัดให้ร้อนรน หน้าผากศีร์ษะทนต์ ให้ปวดร่ำกระหน่ำ ไป เจ็บคอแลขัดอก กระหายน้ำบ คลายใจ เรี่ยวแรง บ มีใน ให้ระทดระทวยกาย ปัสสาวะให้ขัดข้อง ไม่แคล่วคล่อง ในทางระบาย แพทย์จงกำหนดหมาย ให้สถิตย์สเถียรใจ ไข้สามประการนี้ กำหนดมีใช่อื่นไกล สันนิบาตจงแจ้งใจ กระทำให้พิการกล

ไข้ใดเจ็บสดือ กระพือขึ้นไปเบื้องบน หน้าตานั้นวิงวน ให้มืดมนแลพร่างพราย ให้เจ็บที่กำด้น ตลอดจนกระหม่อม หมาย สบัดร้อนทุรนทุราย แล้วสะท้านให้เยือกเย็น ไส้พุงนั้นพลุ่งพล่าน ในอาการจงเล็งเห็น สันนิบาตโลหิตเปน ประจักษ์แจ้งอย่าแคลงใจ

ไข้ใดให้เปนเม็ด ดูแดงทั่วทั้งตัวไป ให้ปวดขบศีร์ษะใน เมื่ออาทิตย์สว่างวัน เรียกว่าสันนิบาต ปกัง ชาติหมู่มัน แพทย์เห็นจงสำคัญ ให้หยั่งรู้ในเชิงชาย

ไข้ใดพิศดูรูป พิเคราะห์ทราบว่าตัวลาย แม้นเหมือนดังเรื้อนราย แลมันเพ้อมะเมอไป คนอื่นจะพูดด้วย มิได้ยินสำเหนียกใน โรคนี้ใช่อื่นไกล คือตรีโทษเข้าเบียดเบียฬ

ไข้ใดให้หนาวสะท้าน ย่อมบิดคร้านหน้าวิงเวียน แสยงขน แลปวดเศียร กระหายหอบ ซึ่งวารี บั้นเอ็วแลท้องน้อย ประจำเจ็บมากทวี ปากคอนั้นเคยมี น้ำลายเล่าก็ขาดไป นิทรา ก็ตาค้าง ด้วยทางลมเสมหะใน พัดปนระคนไป กำเนิดให้ซึ่งโรคา

ไข้ใดให้ตาแดง ผิวหนังแห้งอยู่โรยรา กระหายน้ำแลไสยา มิให้หลับระงับกาย ให้รากแลมูตร นั้น ดูสีสันก็เหลืองหลาย อาการเที่ยงดูเชิงชาย เปนสุดสิ้นสมประดี อาการนั้นบอกแจ้ง เปนตำแหน่งเสมหะมี เข้าปนระคน ดี เปนสองทำประจำกาย

ไข้ใดให้ท้องขึ้น แลวิงเวียนศีร์ษะสลาย ให้สอึกให้รากราย ด้วยโทษลมกำเดาทำ

ไข้ใดขัดอกจาม ตลอดถึงนาภี นำ เสมหะกำเดา ทำเข้าปะปนระคนกัน

ไข้ใดให้คลื่นเหียน แลอาเจียรน้ำลายครัน ลมเลือดน้ำเหลืองนั้น ทั้งสามโทษเข้าพันพัว

ไข้ใดให้นอนมาก ให้ขมปากให้เจ็บหัว หนึ่งนั้นให้เจ็บตัว กำเนิดเกิดไข้เพื่อดี

ไข้ใดมิให้หลับ ให้รากปวดศีร์ษะมี ให้กระหายซึ่งวารี ให้เจ็บคอปากแห้งไป

ไข้ใดให้เจ็บตา กระอาย หัวดังควันไฟ ทั้งสองไข้จงแจ้งใจ คือกำเดาให้โทษา

ไข้ใดมันให้เจ็บ แต่ฝ่าเท้านั้นขึ้นมา ให้ร้อนจนสิ้น สารพางค์กายไม่คลายใจ ในราตรีให้เร่งยา อย่าให้ทันอุไทยไข กำเดาโทษนี้ไซ้ เร่งระมัดประหยัดกาย ไข้เพื่อโลหิตนั้น สำคัญเจ็บหน้าผากหลาย ใจมักกระสับกระส่าย จงแจ้งจำที่คำครู

ไข้ใดให้นอนฝัน มักคลั่งไคล้อายปากดู น้ำลายมากพราวพรู แลมือเท้าให้เยือกเย็น มีมารยาอยากอาหาร เนื้อคาวหวานจงเล็งเห็น ข้อมือข้อเท้าเปน ให้ขัดข้องไม่ว่องไว หนึ่งให้สบัดหนาว แลสบัดให้ร้อนไป โทษนี้เสมหะใน มากระทำเข้าย่ำยี

ไข้ใดกินอาหาร ให้ขมปากนั้นมากมี ให้อยากของมิดี อันแสลง ซึ่งโรคา ให้สะท้านเนื้อระริก แลเสียวซ่านทั้งอาตมา หนึ่งเจ็บทั่วกายา ให้จุกเสียดไม่สมประดี

ไข้ใดหนาวสะท้าน แลบิดคร้านยอกเสียดมี ลักษณสองไข้นี้ เปนไข้เพื่อธาตุวาตา

ไข้ใดหนาวสะท้าน ปากหวานแลให้เอา เจียรแสยงซึ่งโลมา หนึ่งหัวตำแลลำคอ ทั่วทั้งสรรพางค์เนื้อ ให้เจ็บสิ้นไม่เหลือหลอ นอนขึงไม่พึงพอ อนึ่งอาหารไม่นำพา

ไข้ใดให้สะอึก แลรากร้อนในวิญญา ทั้งสองไข้คือวาตา ให้โทษแท้ประจักษ์ใจ คัมภีร์สารสงเคราะห์ ท่านจัดเจาะประจงไข ด้วยลักษณใน สำประชวร ห้าประการ เพื่อเลือดแลกำเดา จักษุแดงโลหิตปาน เพื่อเสมหะสัณฐาน จักษุดังขมิ้นทา หนึ่งเกิดเพื่อดีนั้น ดังแว่นเขียวเข้าปะตา หนึ่งเกิดเพื่อลมกล้า จักษุคล้ำให้มัวไป จำพวกหนึ่งจักษุนั้น ไม่สู้แดงประการใด เพื่อเส้นอำมะพฤก ใน ให้เกิดกับสำหรับชาย ถ้าแลสัตรีนั้น แพทย์จงได้สำคัญหมาย เพื่อเส้นปัตฆาฏ ท้าย เกิดสำหรับกับสัตรี

ไข้ใดให้กายนั้น ดูเศร้าดำไม่มีศรี ให้ไอแห้งอยากวารี ให้ฝาดปากเจ็บอกไป หายใจให้ขัดข้อง ด้วยในท้องเปนก้อนใน แพทย์จงกำหนดใจ เปนเพื่อลมสิ่งเดียวดาย

ไข้ใดให้เจ็บหนัง ปัสสาวะนั้นเหลืองหลาย ให้ร้อนกระวนกระวาย ให้พึงใจที่อันเย็น ตาแดงแลลงท้อง ให้อยากน้ำวิบัติเปน ไข้เพื่อกำเดาเห็น ประจักษ์จิตร อย่าคิดฉงน

ไข้ใดศีร์ษะนั้น ให้ปวดเหลือกำลังทน ให้สะท้านบิดคร้านตน ให้ไอให้หาวนอน หนึ่งให้เสโท ตก จะหยิบยกอธิกรณ์ เพื่อลมเสมหะจร เข้าทับทำประจำเปน

ไข้ใดให้ซึมมัว กระหายน้ำสะท้านเย็น ขมปากวิบากเปน หนึ่งท้องให้ร้องไป ให้เจ็บตัวเสโทตก หนึ่งให้กำเริบไอ เพื่อเสมหะกำเดาใน กระทำให้พิการกาย หนึ่งไข้ตรีโทษนั้น เปนโทษสามประการหมาย หนึ่งเจ็บไปทั่วกาย หนึ่งนอนไม่หลับไหล หนึ่งเล่าอาหารเคย ก็ละเลยไม่อาไลย แต่อาการที่เกิดใน เปนทุวรรณโทษา ถ้าแพทย์ใดสำนักครู เรียนร้อบรู้ในโรคา ยังพอจะเยียวยา ไว้สำนวนกระบวนทำ

ไข้ใดให้ไอแห้ง แลให้หอบเสมหะนำ ตั้งอยู่ในคอทำ ให้แพทย์พึงกำหนดใน เล็บมือแลเล็บเท้า แลลิ้นนั้นก็เขียวไป ตานั้นก็เขียวไซ้ ดังตาแมวมาติดตา สาบกลิ่นดังสุนักข์ แพะแร้งแลนกกา นำพร้อมด้วยโทษา โทษนั้นเที่ยงอย่าเกี่ยงใจ นามชื่อสันนิบาต มาตัดชาติทุกข์ไป ไม่พร้อมดังกล่าวไข แพทย์พอได้จะตามทัน

ไข้ใดล้มไข้ลง ในวันหนึ่งแลสองวัน ให้เชื่อมมึนอาการนั้น ไม่รู้สมประดีใด ให้ปิดอุจจาระ ยาถ่ายก็มิไป ทั้งอาหาร บ ทานได้ แลให้รากนั้นมากครัน ถ้าอาการนั้นยืนไป ถึงสิบวันสิบเอ็จวัน โทษตัดอย่าตามมัน เปนลักษณแห่งปถวี

ไข้ใดล้มไข้ลง ในสามวันสี่วันมี นอนสดุ้งไม่สมประดี สติพลั้งไม่ยั้งกาย ให้เพ้อ ให้เรอราก แลรากมีแต่น้ำลาย มือเท้าทั้งขวาซ้าย ให้ผิดเพศ สังเกตเย็น ได้หนึ่งจะเสียสอง ในทำนองจงเล็งเห็น อาการที่มันเปน คือโทษธาตุชาติวาตา ถ้าแก้มือแลเท้า มิได้เรียบให้ร้อนมา อาการบันดาลดา ให้ครุมเครือเรื้อรังไป ถึงเก้าวันสิบวัน จะอาสัญอย่าสงไสย เที่ยงแท้อย่าอาไลย เพราะโทษตายนั้นมีมา

ไข้ใดล้มไข้ลง อยู่ในสามสี่เวลา อาการมันมีมา บางทีนั้นให้ลงไป บางทีมันให้ตก เสมหะโลหิตใน ตามช่องทวาร ไข ทั้งหนักเบาแลบางที ให้รากซึ่งโลหิต จงเร่งคิดถึงชีวี ไข้ใดเปนดังนี้ อาโปธาตุนั้นบันดาล ถ้าแก้ด้วยยายำ ที่เคยซ้ำเปนหลายขนาน มิถอยซึ่งอาการ มันแขงขืนจะยืนไป ถึงแปดวันเก้าวัน เปนเที่ยงธรรม์ จะบรรไลย แพทย์จงสำคัญใจ กำหนดไว้ในอุรา

ไข้ใดล้มไข้ลง ถึงสามวันสี่วันมา ให้ร้อนทั่วกายา ทั้งภายนอกและภายใน ให้ทนทุรนราย กระสับกระส่ายในหัวใจ ให้ประพรมน้ำไป มิได้ขาดที่กายา ให้ลิ้นแห้งคอแห้ง แห้งจนถึงในอุรา อยากน้ำไม่เปนครา ให้คลั่งไคล้ไม่สมประดี ให้เจ็บนั้นต่างๆ ดังหนึ่งคนมารยามี อยากของอันต้องที่ กำหนดห้ามยิ่งหยามใจ ดุจดังฉะมบ ปอบ เข้าล้วงลอบกินอยู่ใน โทษนี้คือธาตุไฟ กระทำให้วิบัติกาย จะได้สักส่วนหนึ่ง แลจะเสียสองส่วนทาย แก้ร้อนมิวายคลาย อาการนั้นยังยืดยืน ถึงเจ็ดวันแปดวัน อย่าหมายมั่นจะฝ่าฝืน โทษนี้ไม่ได้คืน ชีวิตจะมรณา

ไนยหนึ่งจะขอไขย โดยไนยท่านได้กล่าวมา แพทย์จงเร่งศึกษา สำเหนียกไว้ให้แม่นยำ เอกโทษทุวรรณโทษ แลตรีโทษให้โทษจำ เปลี่ยนแปลกแผนกทำ อาการทับสลับกัน

หนึ่งลมเปนเอกโทษ จงเงี่ยโสตสดับพลัน กำหนดอายุนั้น ห้าสิบปีทวีไป บังเกิดซึ่งโรคา ในวัสสาน์ฤดู ใน ไข้แต่หัวค่ำไป มิได้มีความสบาย หนึ่งให้สะท้านหนาว สะท้านร้อนไปทั้งกาย ปากคอเพดาลุ หาย น้ำลายขาดที่เคยมี ให้เจ็บระบมตัว ทุกเส้นเอ็นในอินทรีย์ พรรดึก ก็เกิดมี หนึ่งให้นอน บ เปนนอน จับแต่หัวค่ำไป กำหนดไข้ประจำจร ถึงสี่นาทีนอน แลไข้นั้นจึงวายคลาย เรียกว่าเปนเอกโทษ เราจับโจทย์ให้เห็นกาย ยังเราจะบรรยาย ให้สิ้นข้อที่อางขนาง ถึงคราวมิส่าง จับ ยังขยับไปยาวทาง ถึงยามเที่ยงคืนกลาง ว่าเสมหะกับวาตา เรียกว่าทุวรรณโทษ ทั้งสองโสดให้โทษา มาตรแม้นมิโรยรา อาการจับขยับไป ถึงรุ่งตลอดเที่ยง จึ่งสำเนียงสำเหนียกใจ ตรีโทษประชุมใน สันนิบาตไม่คลาศคลา ถ้าว่าเอกโทษลม โดยนิยมท่านกล่าวมา เจ็ดวันจึ่งวางยา ท่านว่าไว้ในคัมภีร์ ถ้าไม่ถึงเจ็ดวัน ไข้นั้นอาการทวี จับเกินซึ่งนาที ให้ผิดที่สังเกตมา อาการนั้นไม่สม ดังที่ลมเอกโทษา ให้แพทย์พึงเยียวยา อย่าเลยละให้ข้าที

หนึ่งดี เปนเอกโทษ ประมวญโทษให้เกิดมี อายุนั้นสามสิบปี ถึงสี่สิบถอยลงมา ไข้เกิดในคิมหันต์ ทั้งตวัน เที่ยงเวลา ลักษณแห่งโรคา ให้ร้อนกล้าสกลกาย เหียน รากให้เพ้อทำ กระหายน้ำระส่ำระสาย อนึ่งให้มึนตึงกาย ทั้งปากคอก็เลือก ไป ทุกข์สัตว์ทั้งเบาหนัก ให้เหลืองแดงพิการใน อนึ่งให้เสโทไหล เรียกว่าเอกโทษดี จับแต่ตวันเที่ยง ไปถึงบ่ายห้านาที แม้นยังไม่สมประดี อาการเกินสังเกตไป จนถึงเวลาค่ำ กำหนดย่ำจึ่งคลายใจ ทุวรรณโทษบังเกิดใน คือลมปนระคน ดี ถึงกำหนดไม่ส่าง ไข้จับไปจนราตรี ยามหนึ่งสองยามมี ก็ไม่ส่างสว่างวาย จับจนประจวบแจ้ง อาทิตย์แสงจำรัสฉาย อาการทั้งนี้ทาย ถึงสันนิบาตตรีโทษา แพทยืใดถ้าได้เห็น อาการเปนลำดับมา เร่งระมัดระเมียนยา ให้เร็วพลันจะเสียที ยาที่แก้เอกโทษ ทุวรรณโทษแลโทษตรี ตำหรับบังคับมี ให้เรียงเรียบระเบียบไป ถ้าจับเอกโทษดี อาการมีแต่เที่ยงไป สี่ห้านาทีใน ก็ส่าง เสมอทุกเพลา กำหนดถึงเก้าวัน จึ่งผ่อนผันให้วางยา กล่าวตามท่านกล่าวมา สันโดษโดยแต่โทษดี เสมหะประกอบเกิด ในกำเนิดซึ่งโรคี อายุสิบห้าปี ฤดูนั้นก็เหมันต์ รุ่งขึ้นแต่เช้าสับ ประจวบจับถึงไก่ขัน ลักษณอาการนั้น ข้างนอกทั่วทั้งตัวตน ให้ร้อนกำลังกล้า ในกายาวิกลยล เยือกเย็นแสยงขน ทั้งหวัดไอก็มีมา ลำสอ ให้ตีบตื้น อาหารกลืน บ ลงหนา เชื่อมมึนหนักกายา ทั้งปากนั้นก็หวานไป อนึ่งให้อุจจาระ ปัสสาวะจักษุใน ดูสีนั้นก็ขาวไป มิได้ปรกติดี ไข้จับแต่รุ่งเช้า ไปถึงห้าหกนาที อาการเช่นนี้มี ว่าเอกโทษเสมหะทำ ถ้าแม้นมิส่างเสื่อม ยังเลื่อนๆเวลาประจำ ถึงเที่ยงตลอดล้ำ ไปจนบ่ายห้านาที ดีจรมาระคน เข้าปะปนเสมหะมี แม้นจับยังทับทวี จนเย็นย่ำสุริยันต์ โทษคลุ้มประชุมให้ ตลอดไปจนถึงสัน นิบาตตรีโทษนั้น จงรู้แจ้งอย่าแคลงใจ เอกโทษอาการต้น โดยนิพนธ์บังคับไข ไข้ถึงสองวันไป จงพึงฟังให้ตั้งยา เอกโทษนั้นมีสาม ประการนามแสดงมา กำหนดวันเวลา ก็เสร็จสิ้นในอาการ

หนึ่งโสดจะกล่าวอ้าง โดยเปนทางพิศดาร เรียงเรียบระเบียบสาร ทุวรรณโทษนั้นสืบไป กำหนดฟังสังเกต ที่มีเพศปฐมไวย สิบหกปีบังเกิดไข้ ในคิมหันต์ฤดูกาล เสมหะนั้นเปนต้น ดีเข้าปนเปนสองถาน ระคนกันบรรดาล วิบัติเกิดซึ่งโรคี หนึ่งให้สะท้านหนาว สะท้านร้อนไม่สมประดี ปากคอนั้นเลือกมี ระหายน้ำแลหอบไอ ให้เชื่อมมัวตัวหนัก จะลุกนั่ง บ ว่องไว กำเนิดไข้แต่เช้าไป จนบ่ายส่างสามนาที

หนึ่งโสดอายุนั้น โดยสำคัญสามสิบทวี ไปถึงสี่สิบปี ว่าดีนั้นกำลังครัน

อนึ่งเปนฤดูฝน ให้พิกลพิการพลัน บังเกิดซึ่งโรคันต์ ทุวรรณโทษนั้นมีมา ตั้งแต่ตวันเที่ยง จับไปจนถึงเวลา เย็นย่ำพระสุริยา จึ่งส่างสิ้นได้สมประดี ให้เชื่อมมึนมัวเมา แลเมื่อยขัดทุกข้อมี ให้หาวเหียนอาเจียรทวี ให้ปากคอนั้นแห้งไป ขนพอง สยองกาย ระส่ำระสายในหทัย อนึ่งให้สดุ้งใจ ทั้งศีร์ษะก็ปวดครัน อาการพิกลเกิด เปนกำเนิดแห่งโรคันต์ ดีลมระคนกันให้แพทย์พึงวิจารณ์จำ

อนึ่งอายุสี่สิบ ถึงห้าสิบให้เกิดกรรม กำลังลมระดมทำ เปนไข้ลงในเหมันต์ ให้หนักในเนื้อตัว เปนหวัดไอปวดหัวครัน ข้อมือข้อเท้านั้น ให้เมื่อยขบ บ วายคลาย

อนึ่งไซ้ในกายตน ให้ร้อนรนนั้นมากมาย เสโท บ ออกอาย ข้างนอกเย็น บ เว้นวัน แต่ค่ำประจำจับ จนรุ่งสับก็ส่างพลัน เสลดลมระดมกัน เปนสองแจ้งตำแหน่งนาม ทุวรรณโทษก่อเกิด ประชุมเชิดไว้เปนสาม อายุฤดูยาม กระทู้โทษแห่งโรคี กล่าวในไข้เอกโทษ ทุวรรณโทษลำดับมี เพลายามแลนาที กำหนดเนื่องเปนเรื่องมา แม้นจับนั้นทับทวี เกินนาทีแลเวลา ให้โทษถึงโทษา สันนิบาตจงแจ้งความ สันนิบาตจะก่อเกิด กำเนิดหว่างฤดูสาม ฤดูหกนั้นก็ตาม ให้กำหนดแต่เวลา รุ่งขึ้นแต่เช้าไข้ กำเริบไปไม่โรยรา จนสิ้นสุริยา เข้าสองยามเปนสำคัญ ในตำหรับบังคับขาด ว่าสันนิบาตเปนเที่ยงธรรม์ ดูเพศ สังเกตมัน ในอาการที่เกิดมี ให้จับสะท้านร้อน สะท้านหนาวทั้งอินทรีย์ จักษุทั้งสองมี ให้ปวดเคืองน้ำตาไหล ให้เจ็บทุกข้อลำ ถึงสมองกระดูกใน เหงื่อนั้นออกเอิบ ไป ทั่วทั้งในสกนธ์ ตน ลูกตาทั้งสองนั้น ให้เหลืองทั่วทั้งมณฑล บางทีให้แดงยล ลูกตาล้นจากเบ้าตา จะแลดูสิ่งใด ไม่เที่ยงตามธรรมเนียมมา ปะหลับปะเหลือกตา ดังหนึ่งบ้าเข้าสิงใจ สองหูให้ตึงปวด ทั้งเพดาลุก็คันไป ให้หอบแลหายใจ สอื้นอ้อนสะท้อนทำ ลิ้นปากก็เน่าเหม็น เปนเม็ดพรึง ให้พึงจำ ให้ลิ้นบวมแลลิ้นดำ แลให้เจ็บในอุรา ให้เหียนแลเศียรนั้น ดูงกงัน น่าเวทนา หนึ่งนั้นจะนิทรา ให้ตาหลับ บ หลับใจ ลุกนั่งสกนธ์ตน ดูพิกลพิการไป หนึ่งนั้นปากคอให้ แลเจรจา บ รู้คำ ทุกขสัตว์ บังเกิดมี บางทีเขียวบางทีดำ ให้กระปริบกระปรอยทำ ไม่สดวกอย่าพึงแคลง รอบข้อทุกข้อนั้น เปนสายเขียวแลสายแดง เปนแห่งหนึ่งสองแห่ง แลสามแห่งสำคัญมี

หนึ่งเส้นนั้นให้เขียว ดูก่ายเกี่ยวทั้งอินทรีย์ อนึ่งท้องบังเกิดมี ให้ผะอืดผะอมลม ถ้าพร้อมดังกล่าวมา บ ขาดค้างทุกสิ่งสม ธาตุเพลิงทั้งสี่กลม นั้นดับสิ้นจากอาตนา

อนึ่งผู้เปนอาพาธ สันนิบาตให้โทษา อาการนั้นจรมา ให้แพทย์พึงกำหนดใจ ถ้าบวมต้นหูนั้น ในเจ็ดวันจะบรรไลย ถ้าบวมลูกตาใน กำหนดไว้ห้าวันวาร ถ้าบวมถึงปากนั้น ในเจ็ดวันจะอวะสาน แพทย์เยาว์ปัญญาญาณ จงแจ้งจำที่รำพรรณ ไนยหนึ่งจะแจ้งเหตุ โดยประเภทซึ่งโรคันต์ เรียกว่าเปนทุวรรณ โทษทางระหว่างทำ คือลมแลเสมหะ เข้าปนปะระคนประจำ แพทย์จงสำเนียกนำ จะกล้าใครจะหย่อนใคร ถ้าลมกำลังแรง สำแดงท้องให้ผูกไป ทุกข้อทุกลำใน ให้มึนเมื่อย บ วายคลาย อนึ่งดูให้งกงัน ศีร์ษะนั้นก็ปวดหลาย ลักษณดังนี้ทาย ว่าลมนั้นกำลังมี เสมหะบอกอาการ ให้โทษพาลกำลังทวี ให้หวัดแลไอมี จะนั่งลุกลำบากกาย ให้หนักซึ่งเนื้อตัว ทั้งเชื่อมมัวก็มากมาย เปนตำแหน่งในเชิงชาย เสมหะกล้าบอกอาการ อนึ่งดีกับเสมหะ เข้าปนปะเปนสองถาน ดีกล้ามีอาการ ให้จับตั้งแต่เที่ยงไป ถึงบ่ายสามนาที จึ่งค่อยมีความศุขใจ แต่สามนาทีไป จนพลบค่ำจึงค่อยคลาย

ไข้นั้นให้เชื่อมมัว เหียนรากระส่ำระสาย อาการดังนี้หมาย คือดีมีกำลังครัน ถ้าไข้แต่เช้ามืด ถึงสามโมงเปนสำคัญ เชื่อมมัวหัวใจครัน ให้กายตึงไปทั้งกาย นั่งลุกให้พลุกพลัก เนื้อตัวหนักดังดินทราย จะนอนก็เคลิ้มคลาย ให้หลับๆตื่นๆไป อนึ่งนั้นให้เกิดเหียน ทั้งอาเจียนแลให้ไอ คือดวงเสมหะใน ให้โทษกล้ามากกว่าดี

อนึ่งดีกับลมโสด ถ้าลมโทษนั้นกว่ามี อาการจับทวี ตั้งแต่บ่ายสามโมงไป ให้เชื่อมมัวแลหาว เปนคราวๆครุ่นๆไป อาการจะนอนไซ้ ก็ไม่หลับระงับลง พลบค่ำจึ่งจับส่าง คนไข้ว่างอารมณ์ปลง จึ่งหลับสนิทลง จงรู้แจ้งอย่าแคลงใจ ถ้าดีกำลังเกิด ไข้กำเนิดแต่เที่ยงไป ดูเพศสังเกตใน อาการนั่งไม่ทรงกาย จะลุกก็เซซวน ให้ปั่นป่วนระส่ำระสาย ตัวร้อนก็มากมาย จับถึงบ่ายห้านาที ส่างสิ้นกำหนดไข้ ก็ค่อยได้ความศุขมี แพทย์จงกำหนดวิธี สำเนียกไว้ให้ชำนาญ ลักษณสันนิบาต อาพาธมีสามประการ ดีกับเสมหะถาน ทั้งวาโยระคนปน ทั้งสามใครยิ่งใคร จะนำไข้ให้เร่งรน แพทย์จงสำเนียกกล เราจะแจ้งแห่งอาการ ถ้าดีกับเสมหะ เข้าคละเปนสมุฏฐาน ยังอายุบรรดาล มาแซกซ้ำให้เรี่ยวแรง แต่บ่ายห้านาที ไม่คลายคลี่ประจำแปลง ถึงสามยามอย่าแคลง เปนกำหนดอาการกล อนึ่งนั้นให้เชื่อมมัว แลมึนตึงทั่วกายนต์ หลับหรือจะตื่นตน ไม่รู้ศึกซึ่งกายา อนึ่งนั้นให้หวั่นหวาด สดุ้งไปทั้งอาตมา ประสาทโสตจะเรียกหา ไม่ได้ยินว่ากลใด ด้วยลมนั้นแกล้วกล้า มันประดา พัดขึ้นไป ออกตาหูลำคอไซ้ จงดูเพศสังเกตจำ ลักษณเสมหะเกล้า แต่บ่ายห้านาทีทำ จับไปจนพลบค่ำ ค่ำจนถึงสว่างวัน ถึงสามนาทีเช้า ค่อยส่างเมา อาการมัน ลักษณซึ่งไข้นั้น จะนั่งลุกเปนศุขกาย ให้หอบนั้นบ่อยๆ ให้เหียนเปนกำลังคลาย ให้ถ่มซึ่งน้ำลาย แลหนักตัวมึนตึงไป ผิวเนื้อนั้นเย็นครัน ทั้งกลางคืนกลางวันใน ปากลิ้นให้เลือกไป สังเกตเหตุนี่เพศมัน อนึ่งนั้นเล่าโสดไข้ มานำให้ซึ่งโทษทัณฑ์ แกล้วกล้ายิ่งกว่ากัน ให้จับแต่เช้านั้นไป จนถึงเวลาค่ำ กำหนดย่ำ ค่อยคลายใจ ในเมื่ออาการใน จะนั่งนอนไม่สบาย ร้อนเปนกำลังกล้า นอกกายาแลในกาย ลิ้นคอก็แห้งหาย น้ำลายขาดที่เคยมี ทุกขสัตว์ทั้งเบาหนัก ก็พิกลพิการมี ดูเหลืองประเทืองสี ทั้งจักษุก็แดงไป บางทีจักษุนั้น ดูผิวพรรณนั้นเหลืองใน น่าอกให้เต้นไป มิได้ขาดในอาการ

กล่าวสันนิบาตโสด เปนตรีโทษบรรหารสาร แพทย์ใดได้พบพาน จงเล่าทำให้จำเวย ประเภทไข้เท่านี้ เราบอกชี้ผวน เฉลย ข้อคำที่ร่ำเหวย เสร็จสมมุติยุติกา




จะกล่าวเพศชีพจรจำ เดือนขึ้นค่ำฝ่าบาทา เร่งรีบให้กินยา ตามตำราสดวกดี สองค่ำอยู่หลังบาท อาจสามารถแก้โรคี กินยาสดวกดี ตามคัมภีร์ที่มีมา สามค่ำอยู่ศีร์ษะ ไชยชะนะแก่โรคา เร่งถ่ายเร่งผายยา ดีนักหนาอย่าสงไสย สี่ค่ำประจำแขน ตามแบบแผนอันถึงใจ ผายยามิเปนไร โรคใดๆอันตรธาน ห้าค่ำประจำลิ้น ยาที่กินแล่นเฉียวฉาน วาโยย่อมกล้าหาญ ขึ้นตามตนรากอาเจียร หกค่ำย่อมเรียงราย ทั่วทั้งกายให้คลื่นเหียน ป่วนปั้นให้วิงเวียน ย่อมติเตียนตำรายา เจ็ดค่ำประจำแข้ง ตามตำแหน่งให้ผายยา ระงับดับวาตา ในอุราไม่แดกดัน แปดค่ำอยู่ท้องน้อย ระยำย่อย ห้ามกวดขัน กำเริบทุกขสารพรรณ ตำรานั้นว่ามิดี เก้าค่ำประจำมือ เร่งนับถือเปนศุขี ระงับดับโรคี จำเริญศรีอายุนา สิบค่ำประจำก้น ดีล้นพ้นต้องตำรา ชะนะแก่โรคา ดับวาตาถอยลงไป สิบเอ็ดค่ำประจำฟัน ซึ่งห้ามนั้นอย่าสงไสย มักรากลำบากใจ โรคภายใน กำเริบมา สิบสองค่ำประจำคาง อย่าละวางในตำรา กำเริบร้ายโรคา อย่าวางยาจะถอยแรง สิบสามค่ำอยู่ขาดี อันโรคีไม่ระแวง ทั้งโรคร้ายก็หน่ายแหนง อย่าควรแคลงเ ร่งวางยา สิบสี่ค่ำประจำหลัง อย่าพลาดพลั้งเร่งศึกษา ห้ามไว้ในตำรา ทุเลายา ลำบากกาย สิบห้าค่ำประจำใจ ท่านกล่าวไว้สำหรับชาย อย่าประจุ ยารุ ถ่าย อย่ามักง่ายว่าตามมี แรมค่ำหนึ่งจำใจใส่ ประจำใต้ฝ่าตีนดี สองค่ำประจำที่ หลังตื่นมีอายุนา สามค่ำอยู่สะดือ อย่านับถือมักรากรา สี่ค่ำอยู่ทันตา จะมรณาม้วยบรรไลย ห้าค่ำประจำลิ้น ห้ามอย่ากินรากพ้นไป หกค่ำอยู่เศียรไซ้ ดับโรคไภยสิ้นทั้งปวง เจ็ดค่ำประจำตัว ย่อมเกรงกลัวปะทะทรวง แปดค่ำว่าหนักหน่วง อยู่ในทรวงย่อมจะตาย เก้าค่ำประจำคาง เปนปานกลางคลื่นลงสาย สิบค่ำแขนสะบาย ลงง่ายดายเร็วหนักหนา สิบเอ็จค่ำประจำมือ เร่งนับถือตามตำรา สิบสองค่ำอยู่นาสา หายโรคาอย่าสงไสย สิบสามค่ำอยู่กรรณ์ พยาธินั้นสิ้นสูญไป สิบสี่ค่ำอยู่ปากไซ้ ห้ามมากไว้สิ้นชีวี สิบห้าค่ำอยู่คอ จงรั้งรอตามวิธี กินยาว่ามิดี ห้ามทั้งนี้ตามตำรา ชีพจรนี้สำคัญ ข้างขึ้นนั้นแลแรมหนา เหมือนกันดังกล่าวมา จะผายยาดูให้ดี บูราณท่านตั้งไว้ คัมภีร์ไซ้สำหรับมี ดับพยาธิโรคี อายุยืนเจริญเอย




บัดนี้จะกล่าวแถลง ให้รู้แจ้งแห่งธาตุ หนอ สังเขปไว้แต่ย่อๆ พอเปนอย่างทางเล่าเรียน ผู้ใดได้พบเห็น อย่าล้อเล่นแลติเตียน ด้วยข้าอุส่าห์เพียร จึ่งได้เขียนเปนตำรา จักกล่าวตามลักษณะ ชื่อรัตนะธาตุทั้งห้า อาจารย์ท่านพรรณา คัดออกมาจากโรคนิทาน ลักษณนั้นมีห้า เปนธรรมดาแต่โบราณ คือธาตุนั้นพิการ กำเริบ แลหย่อนไป อนึ่งเล่าคือธาตุแตก เปนแพนก นับออกไว้ ธาตุออกจากกายไซ้ สังเขปได้ห้าประการ

จะกล่าวธาตุปถวี โทษนั้นสี่สิบสองสถาน อาพาธนั้นบรรดาล ให้เจ็บปากแลเจ็บฟัน ผมร่วงเจ็บในสมอง หนังหัวพองขนลุกชัน เจ็บในก้อนเนื้อนั้น เจ็บแถวเอ็นแลดวงใจ ผิวหนังแตกระแหง เจ็บทุกแห่งกระดูกใน นาภีนั้นปวดเจ็บไป ปถวีไซ้หย่อนแลนา อนึ่งเล่ากองปถวี กำเริบมีกำลังมา สิบสามตามสังขยา คือนิทราไม่หลับไหล ให้คลั่งให้เจ็บอก น้ำลายตกกระหายไป ให้เศียรร้าวณะภายใน มักโกรธใจให้เจ็บหลัง ขัดหนักแลขัดเบา ท้องนั้นเล่าลั่นเสียงดัง ต่างๆให้พึงฟัง เจ็บกระทั่งถึงทวารเบา ข้อมือแลข้อแขน ตลอดแล่นเมื่อยขบเอา โทษนี้ปถวีเล่า อย่าดูเบาสุขุมา ไนยหนึ่งเมื่อพิการ ให้เจ็บซ่านทั้งกายา ท้องนั้นเจ็บนักหนา ให้วาตาตีขึ้นไป ท้องลั่นเสียงต่างๆเสียดแทง ข้างขบตอดใน โทษนี้ปถวีให้ พิการไซ้จึ่งวิกล ไนยหนึ่งปถวีธาตุ เมื่อนิราศออกจากตน เจ็บท้องเปนสลวน ท้องขึ้นท้นผอมเหลืองไป สมมุติว่าริดสีดวง เพศนี้ล่วงจักแปรไป เปนองคะสูตร ไซ้ น้ำมูตร ในเปนเลือดหนอง ให้เสียดสันหลังไป อาหารไซ้มิอยู่ท้อง ปถวีนี้คะนอง ให้เร่งยาในห้าวัน

ไนยหนึ่งปถวีแตก ท่านยกแยกไว้สำคัญ คือโสต ทั้งสองนั้น ห่อนได้ยินเสียงเจรจา จักษุทั้งสองไซ้ รูปสิ่งใดห่อนเห็นหนา ผิวเนื้อนั้นหยาบช้า ซีดสากซาเปนอนิจจัง มีโทษทั้งสามนี้ บังเกิดมีเร่งระวัง ห้าวันจะมรณัง ผู้เปนแพทย์อย่านอนใจ

จักแจ้งอาโปธาตุ เปนประลาดเมื่อหย่อนไป อาการสิบเอ็จให้ ดีพลุ่งไซ้แลเสมหา บุพโพ ก็ลามไหล โลหิตไซ้บังเกิดมา ขนชันทั่วกายา เกิดน้ำตาให้ลามไหล เสโท แลน้ำเบา เขฬะ เล่าเกิดมากไป กำเดามักตกไหล มักเปนไข้เกิดพิการ

อนึ่งเล่าอาโปไซ้ กำเริบให้โทษสิบเอ็จสถาน ให้เบื่อรสอาหาร น้ำตาตกปวดศิรา ข้อมือแลข้อเท้า ให้เมื่อยเล่าเมานิทรา ระหาย น้ำเปนมหา วิงเวียนหน้าตัวสั่นไป ให้สอึกนอนไม่สนิท หวาดหวั่นจิตรสดุ้งไหว คำนึงถึงดอกไม้ รำพึงไปถึงกิเลศกาม เท่านี้เปนสิบเอ็จ กล่าวสำเร็จแต่ใจความ เรียนรู้เร่งไต่ถาม จึ่งควรนับว่าแพทย์ดี หนึ่งเล่าเมื่อพิการ สามสถานให้เกิดมี ขัดเบา แลนาภี ขึ้นพองแลน้ำพิการ อาโปเมื่ออันตราย ออกจากกายแปรสถาน ให้จุกแน่นเปนดาล ส่วนที่ลงก็ลงไป ขัดหนักแลขัดเบา เจ็บหัวเหน่า ให้หลงใหล ตกเลือด ตกหนองใน ปวดมวนไปเปนนานา บางคาบท้องนั้นผูก กลิ้งเปนลูกแดก ขึ้นมา ให้เสียดสองซ้ายขวา ยากที่ยาจะแก้ไข โรคนี้บุราณกรรม เพศนั้นทำจักแปรไป จะขัดหัวเข่าให้ เจ็บน่องคู้ทั้งสองเปน อนึ่งธาตุอาโปแตก ท่านยกแยกไว้ให้เห็น อาการเฉภาะเปน เกิดวิบัติให้ขัดเบา ลิ้นแขงลิ้นแห้งไป ตัวเย็นไซ้พร้อมกันเข้า ทั้งสี่ประการเล่า ยังห้าวันจะมรณา

จักกล่าววาโยไซ้ เมื่อย่อนไปให้โทษมา สิบสามตามสังขยา คือวาตาวิบัติไป มักถอนใจใหญ่นัก หาวเรอมักผายลมใน เปนลมท้นท้องให้ กระบัด ไปร้อนหนาวนา ให้ร้อนในทรวงอก กายสั่นงกเท้าหัตถา ลมแล่นทั่วกายา เท้าหัดถานั้นตายไป ลมพัดต้องดวงจิตร ลมทำพิษให้คลั่งไคล้ สิบสามโทษนี้ให้ วาโยไซ้ผ่อนหย่อนลง วาโยกำเริบคะนอง โทษสิบสองอาการตรง ลิ้นแขงคอแห้งผง กระหายน้ำเขม่นตา ขนพองสยองเกล้า ฟันคลอนเล่าขัดนาสา อาหารไม่นำภา เท้าหัดถานั้นเย็นไป ฟันแห้งปากแห้งเล่า จักนับเข้าสิบสองไซ้ วาโยกำเริบให้ เร่งแก้ไขกำเริบมา วาโยพิการ เล่า เมื่อท้องเปล่าอาเจียรหนา บางคาบอิ่มเข้าปลา จึ่งอาเจียรคลื่นเหียนไป ท้องนั้นคลอนลมอยู่ พิเคราะห์ดูโทษนี้ไซ้ วาโยพิการให้ ท่านกล่าวไว้เปนสำคัญ วาโยออกจากตน เกิดวิกลสองหูนั้น ให้หนักแลตึงครัน หิ่งห้อยนั้นออกจากตา ให้เมื่อยสองหัวเข่า จะเปนเล่าตะคริว หนา จับโปง โป่งขึ้นมา เจ็บขัดทรวงเสียวปวดไป มักแปรเปนฝีเอ็น ร้อนแลเย็นกระบัดให้ สันหลังเมื่อยขบไป วาโยไซ้ออกจากกาย วาโยเมื่อแตกเล่า หายใจเข้าน้อยไปหาย ใจออกมากระบาย ห่อนรู้จักสมปฤดี กลางคืนแลกกลางวัน จักษุนั้นมืดมึนสี โทษสองประการนี้ ยังสองวันจะมรณา

พรรณาเตโชไซ้ เมื่อหย่อนไปให้โทษมา ให้ขัดในอุรา ให้แสบไส้ให้ตัวเย็น จะนอนไม่สบาย พลิกขวาซ้ายวิบัติเห็น ต่างๆเพื่อให้เปน มิใคร่หลับสนิทนาน ครั้นหลับสดุ้งไหว กายนั้นให้มัก รำคานมักอยากกินอาหาร ของสดคาวเปนนาๆ อาหารกินน้อยๆ หิวบ่อยๆหลายเพลา อาการสิบนี้นา เร่งรู้ไว้ให้ชัดเจน ในเมื่อเตโชธาตุ วิปลาศกำเริบเปน โทษสิบประการเห็น ให้ฟันแห้งปากแห้งไป ไม่นึกอยากอาหาร นอนแล้วคร้านลุกขึ้นให้ เจ็บสูงมืดมัวไป น้ำตาไหลไอแห้งเปล่า พอไจอยู่ที่เปลี่ยว อยู่ผู้เดียวอย่าลุมเล้า เจรจาแล้วลืมเล่า ให้เจ็บเร้าระบมกาย เตโชเมื่อพิการ ท้องขึ้นพล่านไม่สบาย ท้นท้องมิรู้หาย เปนมงคร่อ แลหืดไอ ขัดอกบวมมือเท้า โทษนี้เล่าเหตุเพราะไฟ พิการเร่งแก้ไข ตามท่านไว้สรรพยา เตโชออกจากกาย ให้ร้อนปลายเท้าหัดถา เจ็บปวดเปนพิษมา ดังเขี้ยวงา ขบตอดตน แปรไปให้บวมเล่า หลังมือเท้าปวดสุดทน แปรไปผุดทั้งตน เปนเม็ดแดงแลดำมี แล้วจมลงทำท้อง ตกเลือดหนองแก้จงดี มือเท้าทั้งสองนี้ ให้เปนเหน็บชาตายไป โรคนี้ให้เร่งแก้ ดูให้แน่อย่านอนใจ จะเสียมากกว่าได้ เร่งแก้ไขแต่อ่อนมา อนึ่งเล่าเตโชแตก ท่านยกแยกโทษไว้ห้า ปากแห้งแขงชิวหา เลือดตกหน้าตาแห้งไป ห่อนรู้จักหน้ากัน หายใจสั้นสะท้อนใน ผิว โทษเช่นนี้ไซ้ ยังสามวันจะมรณา

อากาศธาตุแตกนั้น ในหูลั่นกรอกกลอกตา แลดูนิ้วแลหัตถา ห่อนปรากฎจักษุตร โทษสองประการนั้น ยังสองวันชีวาตน จักดับถึงอับจน กล่าวไว้แท้แน่ตำรา

กลหนึ่งลักษณธาตุ เมื่อนิราศจากอาตมา เตโชเจ็ดวารา เร่งวางยาแก้ไขกัน ปถวีเมื่อออกจาก แก้ไขยากแต่ห้าวัน มิฟังพ้นกว่านั้น โรคแปรผันเข้าอวะสาน วาโยออกเล่าไซ้ เร่งแก้ไขแต่เจ็ดวาร มิทุเลาเบาอาการ เข้าอวะสานท่านกล่าวไว้ อาโปเมื่อออกซ่าน สิบเอ็จวันเร่งแก้ไข โดยที่คัมภีร์ใน ท่านกล่าวไว้ให้แจ้งใจ อากาศเมื่อออกนั้น แก้แต่วันเดียวนั้นไซ้ ยามหนึ่งพึงจำไว้ เปนฉบับโบราณมา

จะกล่าวลักษณธาตุ ท่านกล่าวขาดถึงอวะสาน ล้มไข้ได้ตรีวาร ให้เชื่อมมึนไม่สมประดี อาหารกินมิได้ ปิดหนัก ไว้ถ่ายหลายที ไม่ลงสดวกดี กลับคลื่นเหียนไม่ฟังยา ลักษณโทษทั้งนี้ ธาตุปถวีเปนมหา อาการสิบวารา สิบเอ็จวันเข้าอวะสาน

ล้มไข้ได้สามวัน แลสี่วันมีอาการ หาวเรอรากอาหาร นอนสดุ้งไม่สมประดี ให้เพ้อละเมอคว้า มักเจรจาพูดด้วยผี เท้าเย็นมือเย็นมี โทษทั้งนี้เพราะวาตา จะเสียส่วนๆหนึ่งได้ แก้เย็นไซ้มีร้อนมา อาการสิบวารา เก้าวันถึงอวะสาน

ล้มไข้ได้สามวัน แลสี่วันทิ้งอาหาร ให้ลง มากเหลือการ อยู่ดีๆฉูดลงไป ลางทีตกเสมหัง โลหิตังตกลามไหล ทั้งสองทวารใน แล้วให้รากโลหิตา ลักษณอาโปธาตุ ย่อมร้ายกาจไม่ฟังยา เจ็ดวันอย่าฉันทา อาการขาดถึงอวะสาน

ล้มไข้ได้สามวัน แลสี่วันมีอาการ ให้ร้อนสองสถาน ร้อนภายนอก แลภายใน พรมน้ำอยู่ บ วาย ให้ระหายน้ำเหลือใจ คอแห้งถึงทรวงใน ให้คลั่งไคล้ไม่สมประดี ให้เมื่อยทั่วทั้งตน ดุจคนมารยามี กิริยาเหมือนหนึ่งผี พูด แลพรายประจำใจ ให้อยากของแสลง ผิดสำแลงแล้วหนักไป ห้าวันอย่าอาไลย โทษนี้ไซ้ไม่ฟังยา เข้าอวะสานเร่งพินิจ แพทย์พึงพิจารณา ตัดเสียอย่ารักษา เตโชธาตุสำแดงการ อนึ่งอากาศธาตุนั้น ในสองวันเปนประมาณ มิฟังเข้าอวะสาน แพทย์พิจารณ์ชำนาญเอย




ตำราป่วงประการแปด บอกให้แพทย์พึงรู้ พิจารณดูโดยกิริยา ไข้มีมาต่างๆกัน อย่าสำคัญว่าปีศาจ เหตุเพราะธาตุต้องสำแลง ท่านให้แบ่งเปนสี่ ตามคัมภีร์พระอภิธรรม คือดินน้ำลมไฟ แยกออกไปเปนสอง กระแสคลองธรรมดา สังขาราขัยแลวัย จึ่งนับได้แปดประการ ชื่อของท่านจงรู้ คือป่วงงูมักกะฏา ลมศิลานกโลหิต น้ำโกษคิดเข้าเปนแปด แม้นผู้แพทย์จะรักษา ดูกิริยาอาการ

(๑) ป่วงงูท่านให้เร่งกลัว มักบิดตัวตาปรอยๆ รากลงบ่อยไม่หยุด สี่ยามทรุดโทรมไป ม้วยบรรลัยแม่นมั่น มิฉะนั้นกรรมสนอง เปนสองคลองสันนิบาต แปดยามขาดคงตาย แก้ยักย้ายดูลอง ให้เอากล้องปืนไฟ น้ำร้อนใส่ไว้สักครู่ เทออกดูได้อายดิน มาให้กินดูสักหน เดชะกุศลก็พลันหาย

(๒) ป่วงลิงย้ายให้ยิงฟัน หาวคางสั่นแน่นหน้าอก รากลงปรกติไปอย่างเดียว ฝีปากเขียวขอบตาซีด ทำจริตดังวานร เอามือซ่อนกอดอก สี่ยามตกสันนิบาต ในอำนาจมรณา เมล็ดมะกอกผ่าสี่ซีก เปลือกผลส้มโอฉีกเท่ากัน สุพรรณถันบาทหนึ่ง ต้มเขี้ยว กึ่งวารี กินสองทีหายแล

(๓) ป่วงลมแปรหลายอย่าง เสียดสีข้างลงไม่มาก จุกอกรากออกน้ำลาย กระวนกระวายร้อนร้อง สี่ยามต้องตามตำแหน่ง ข่าตาแดงฝนไว้ น้ำปูนใสเปนกระสาย ถ้วยเดียวหายเหมือนว่า

(๔) ป่วงศิลารักษายาก ให้ลงรากเปนเดิม แล้วมันเพิ่มอาการแรง เมื่อยข้อแทงเสียดยอดอก มือเท้าฟกกดหนังบู้ นิ่งสักครู่แล้วกลับเหียน มักอาเจียรลมเปล่า พูดเสียงเบากลอกหน้าตา ทั้งเข้าปลาไม่รู้รส ลิ้นไก่หดพูดล่อแล่ ท่วงทีแท้ปีศาจสิง แล้วกลับนิ่งนอนแน่ ลวงให้แก้ถึงสามวัน สุพรรณถันบาทหนึ่งดี รากชิงชี่เอาห้าอัน ต้มด้วยกันเขี้ยวกึ่งน้ำ ให้กินซ้ำสักสองถ้วย ถ้าบุญช่วยก็หายหก

(๕) ป่วงลูกนกลงเหมือนกัน โลมาชันกายสั่นสยอง ให้ปวดท้องๆลั่นโครก หาวเรอโยกดูลำบาก หงายอ้าปากรากครางไป หอบหายใจคล่อแคล่ อาการแส่เช่นลูกนก สี่ยามตกสันนิบาต เอาสวาดเจ็ดเมล็ด เผาไฟเสร็จเปนถ่านดำ ละลายน้ำปูนแดงใส กินเข้าไปถ้วยเดียวเหือด

(๖) อีกป่วงเลือดลงไหลเจื้อย หาวหอบเหนื่อยบ่นเพ้อพึม ในตาซึมผิวกายเหลือง ทำหงอยเงื่องให้วางใจ เหมือนเปนไข้สันนิบาตคลั่ง เปนที่ตั้งเจ็ดวันตาย เร่งขวนขวายแต่แรกเปน เอาฝางเสนแก่นไม้สัก ไม่เอาหนักสิ่งละมือกำ เมล็ดมะกอกจำไว้ห้าเมล็ด เผาไฟเสร็จวางไว้ แล้วเอาไส้ขนุนละมุด อย่าไปขุดเอาที่ต้น เอาไส้ผลที่สุกแล้ว สารส้มแก้วหนักกึ่งบาท ห้าสิ่งขาดอย่าเฉลียว ต้มเขี้ยวสามเอาหนึ่ง กิน บ หึงก็พลันหาย

(๗) ป่วงน้ำชายจะทำฤทธิ์ ลงแล้วติดช้างคลื่นเหียน ให้อาเจียรไม่หายเหือด ผิวกายเผือดพึงยล หนาวสกลกายอุ่นดี กาละสิงคลี เปนเจ้าของ ล่วงเข้าสองยามตาย สี่ยามกลายเปนสันนิบาต อย่าประมาทเร่งแก้ ทำ เปลือกกุ่มน้ำกุ่มบกนั้น อีกหญ้าพันงูแดง สามสิ่งแรงเสมอภาค เปลือกมะกอกถากเอากึ่งยา ต้มแล้วหากาบหมาก หงายอ้าปากพอละจั่น ยังไม่ทันจะหลุดหล่น เผาไฟป่นเปนถ่านดำ ใส่ในน้ำยาต้ม กินสองอมรากลง หยุด

(๘) ป่วงที่สุดชื่อป่วงโกฐ เกิดเพราะโทษลมกระสายกล่อน ลงรากร้อนทั้งลำคอ มือเท้าฝ่อซีดเหี่ยว เสโทเหนียวกายเปนเหน็บ ดูต้นเล็บโลหิตคล้ำ โรครัน ทำเร่งรักษา จะวางยาให้ติดร้อน พริกไทยล่อนข่ากระชาย บดละลายน้ำลูกยอ ต้มแต่ภอได้รส อาการงดภอสบาย สี่ยามคลายจับหัวเหน่า ปิดหนักเบาร้อนภายใน สำคัญว่าไข้หลงแก้ เตโชแปรระส่ำระสาย สำแดงฝ่ายเทวะทูต มรณะญาณสูตร์กำหนดแน่ หมอเร่งแก้อย่าช้า ใบขี้เหล็กมาประมาณกำ อีกฟองน้ำปูนผง ใส่หม้อลงต้มเขี้ยวกินถ้วยเดียวหนักเบาคลาย ถ้าไม่หายย้ายเหน็บล่าง จึ่งจะวางยาต่อไป นี่บอกไว้ตามสถาน ป่วงแปดประการดังนี้

อนึ่งยามีแก้ต้นสันนิบาต สองคลองธาตุระส่ำระสาย ประคำดีควายเอาแต่เนื้อ ชั่งอย่าเผื่อสองบาทเผา เมล็ดมะกอกเล่าเอาตำลึง เผาแล้วจึ่งตำบด ใบทองหลางสดใบมนแท้ ใส่ลงแต่พอควร สีดำนวลอย่าให้เขียว บดทีเดียวปั้นแท่งไว้ กินเมื่อใดจึ่งละลาย น้ำกระสาย อีกที กะปิดีเท่าเมล็ดบัว เผาไฟทั่วสุกโชน หัวหอมโทนสามศีร์ษะ ถั่วเขียวกะสามหยิบงาม ข้ออ้อยสามเอาที่แดง ใส่ไฟแรงต้มกระสาย น้ำละลายยากิน สามถ้วยรินหายขาด แก้สันนิบาตสองคลอง

ขนานสองแก้ชัก เขากวางหนักหกบาท เผาโชน ชาดใส่ครกตำ หัวว่านน้ำหนักตำลึง สองสิ่งจึ่งขึ้นบด ทาอย่างดมือเท้าทั้ง คอสันหลังให้ทั่วกาย ตะคริวหายทันตา ตามตำราท่านบอกไว้ อีกเล่าไซ้จะให้ง่าย พอลงปรายหนสองหน เร่งเอาผลสมอไทย ต้มเขี้ยวไว้พอประจุ ดีเกลือสะตุ พอกำลัง ถ่ายแรกตั้งเปนเดิม ให้ลงเพิ่มสักสี่หน อย่าร้อนรนคงหายขาด เอายาธาตุต้มตั้งรับ ตามบังคับในคัมภีร์ คือดีปลีขิงเจตมูล สะค้านหนูนรากช้าพลู กินเข้าดูแม้นทำฤทธิ์ มันให้ปิดหนักเบา น้ำสมอเปล่าดีเกลือแซก ครู่เดียวแตกเบื้องล่าง แม้นยักทางไปข้างร้อน เอายาก่อนแก้สันนิบาต กระสายพาด ด้วยน้ำครำ ยาประจำเปนที่ตั้ง ทั้งกินทั้งชะโลมกาย โรคนั้นหายไป บ หึง

ขนานหนึ่งเคยนับถือ ยาชื่อมหาระงับ แก้สำหรับอหิวา ตะกะโรคาหายเหือด ลูกสบ้าเลือดเบี้ยจักกระจั่น ประคำดีควายนั้นเอาทั้งลูก อีกกระดูกงูเหลือมใหญ่ ให้เผาไฟเท่ากันหมด เมล็ดมะนาวสดใส่ประสม บดระดมปั้นแท่งไว้ กินเมื่อใดจึ่งยักย้าย น้ำกระสายตามแต่โรค แก้ลงโกรกน้ำเฝื่อนฝาด อาเจียรพาดน้ำลูกยอ ทาคางคอน้ำมะกรูด แก้เฟ้อฟูดน้ำดีปลี กาละสิงคลีมูตร์น้ำครำ แก้เพ้อพำน้ำดอกไม้ ปิดเบาไซ้น้ำหญ้าคา ปิดหนักมาน้ำลูกสมอ ดีเกลือพอประมาณแซก แก้จุกแดงน้ำกำมะถัน อุปเท่ห์ ผันตามตำรา ตีราคาเม็ดยาหนึ่ง ทองตำลึงเนื้อแปดหนัก ความเรารักไม่อยากขาย

ยังแยบคายอีกขนาน ชื่อสุริย์ฉานอุไทย ยาแก้ไขสันนิบาต สองคลองกาจร้ายแรง เอานมกระแชงจันทน์ทั้งสอง อีกกระดองปูป่าเหมือง ดอกมะเฟืองเต็มกำมือ สีฟันกระบือทั้งกล้วยตีบ สองสิ่งรีบขุดรากมา ตูมกาขี้กาหญ้าพันงู ให้เลือกดูเอาที่แดง สามสิ่งแรงขุดเอาราก เสมอภาคบดประสม ปั้นแท่งกลมตากแห้งแล้ว เหมือนมีแก้วสาระพัดนึก แก้สอึกปิดหนักเบา อนึ่งเล่าจะอภิปราย น้ำกระสายตามฤดู ซึ่งท่านรู้มาแต่ก่อน เย็นแลร้อนเปนประมาณ ถ้าอาการเห็นเปนคลาย จึ่งค่อยถ่ายเสียอีกที ตามในสารวิลาสินี กล่าวมานี้ท่านเอย

ยาประจุไข้คลาย นามภิปรายแก้วมณีโชติ มะละล้างโทษให้เสื่อมสูญ เบ็ญจะเหล็กฝักคูนใบมะกา ตรีผลาจันทน์แดงเอา เถาหญ้านางอีกเถามวก สิบสามพวกพื้นพฤกษชาติ ดีเกลือขาดหกบาทตรา อีกทั้งยาดำดินประสิวไว้ สองสิ่งใส่สิ่งละสลึง สามเอาหนึ่งเขี้ยวให้ได้ กินล้างในสันนิบาต จึ่งบำรุงธาตุธรรมดามี เจตมูลดีปลีขิงช้าพลู หัวแห้วหมูเถาสะค้าน เร่งคิดอ่านเอามะตูมอ่อน ทั้งเกสรประทุมา ขมิ้นอ้อยหาบรเพ็ดผลกระดอม ดอกพิกุลหอมมาประสม แล้วจึ่งต้มกินเถิด อาหารเกิดได้ไม่ผ่ายผอม ขนานนามตามคำรบนบประนอม ชื่อว่าจอมจัตุธาตุโอสถเอย




จะสำแดงสมุฏฐาน กำหนดกาลที่เกิดไข้ ท่านตั้งไว้ประการสี่ ตามคัมภีร์คิริมานนท์ ให้นรชนพึงรู้ สังเกตดูเพลากาล วันหนึ่งท่านแบ่งสี่ยาม คืนหนึ่งตามยามมีสี่ กลางวันมีโมงสิบสอง กลางคืนร้องเรียกว่าทุ่ม แม้นประชุมทุ่มเข้าสาม เรียกว่ายามเหมือนกัน ถ้ากลางวันสามโมงเล่า ท่านนับเข้าว่ายามหนึ่ง ขอท่านพึงกำหนดเถิด ยามเช้าเกิดแต่เสมหัง ยามสองตั้งด้วยโลหิต ยามสามติดเพื่อดี ตกยามสี่เพื่อวาตา ครั้นเพลาพลบค่ำ ยามหนึ่งทำด้วยกองลม ยามสองระดมดีซึมทราบ ยามสามอาบด้วยโลหิต ยามสี่ติดด้วยเสมหะ สมุฏฐานะดังกล่าวมา จงวางยาแซก กระสาย เสมหะร้ายแซกด้วยเกลือ น้ำนมเสือใส่ประกอบ โลหิตชอบกระสายเปรี้ยว ดีสิ่งเดียวชอบรสขม ฝ่ายข้างลมชอบเผ็ดร้อน แพทย์จงผ่อนตามเวลา กระสายยาแซกพลันหาย จะภิปรายในเรื่องรส เปรี้ยวปรากฎเคยสำเหนียก ส้มมะขามเปียกฝักส้มป่อย เปรี้ยวอร่อยน้ำส้มซ่า ขมธรรมดาบรเพ็ดกระดอม ขมเปนจอมดีงูเหลือม เผ็ดพอเอื้อมขิงดีปลี ภิมเสนมีให้ใส่แซก อนึ่งเค็มแปลกนอกจากเกลือ รู้ไว้เผื่อแก้ไม่หยุด มูตร์มนุษย์เปลือกลำภู สองสิ่งรู้เถิดเค็มกร่อย อ่านบ่อยๆให้จำได้ จะได้ใช้แซกจูงยา ในตำราป่วงแปดประการ ตามคัมภีร์โบราณ ซึ่งท่านแต่ก่อนกล่าวเอย

จะกล่าวถึงอติสาร ให้เสร็จสิ้นทุกสิ่งสรรพ์ ตามโทษประเภทมัน ให้แพทย์พึงจะแจ้งใจ คือกาฬ ทั้งห้ากาฬ พิพิธ เกิดขึ้นภายใน แต่ขั้วตับลงไป เปนเลือดสดกำหนดมัน ถูกยาก็ฟังยา ไปสี่วันแลห้าวัน อาการประเภทมัน ก็กลับกลายให้ลงไป เปนเลือดเสลดเน่า ก็ปวดมวนเพียงขาดใจ ตั้งแต่จะรากไป ให้แน่นน่าอุรารน สอึกซ้อนเปนชั้นๆ จะแก้กันก็ขัดสน สอึกวายก็เวียนวน แต่ลงร่ำกระหน่ำไป ครั้นแก้ที่ลงห่าง สอึกพ่างเพียงขาดใจ ให้ร้อนทุรนใน กายก็ผุดเปนแว่นวง เขียวแดงไปทั่วกาย เมื่อจะตายก็กลับลง เลือดสดกำหนดปลง ชีพนั้นในวันเดียว

สองกาฬพิพัธนั้นขึ้นใน ขั้วหัวใจให้ขุ่นเขียว ขั้วตับดุจเดียว แต่อาการนั้นผิดกัน ลงดุจน้ำล้างเนื้อ เมื่อมันเน่าแลเหม็นครัน เหมือนซากอศภ อัน ที่ทรุดโซมอยู่แรมคืน ให้หอบเปนกำลัง สติพลั้งไม่ยั่งยืน ผู้ใดเปนจะได้คืน ชีพนั้นอย่าสงกา กาฬมูตร์มันมุดกิน อยู่ในตับให้ลงมา เปนแต่โลหิตา อุจจาระเน่าแลดำไป เปนก้อนเปนลิ่มๆ ก็ดูปิ่มดังถ่านไฟ กินปอดให้หอบใจ ระหายน้ำเปนกำลัง กินม้ามให้จับหลับ เนตรเพศนั้นให้ดูดัง ปีศาจอันจริงจัง เข้าสิงสู่อยู่ในตน เท้าเย็นแลมือเย็น มักนั่งก้มไม่เงยยล หน้าคนพิการกล ให้บ่นเพ้อพะพึมไป อย่างว่าจะกละทำ กระสือ ซ้ำเข้าคุมใจ โทษนี้ใช่อื่นไกล กำเนิดโรคเปนมารยา ครั้นเมื่อจะดับสูญ ก็เพิ่มภูล ด้วยวาตา พัดแผ่นเสมหะมา เข้าจุกแน่นเอาลำคอ จึ่งตัดอัสสาสะ ให้ขาดค้างเพียงลำสอ หายใจสอื้นต่อ จะตายแล้วจงควรจำ กาฬสูตร นั้นให้ลง เพศที่ลงก็ดูดำ ดังครามอันเขียวคล้ำ ให้เหม็นกลิ่นดังดินปืน ให้รากให้อยากน้ำ จะยายำไม่ฝ่าฝืน กลืนยาก็ยาคืน สะท้อนรากลำบากใจ เสโทอันซึมส้าน พิการกายให้เย็นไป หยุดลงก็ขาดใจ อันโทษนั้นอย่าสงกา กาลสิงคลีกาฬ แลกาฬนั้นก็ย่อมปรา กฎเกิดแต่ดีมา ให้ซึมรั่วล้นไหลไป อุจจาระปัสสาวะ ทั้งเนื้อเนตรก็เหลืองใส เหลืองสิ้นตลอดใน กระดูกดังขมิ้นทา ให้ร้อนทุรนราก ระหายหอบเปนนักหนา เชื่อมมึนแลกิริยา ให้พะเพ้อมะเมอไป โทษนี้ในสามวัน จักอาสัญ อย่าสงไสย เพศเมื่อจะขาดใจ ทลึ่งไปจนสิ้นชนม์ อันกาฬทั้งห้ากาฬ บันดาลเกิดแก่บุคคล ผู้ใดจงรู้ชนม์ ชีพนั้นจักวางวาย เปนแพทย์จงเพียรเรียน ให้เสถียรสถิตหมาย แม่นยำกำหนดตาย จึ่งจะนับว่าตนดี โทษอะสุจินั้น เรารำพรรณทุกสิ่งสี สุดสิ้นในคัมภีร์ อติสารเท่านี้นา




มรณญาณสูตรนั้น สำคัญวันแลเวลา ผู้ใดจะมรณา นิมิตร แจ้งประจักษ์ใจ อยู่ดีแลเปนไข้ ได้ยลยินสำเนียงใน รูปเสียงอันใดๆ บรรดาโทษที่มีมา คือกาลมัจจุราช สำแดงธาตุให้เห็นปรา กฎใจประจักษ์ตา อย่าได้ลืมประมาทตน ถ้าเห็นเปนโชติช่วง ดังดวงจันทรมณฑล กลิ้งออกไปจากตน คือพลธาตุ นั้นขาดไป อนึ่งเห็นเปนนารี แลมีมือนั้นถือไฟ ออกตามน่าต่าง ไป คือไฟธาตุนิราศกาย อนึ่งเห็นเปนรูปหญิง อันเพริศพริ้งประเพราพราย แหวช่องหลับคาหมาย จะทักถาม บ เจรจา อนึ่งเห็นบุรุษร่าง ตรุณ รูปวรา มา นุ่งห่มล้วนกาสา วพัตรพื้น อาภรณ์แดง มาเยี่ยมพิไรร่ำ ร้องเรียกซ้ำด้วยคำแรง กลับกลายสำแดงแปลง เปนนารีนิราศหาย เหตุเห็นเปนวันสั่ง ชีวาวังจะวางวาย อนึ่งไข้จะใกล้ตาย วิบัติเบื้องอาการครัน ดวงเนตรแลแขงขาว ให้มัวมืดไม่เห็นอัน ใดๆที่สำคัญ อันเคยเห็นแต่ก่อนมา เอายาที่แสบร้อน เข้าหยอดยอนแลป้ายทา น้ำเนตรไม่มีมา ให้คิ้วลดนลาตตึง หูแขงกระด้างเฟ็ด สำเนียงเสียงที่อื้ออึง เคยแล่นกระทบถึง ก็ขาดค้าง บ ร้างยิน นาสาเคยสูบรส กำหนดกลิ่นเปนอาจิณ เฟ็ดชักไม่ยักยิน ทั้งเหม็นหอม บ นำพา คางแขงฝีปากเฟ็ด ให้ลิ้นสั้นเมื่อเจรจา ล่อแล่มิได้ปรา กฎแจ้งประจักษ์คำ ปลายเท้ากระเหม่นชัก ทั้งปลายมือกระเหม่นกำ เส้นชีพจรจำ ให้คลาศหนีที่อยู่หาย ถ้าชายคุยหะ หด กำหนดหญิงนั้นชักกาย เปิดเผยทวารผาย วิบากดูด้วยจำเปน ให้ตกมูล เทาดำ ทั้งซากกลิ่นแลสางเหม็น นานหน่อยอาหารเห็น ก็ลักกินได้มากครัน สั่นตนทุรนร้อน ให้หิวหอบผมขนชัน เหงื่อตกเขฬะพัน ให้พัวเหนียวจะพลันตาย

อนึ่งไข้เห็นทารก เมินเกลียด บ ให้กลาย อนึ่งปากเคยเราะราย ให้หวานเพราะเสนาะคำ อนึ่งไอไม่ห่มตน ทั้งลิ้นแห้งจงควรจำ จามถอนใจใหญ่นำ จะบอกเพศอาการตาย ไม่ล่วงถึงสองวัน เปนมั่นคงจงควรทาย อนึ่งเห็นเปนแสงพราย ระยังเหลืองแลแดงเปน เหลี่ยมกลมก็ดูกลิ้ง ไปจากตนนิมิตร์เห็น ไฟธาตุนั้นขาดเปน กำหนดตายในสามวัน อนึ่งเห็นเปนสีขาว แลกลมกลิ้งออกไปพลัน ขาดธาตุวาโยอัน จะดับสูญในสี่วัน อนึ่งสีนั้นเห็นเขียว ดังลูกปลัง เปนสำคัญ ลูกม่วงก็เหมือนกัน แล้วกลับกลิ้งไปจากตน ธาตุน้ำนั้นขาดสูญ อนึ่งเห็นมนเปนสามมน ดังสายละลอกชล คือปูมเปือก แลกลิ้งไป ดินธาตุนั้นขาดสูญ ในห้าวันจะบรรไลย มั่นคงอย่าสงไสย ทั้งธาตุน้ำก็เหมือนกัน อนึ่งนั้นให้ดูเงา เมื่อยามเที่ยงเปนสำคัญ ถ้าเงาพิการอัน มีกระจัดไปจากตน รุ่งขึ้นถึงขวบ เห็น จักสิ้นชีพวายชนม์ นัยหนึ่งถ้าเงาตน มิได้เห็นประจักษ์ตา อนึ่งพร้อมทั้งไอจาม แลหาวเรอในครั้งครา เดียวเคยได้เห็นนา สิก ก็ดู บ ห่อนเห็น หนึ่งกายประสาทฆาน ประสาทขาดวิบัติเปน เคยรู้ว่าร้อนเย็น แลมาขาด บ รู้ตน อนึ่งให้เอามือขวา มาบังตาข้างซ้ายยล ตาขวาถ้ามืดมน ที่ควรเห็นไม่เห็นหา ยกมือขึ้นหว่างคิ้ว ให้ดูข้อทั้งสองตา เห็นขาดจะมรณา แลยลใหญ่ก็เหมือนกัน อนึ่งถ่ายอุจจาระ ให้ปิดเข้าฟังหูอัน อึงเสียงในช่องกรรณ์ ถ้าขาดหาย บ ได้ยิน หนึ่งนั้นถ้าดูรูป ในวงแว่นเปนอาจิณ ยาวเสี้ยว พิกลฉินท์ อันตรธานไม่เห็นหาย อนึ่งลิ้นไม่รู้รส ทั้งมวญหมดกำหนดตาย ขวบเปนไม่เห็นหาย ในกึ่งเดือนไม่เคลื่อนคลา หนึ่งนั้นถ้าเงาตน แปรต่อพระสุริยา ไฟน้ำระวิวา ศะศี มูตรสกลดำ เที่ยงแท้กำหนดตาย ในสองเดือนจงควรจำ เปรียบด้วยลูกกาดำ ครั้นขนชุม ก็บินไป นัยหนึ่งก็เดินไป ไม่ว่าใกล้ไม่ว่าไกล เห็นคนมาแกว่งไกว อาวุธมาจะฆ่าฟัน อนึ่งเห็นเปนงูไซ้ แลเสือหมีก็เหมือนกัน อนึ่งเห็นอาวุธอัน มาตกลงก็หายไป จะตายด้วยเขี้ยวงา แลอาวุธบำญัติ ใจ บุญยังมิบรรไลย จะไข้แทบบรรดาตาย อนึ่งลึงค์ บุรุษใด ให้แรงราคบเหือดหาย เจ็ดเดือนไม่เคลื่อนคลาย จะวายชีพชีวา อนึ่งลึงค์บุรุษใด ไม่เกิดราคตัณหา ผู้นั้นจะมรณา กำหนดในสิบเจ็ดปี อนึ่งกายไม่เหนื่อยการ สำราญร้อน บ ห่อนมี โทรมเหงื่อเมื่อดีๆ คือธาตุน้ำนั้นขาดไป อนึ่งคนแลใจดี มาเร่งโกรธพิโรธใจ หนึ่งนั้นกำเนิดใน สันดานใจมักโกรธา เปลี่ยนใจมันมากใจ อันโทษในที่กล่าวมา จงรู้ว่าชีวา ในปีหนึ่งจะถึงกาล อนึ่งถ้ากระดูกขา ข้างขวานั้นให้เจ็บปาน จะแตกหักเปนสาธารณ์ ในสองปีจะบรรไลย อนึ่งถ้ากระดูกแขน ข้างขวาเจ็บพิการไป ผู้นั้นจะบรรไลย กำหนดในสิบเจ็ดปี กล่าวมาพอสังเขป นิเทศแจ้งในคัมภีร์ มรณญาณสูตร์นี้ ท่านเปรียบเทียบเปนทางธรรม เรื่องราวในคัมภีร์ นั้นยากที่สดับจำ รักเรียนจึ่งเพียรทำ เปนกลอนกล่าวแต่ความมา อ่านเล่นเปนลำๆ พอจำได้ไม่เคลื่อนคลา แพทย์รู้ชำนาญยา ไม่รู้ในมรณญาณ ไม่เรียนคัมภีร์สา ระวัด ว่าด้วยอะติสาร แลธาตุบรรจบปาน ดังตาบอดอันเดินชล ไข้ให้แต่ยาไป จะเสียได้ไม่เห็นหน ทางตายเหมือนเดินชล ต่อเจ็บแล้วจี่งรู้ตัว เรียนรู้ต่อครูไว้ เหมือนใส่แว่นเมื่อตามัว อย่าควรทนงตัว ว่าไม่เรียนจะยาทำ เรียบเรียงเปนเรื่องกลอน บำรุงสอนให้ง่ายจำ ถ้องทานให้แม่นยำ กำหนดไว้ในสันดาน คัมภีร์กำเนิดไข้ ลิขิตไว้ในทางทาน ตัวเราผู้แต่งสาร ได้ครองจันทบูรีเมือง กรุงศรีนิคามา อยู่ป่าสาวะพัตร์เหลือง สิ้นญาตินิราศเมือง มาอยู่พระนครธน เมียบุตรแลนัดดา แต่ไข้มาไม่นับหน หาหมอวิบากตน ด้วยยากพ้นระกำใจ จึ่งเพียรเปนแพทย์บ้าง ประสมสร้างคัมภีร์ไป เจ็ดปีนิยมใจ ให้ตรึกตรองทุกเวลา ยังห่อนจะจำได้ จึ่งคิดให้เปนกลอนมา ผู้ใดจะศึกษา ประสิทธิ์เล่าให้ขึ้นใจ หนึ่งไข้จะให้ยา ให้ต้องตามฤดูไป ตามรสยามีใน ที่กล่าวไว้แต่หลังนา




จะกล่าวในลมทราง มีต่างๆ หลายชาติ อุทรวาต มันตั้ง ทารกยังอยู่ใน ครรภ์นั้นให้มารดา จุกเสียดหน้าแทงหลัง ลมนี้ตั้งติดพัน คลอดจากครรภ์มารดา อยู่ในนาภีนั้น ลมสำคัญกองใหญ่ จับพัดไปในเส้น ตามแถวเอ็นสันหลัง ขึ้นไปยังกระหม่อม เลี้ยงอยากย่อมแสนเข็ญ เวลาเย็นร้องไห้ ยาห่อนได้ห่อนคลาย สามเดือนหายหยุดเอง ลมหนึ่งเกรงสืบไป มันจักให้ซูบผอม ท้องขึ้นย่อมอาเจียร จุกเสียดเวียนช้อนตา ชัก วาตากำมือ สมมุติชื่อต่างๆ แพทย์ลางบางเรียกว่า ตะบองราหู จับ บ้างเนื่องนับเข้าใน สะพั้นไฟ ให้โทษ

นามหนึ่งโสดกุมาร ขลุงสันดานมันจับ ข้างขึ้นนับแต่ตาย ข้างแรมคลายพอรอด ลมหนึ่งคลอดจากครรภ์ วาตะภักษ์ นั้นจึ่งเกิด ด้วยกำเนิดทารก เมื่อแรกตกฟาก หงาย โลหิตร้ายมารดา ในโอษฐ์อ้าร้องไห้ ไหลเข้าในนาภี โรคจึ่งมีต่างๆ เขม่า ทรางหลายพัน

โทษหนึ่งนั้นกุมาร เสมหะดาล อยู่ใน นาภีให้ตัวร้อน ลงท้องนอนซึมมึน ทดท้องขึ้นหอบพัก อาเจียรชักช้อนตา ดูสูงหน้าเขียวคล้ำ เท้ามือกำหลังแขง โรคเกิดแห่งกุมาร เหตุด้วยดาลเลือดร้าย โทษนี้ตายเปนต้น ไปไม่พ้นในวันสาม สัตหะ ตามคัมภีร์ กล่าวมานี้เปนมั่น

อนึ่งกุมภัณฑ์ ลมบาท ยักษ์ ชาติสองเพศ เมื่อจับเหตุกุมาร ไข้บันดานเพื่อพิษ เสี้ยนหนามติดบาดแผล ตกอู่แคร่บันได วิ่งเล่นไล่ไม้ลัด ล้มหน้าฟัดอกช้ำ มันจึ่งทำเมื่อนั้น ให้กัดฟันกลอกตา ชักเท้าง่ามือกำ มันแซกซ้ำทั่วไป ทุกหมู่ไข้ทุกทราง จำปราบ พางพิษงู ขบกัดตูเพศมัน เมื่อจับนั้นดิ้นรน กายเย็นขนกายกลับ เขียวคล้ำสรรพสรรพางค์ ชักคอคางแหงนหงาย หลังแอ่นปลายบาทา จดเกษาตามพันธุ์ ยามิทันขาดใจ โลหิตในขุมขน จักไหลล้นออกมา

หนึ่งเรียกว่าป่วงงู เห่า ให้ดูอาการ มีสัณฐานเหมือนกัน พิษสำคัญกายแดง ลงรากแรงดิ้นรน ลมหนึ่งยลนานมี หัศดี นั้นให้ เสโทไหลท้องขึ้น เท้าเย็นมึนถึงเข่า จับชักเท้ามือกำ ขนลุกซ้ำหลังแขง โรคนี้แรงกึ่งวัน จับเช้านั้นโทษตาย จับบ่ายคลายยาได้ เร่งแพทย์ให้เร่งยา ผู้รักษาจงจำ ห้ามอาบน้ำเช้าเย็น วางยาเปนสุขุม ยาร้อนรุ่มคือยา กระสายสุราน้ำมัน สลอดนั้นควรห้าม โรคทั้งสามกล่าวมา ชอบรสยาเหมือนกัน จำปราบพันธุ์ป่วงงู เรียนรู้ดูจงแน่

ยากินแก้พ่นทา น้ำอาบยาแช่ไว้ เศกมนต์ใส่ให้กัน สพั้น พันธุปักษี สี่ตนมีต่างๆ ยักย้ายอย่างทำไป จับในไฟท้องขึ้น ให้เชื่อมมึนหลังร้อน แน่นอนถอนใจราก ไหลออกปากออกจมูก โทษนี้ถูกปักษี นนทปักษี มีนามทำ เข้าตามลำในไส้ ปนไปในเสมหะ เมื่อเข้าจะย่อมเปน เดียระฉานเข่นเขี้ยวร้อง ออกตามช่องทวารหนัก เมื่อมันจักออกสัตว์ รบกวนกัดขบกัน เมื่อเข้านั้นเช้าตรู่ มุดเมี้ยนอยู่ทั้งวัน สิ้นแสงฉันจึ่งไป มันกลัวใบหนาดหิงคุ์ นี้สองสิ่งเปนยา ทั้งรมทาปัดพ่น

เทพี ตนหนึ่งนั้น เพศพันธุมันออกไฟ สามเดือนให้ช้อนตา เหลือกซ้ายขวาท้องขึ้น เท้ามือมึนเยือกเย็น นอนดูเห็นเงื้อง่า เสียงลมฟ้าฆ้องกลอง ตกใจร้องมันเข้า ออกเมื่อเช้าก่อนงาย เข้าเมื่อบ่ายสายัณห์ เสียงโศกศัลย์ร้องไห้ มันจึ่งไปเมื่อนั้น เข้าทางถันมันออก ทางเท้าบอกโบกควัน สุพรรณถันอีกใบ พลับพลึงใส่ประสม เปนยารมยาทา มันกลัวยามันหนี

อนึ่งปักษีชื่อกาฬ ออกไฟนานห้าเดือน ปีศาจเลื่อนเข้าอยู่ นอกไส้ดูอนาจ นอนหลับหวาดร้องไห้ ถอนใจใหญ่ไส้พอง รากออกช่องนาสา เมื่อมันมาทางปาก ทางไปจากทวารเบา ย่ำค่ำเข้ายามนอน ออกทินกรไขศรี เสียงสัตว์มีรบกัน ไม้ไล่ครั่นครื้นหัก ตกใจทักแต่เช้า ยินสัตว์เร้าร้องไป สาบแร้งใส่สาบกา เผาเขาผ้าเมาะรม หยูกยาพรมเร่งขับ

อสุนนท จับเข้าอยู่ ในตับดูเพศมัน ทางเข้านั้นนาสา ออกตามตาตามฟัน เข้ากลางวันเมื่อเที่ยง สองยามเลี่ยงหลีกไป แขกทางไกลมาสู่ กรรมนั้นผู้พาให้ สัตว์น้อยใหญ่ไม่ว่า สี่บาทาสองเท้า มันเข้าเข้า ไม่กิน นมไม่ยิน ยินน้ำ ตัวร้อนร่ำรำคาน ดิ้นแดดานเมื่อนอน หวาดไหวห่อนไม่หลับ มันได้ศัพท์สำเนียง คนทุ่งเถียงกันไป กลัวขนไก่ขนกา เร่งเอามาใส่เผา เมาะผ้าเย่าเรือนรม หยูกยาพรมแก้ร้อน เด็กนั้นอ่อนนับเดือน สิบเอ็จเลื่อนลงมา ตามตำราท่านไว้ กำหนดในปักษี

ล่วงขวบมีแต่ทราง ร้ายต่างๆ จักเกิด นี้กำเนิดอย่าเบา โทษหนึ่งเล่าหละ นั้น มีสีพรรณ์สันฐาณ อุไทยกาล สีแดง ขึ้นร้องแรงถีบเท้า ปิดหนักเบาไม่ออก ดิ้นรนกลอกกลับตา ชักบาทากำมือ ลอองชื่อไฟฟ้า สีแดงดาดังชาด พิษมันสามแสนสา หัศชิวหากระด้าง ช้อนตาค้างคางแขง ตัวร้อนแรงรุมทำ เท้ามือกำฟันชิด ถ้าแก้พิษมิทัน เข้ากึ่งวันขาดใจ

หละหนึ่งในนามมี เนระกันถี สีเขียว สายเลือดเลี้ยวผ่านไป อยู่ที่ในยอดนั้น ขึ้นห้าวันมันให้ เสียงแหบไปปากแห้ง ท้องขึ้นแขงลงท้อง ลอองแก้วมรกต สีเขียวสดใบไม้ ขึ้นเขียวไปทั้งหน้า ให้ลิ้นตาคางแขง โทษร้ายแรงยิ่งนัก ปากชิดชักมือกำ ยามิยำมิทัน ครึ่งกึ่งวันขาดใจ

หละหนึ่งไซ้นามนั้น แสงพระจันทร์เหลืองใส แรกขึ้นให้ลงท้อง ตัวเย็นรอ้งร่ำให้ น้ำตาไม่มีมา คางแขงหน้าผากตึง ละอองหนึ่งชื่อกาล สิงคลีพาลเพศมัน แรกขึ้นนั้นสีขาว วันหนึ่งราวสองวัน สีมันนั้นกลับเหลือง สี่ห้าเรื่องรายวัน อาการมันแปรไป ลงเหลือให้กระหาย เชื่อมมึนกายผิวภักตร์ เหลืองยิ่งนักจนใน กระดูกให้เหลืองสิ้น ดังขมิ้นราดรด ยามิถดถอยหาย เจ็ดวันตายเปนมั่น

หละหนึ่งนั้นชื่อนิล กาฬยินยอดดำ ขึ้นพิษทำต่างๆ สรรพสรรพางค์เจ็บหนัก หายใจพักหลังแข็ง สองวันแรงรุมโทษ ยอดหนึ่งโสดขึ้นมา ในต้นขากันไกร สลักเพ็ด ได้คู่กัน ถ้วนสามวันมันให้ ตายแน่ไปกึ่งตน จักดิ้นรนห่อนได้ มันไม่ให้ร้องออก ละอองบอกหนึ่งนาม มหาเมฆตามตำรา สีแดงดาดังดอก ตระแบกชอกชายช้ำ มันขึ้นทำพิษให้ หน้าดำไปปิดมูล ท้องขึ้นพูนขัดเบา ชักมือเท้าช้อนตา มิรู้ยามิทัน จักตายพลันเที่ยงแท้แลนา

จักกล่าวกำเนิดทรวง ร้ายต่างๆ ตามตำรา มีครรภ์ในเดือนห้า หกเจ็ดว่ากำหนดใน อาจารย์ท่านกล่าวมา ในตำราอย่าสงไสย สามเดือนนี้ทายไป ถ้าออกในรวิวัน อังคารพุฒ เสารี พระสุริยศรีบ่ายแสงฉัน ทารกคลอดมานั้น เลี้ยงยากครันอย่าไว้ใจ

กำเกิดโทษปักษี ทั้งสี่เพศเหตุทรางไฟ ทรางแดงขึ้นแกม ใน นิลปัฏเปนคู่กัน นิลมาเกิดแกมทราง โจรต่างๆ ร้ายหลายพรรค์ มันย่อมแซกซ้ำกัน เกิดเด็กนั้นย่อมแรงกรรม กำเนิดแห่งทรางไฟ มีแม่ใหญ่สี่ประจำ บริวารสี่สิบซ้ำ แซกไปขึ้นทั่วทั้งกาย เมื่ออายุกุมาร สามเดือนดานหกเดือนปลาย เก้าเดือนนั้นท่านทาย สามขนอนคาดสำคัญ บริวารทรางทั้งหลาย เดิมมันรายอยู่ไกลกัน ครั้นถึงกำหนดมัน กลับประชุมรอบนาภี ให้รากให้ลงท้อง เปนเลือดหนองบ้างลางที เสมหะตกมากมี เปนน้ำเข้า น้ำคาวปลา บ้างเปนน้ำส่าเหล้า น้ำไข่เน่าตกออกมา แม่ทรางในบาทา ให้เท้าฟกขบขัดใน บริวารผุดออกมา นอกกายาแดงดาไป ยอด เกรียมดังถูกไฟ ฝ่ามือเท้าทวารแดง ถ้าพร้อมโทษดังนั้น สิบห้าวันอย่าได้แคลง อาการมันสำแดง ออกให้เหนซึ่งความตาย

ทรางแดงหกแม่นั้น บริวารมันมีมากหลาย ถึงเจ็ดสิบสองทาย รายเปนเรื่องอายุมา สามเดือนหกเดือนเลื่อน สิบเอ็จเดือนในตำรา ถึงยี่สิบเดือนตรา ขนอนคาดกำหนดใน บริวารทรางทั้งหลาย มักจักรายกันทั่วไป แต่เท้าสุดถึงใน กระหม่อมย่อมเห็นอาการ ผมสองเพรียงหู นั้น เปนเสี้ยนชันเสียงแหบปาน วิลา ตาซมซาน หางตาเหลืองเงื่อหงอยไป ขี้ตาไม่รู้ขาด ปากแดงดาษผอมหอบใจ เข้านมไม่อาไลย ให้หิวแห้งเชื่อมซึมมัว ตกเลือดตกหนองน้ำ ผิวหน้าคล้ำเกรียมทั้งตัว บ้างผุดออกเปนหัว สีลูกหว้าดาดาษไป ให้ต้องดูแข้งขา ถ้าด้านส่า กำหนดใน เจ็ดวันอย่าอาไลย หยูกยายากพ้นประมาณ ยวดยิ่งคุณยานัก จักเลื่อนไปในอาการ เพียงสิบห้าวันวาร ตายเปนแท้อย่าสงกา

ทรางโจรแปดยอดใหญ่ บริวารในท่านกล่าวมา สามร้อยห้าสิบปรา กฎกำเนิดแห่งเพศมัน สามเดือนหกเดือนเลื่อน สิบเอ็จเดือนเขตรสำคัญ ถึงสิบแปดเดือนนั้น หัวเอกทรางทั้งบริวาร มันจักรายกันไป ขึ้นที่ใดให้อาการ เจ็บปวดแม้นเหมือนปาน ทรางข้างหลังดังกล่าวมา เพศพืชน์ทรางทั้งนั้น มันมักอยากเค็มกุ้งปลา กินเข้าผิดเวลา จำเจซูบผอมแห้งไป ท้องลงไม่รู้หยุด สุดหยูกยายากแก้ไข แข้งขาคมคายไป ตกเลือดหนองดาก ออกมา สำแดงความตายนั้น มันย่อมขึ้นในลูกตา ฟกบวมแตกออกมา ทรางสำคัญจึ่งขึ้นใน ลำคอสามดวงกาฬ ตัดอาหารไม่อาไลย ต้อ ขึ้นคุ้มขาดใจ เก้าวันให้กำหนดมา ชัณสูตร ดูเมื่อตาย จักเปนลายทั่วกายา ดำแดงผุดออกมา กำหนดไว้เปนสำคัญ ทรางทั้งสามแม่นี้ มีโทษร้ายตายเหมือนกัน รักษาอย่าสำคัญ ไว้วางใจให้เร่งยา

จักกล่าวรูปทารก ท่านย่อมยกโทษเรียงมา ดูให้ต้องตำรา จะรักษาโรคกุมาร มะหัศรูป กระหม่อมใหญ่ มักหวาดไหวอันทยาน อยู่ในเรือนไฟตาน ทรางเขม่า บ ห่อนเปน ด้วยกินน้ำนมแม่ รสร้อนแลจึ่งดับเข็ญ อาการที่มันเปน รากน้ำนมทางนาสา ออกไฟได้ห้าเดือน โรคาเตือนประมวญมา เสียงร้องดังวิลา ไส้พองท้องขึ้นไม่วาย เสมหะโลหิตธาตุ ชาติกำเนิดนี้ทรางตาย นิลมาเกิดกับกาย เด็กใดร้ายยากรักษา

อาทิตย์รูป นั้น มีสำคัญอยู่เปนตรา จงดูเมื่อเกิดมา กระหม่อมลึกเปนสำคัญ คือทรางแดงตัวผู้ แพทย์จงรู้กำเนิดมัน เมื่ออยู่เรือนไฟนั้น เขม่าขึ้นพอประมาณ ทรางขึ้นสุดปลายลิ้น ครั้นหล่นสิ้นในสัณฐาน เรือนไฟให้บันดาล เปนเสมหะคละอาจม เสมหะก้อนเปนธาตุ ดาษดาลทราวงเร่งปรารมภ์ รักษาอย่าชื่นชม จงรีบยาให้ถึงใจ

หะริรูป นั้นเห็น กระหม่อมเปนร่องลงไป เมื่อคลอดอยู่เรือนไฟ เขม่าขึ้นดาษดา แต่อกสุดปลายลิ้น ครั้นหล่นสิ้นตกลงมา ลำไส้จึ่งให้ปรา กฎด้วยรากลงก็มี โลหิตนั้นเปนธาตุ ชาติทรางร้ายแสนทวี นิลปัฎ มาย่ำยี จะรักษาอย่าดูเบา

หนึ่งรูปอมนุษย์ สุดแสนร้ายโทษกำเดา ทรางโจรกำหนดเข้า เมื่อแรกยังอยู่ในครรภ์ ของคาวเนื้อปลาพล่า มารดาอยากเปนนิรันต์ ตั้งแต่คลอดจากครรภ์ ทรางเกิดขึ้นแปดประการ แต่ทรวงถึงกระหม่อม อกรัดผอมรูปสาธารณ์ โรคนี้เปนโบราณ กรรมทารกติดตามมา



จักกล่าวทราง ตั้งให้ปรากฎโดยโทษา อันเกิดแก่เด็กทั้งปวง ขึ้นตาตาแดงดุจดวง จักขุคือยวง แลเยื่อลำไยพะพาน เปนต้อเปนเกล็ดซมซาน หมอกมืดงมงาน บ้างเหลืองแลลายทั้งตา ขึ้นหูหนวกหนองไหลมา ทราบซึมหูตา ด้วยเปื่อยแลน่าอาเกียรณ์ ขึ้นศีร์ษะผมเหี้ยนเกรียน ขึ้นกระหม่อมย่อมเวียน ให้ฟกให้บวมซ่านไป ขึ้นนาสิกแสบข้างใน เพดาลุหายใจ ให้คัดจมูกเหลือทน ปวดหัวหลับตาร้องรน ดูดนมเวียนวน แต่อ้าโอษฐ หายใจไป กินนมไม่ได้ขัดใจ ปากคอแห้งไป แลเพศดังหวัดรำคาญ ขึ้นปากปากร้อนร้าวราน เปื่อยเน่าแดงดาน เปนเม็ดเปนขุมขาวไป ขึ้นคอขึ้นลิ้นไก่ไอ เอือกอวก กรุ่นไป ย่อมตัดอาหารน้ำนม ขึ้นหลังไหล่รวบระทม ตัวร้อนระงม ขึ้นทรวงให้เชื่อมมึนมัว ขึ้นไส้แก่ทวารหนักกลัว จุกเสียดบิดตัว ในท้องนั้นแน่นผูกพัน ขึ้นในลำไส้อ่อนมัน ให้ลงสำคัญ คูธเขียวเปนเม็ดรายๆ ขึ้นหัวเหน่าเพาะมูตร์ทาย ขัดเบามั่นหมาย ทั้งมูตร์ก็ค่นขาวไป ขึ้นเพาะเข้าๆตกใน เพาะกลับรากไป อาหาร บ ได้นำพา ขึ้นม้ามม้ามหย่อนลงมา จับเปนเวลา ให้ตกเสมหะนองเนือง มูตร์คูธ นัยเนตรเนื้อเหลือง ปวดมวนขัดเคือง ให้ซูบให้ผอมหงอยไป ขึ้นปอดระหายหอบใจ ถ้าขึ้นสันใน ให้ตกโลหิตสดมา ขึ้นตับชายตับนั้นอา จมที่ลงมา เปนเลือดแลเน่าดำไป

ทรางโจรนางริ้น นั้นใน อาการต่างไป ทั้งเพศก็ผิดเพี้ยนกัน ขึ้นเพาะเข้าคูธโทษมัน เหม็นโขง คาวอัน ขาวหยาบเปนส่าเหล้าไป กินเข้าจำเจชอบใจ เค็มคาวตับไต ทั้งเนื้อแลมันกุ้งปลา ขึ้นทรวงอกรัดกายา แลลายคือปลา กะทิง เปนเกล็ดเพศพรรค์ ขึ้นพุงให้ลงหนักมัน ขึ้นแข้งขาคัน ให้คมให้คายสากไป ขนกลับมีตัวกินใน ผิวหนังซ่านไป ทุกขุมแลขนเส้นเอ็น หนึ่งดูอาจมเหลวเปน สายไหมเหลืองเห็น ทารกก็ให้ทายไป ว่าตั้งดาลเสมหะใน นาภีนานไป จะจับให้เท้ามือเย็น ตัวร้อนตาดูสูงเปน ล่วงสามเดือนเห็น จะชักให้เท้ามือกำ ที่ตั้งทรางนี้เราทำ อ่านให้ง่ายจำ กำหนดสำเนียงอักขรา คัมภีร์อไภยสันตา ปฐมจินดา ที่กล่าวมานี้เหมือนกัน ล้วนแต่ใจความแกล้งสัน ไว้เปนพวกพรรค์ ผู้เรียนมิให้ยากใจ บรรดาทรางกล่าวมาใน นี้จงแจ้งใจ ถ้าพร้อมด้วยโทษยากยา ไม่พร้อมตามในกล่าวมา น้อยโทษพอยา รักษาไปตามเพศมัน

อนึ่งตานโจร ท่านรำพรรณ กล่าวมาสำคัญ กำหนดอายุกุมาร ห้าขวบสิ้นทรางจึ่งตาม โจรเกิดอาการ กำเนิดด้วยทรางเจ็ดวัน

อาทิตย์ทรางไฟสำคัญ ทรางน้ำวันจันทร์ ทรางแดงนั้นวันอังคาร วันพุฒทรางสกอก่อการ ครูวันบันดาล กำเนิดนั้นทรางคาวี วันศุกรทรางช้างเสารี ทรางโจรนั้นมี กำเนิดประจำตามวัน ครั้นกินอาหารหวานมัน เนื้อปลาสาระพรรณ์ อันหยาบช้าสาธารณ์ ธาตุนั้นแปรปรวนบันดาล ทรางเสียเพศพาล ที่เกิดประจำตามวัน ธาตุแปรทรางแปรทุกพรรค์ ทรางโจรนั้นมัน ไปเกิดในวันระวิวาร์ ทรางไฟนั้นกลับโจรมา จากวันระวิวาร์ มาเกิดในวันเสารี หละทรางละอองนั้นมี เพศพรรค์ดังนี้ จงรู้ทั้งสิ้นเหมือนกัน โจรลักเพศผิดเปลี่ยนวัน ทุกทรางทุกพรรค์ กำเกิดจึ่งเรียกตานโจร ธาตุแปรเปรียบพฤกษาโกร๋น รดน้ำชุ่มโชน ก็ยากจะฟื้นคืนงาม



จักเรียงธาตุไปตาม คัมภีร์หนึ่งนาม บุระธาตุบททรางไฟ เบื้องต้นมันให้ลงไป เสมหะเน่าใน โลหิตระคนปนกัน อยากสดอยากคาวมี่มัน อาการเพศพรรค์ ให้ซูบให้ผอมตัวตา โรคกำลังน้อยไข้ดา ล่วงหลายเดือนมา จึ่งฆานธาตุต่อไป เบื้องปลายเปนยอดขึ้นใน นาสิกหนองไหล บทชิวหะธาตุดาษดา ขึ้นในต้นปลายชิวหา น้ำลายตกมา ในคอให้แห้งผากไป ตัดอาหารไม่อาไลย จะยาต่อไป ให้แก้แต่ลิ้นกับคอ ตกสิ้นกินอาหารพอ มีกำลังต่อ อายุให้ยืดยาวไป จึ่งวางยาล้างข้างใน ลำไส้ลงไป สิ้นร้ายจึ่งหน่วงปลายมือ

สันตาธาตุ โทษนั้นคือ ทรางน้ำปลายมือ ให้ท้องนั้นขึ้นตัวเย็น ผูกหนักขัดเบาเบื้องเปน นิ่วน้ำนมเห็น วิบัติวิบากนานา มูตร์ขึ้นขาวเรื้อรังมา นมน้ำเข้าปลา ไม่เอื้อไม่เฟื้ออาไลย โทษนี้ล่วงสามเดือนไป มันกินภายใน ให้ลงเปนโลหิตมา ตับโตผอมเผือดภักตรา ลมหนึ่งเกิดมา อุทระวาต นามมัน จับใจไส้พองขนชัน เชื่อมมึนนักมัน ให้หอบกระหายยากยา

พลพาหะ ทรางแดงตรา ต้นลิ้นรักษา ไม่ขาดจึ่งเกิดติดพัน ดาลเสมหะในไข้วัน เท้ามือเย็นมัน ให้ตัวนั้นร้อนรุ่มไป จึ่งพรหมสรกิจเกิดใน ลำไส้ดังไร เปนกลุ่มเปนก้อนปากดำ กินอาหารไม่เปนคำ เค็มคาวเจจำ อาจมเปนส่าเหล้าไป หน้าซีดเผือดผอมหอบใจ ล่วงสามเดือนไป กำหนดให้ร่วงลงมา เปนน้ำล้างเนื้อคาวปลา แล้วมันแปรมา เปนเลือดเสลดปวดมวน ดากออกร่างร้ายเรรวน แข้งขาคายควร แลคมดังเสี้ยนหนังปลา แล้วผุดเปนเม็ดขึ้นมา ทั่วทั้งกายา ดังผดแลหัดเต็มไป เปนต้องเปนเกล็ดขึ้นใน ตามืดฟางไป ในหูก็ขึ้นพุพอง เปนน้ำหนวกเน่าหนองนอง ท้องใหญ่ไส้พอง กำลังนั้นน้อยถอยแรง แม่ทรางต้นลิ้นสำแดง กำเริบร้ายแรง ให้ตัดอาหารน้ำนม แก้ตาลิ้นแข็งคายคม ตกได้ควรชม กุมารจะรอดสืบไป

ธาตุหนึ่งนามคงตะพั้นไฟ สะกอเกิดใน นาภีกำหนดแปดวัน โทษดังฝีอัคนีสัน กลับเข้าในมัน ให้ลงโลหิตสดมา บ้างเปนแต่น้ำคาวปลา บางทีตกมา เปนเลือดเสลดปนกัน ถ้ายืดยาวไปหลายวัน ยากินแก้กัน ไม่คอยจะเน่าปวดมวน เชื่อมมึนกระหายหอบรวน ตัดอาหารชวน กำลังให้น้อยผอย ไป มันกินตับปอดหัวใจ ล่วงพ้นเดือนไป จะยานั้นยากควรจำ

กาลธาตุทรางโคขึ้นทำ ยอดไม่มีน้ำ ดังหัดทั้งตัวทั่วไป เก้าวันจมเข้าข้างใน ทำท้องลงไป ดังน้ำล้างเนื้อจางๆ อยากคาวอยากเค็มครวนคราง ล่วงสองเดือนทราง อันหนึ่งจะเกิดขึ้นมา ต้นลิ้นแขงดังตาปลา ถ้ากวาดหลายยา มิถอยไปถึงหกเดือน ทรางที่จมไปเปนเรือน จักกลับขึ้นเหมือน ดังก่อนแต่ยอดแดงไป เชื่อมึนระหายหอบใน ตัวร้อนรุมไป ให้จับแต่เท้ามือเย็น กุมารผู้ใดถ้าเปน ดังนี้จงเห็น กำเนิดที่โทษยากยา สุจิมุข นั้นอา จมที่ลงมา พิการให้หยาบขาวไป อาหารเค็มคาวชอบใจ ถูกยาหยุดไป สักหน่อยแล้วก็กลับลงมา เวียนลงเวียนหยุดหลายครา เมื่อปลายมือมา ให้ผุดเปนหัวทั่วกาย ขึ้นตาเปนเกล็ดเหลืองหลาย มืดฟางงมงาย ให้ซูบให้ผอมหงอยไป ท้องใหญ่ไส้เดือนเกิดใน ลำไส้เต็มไป ให้จุกให้เสียดขบแทง หน้าซีดผาดเผือดโรยแรง สายตาดูแดง ครั้นตัวมันแก่พร้อมกัน รากออกตามปากพัวพัน บางทีตัวมัน ออกตามทวารเรี่ยราย ถ้าออกดังนี้มากมาย เที่ยงแท้โทษตาย กำหนดแต่ในสิบวัน

สันตุกะ มีโทษนั้นมัน ล้มถูกสำคัญ ไข้อภิฆาฏ จึ่งเปน จับตัวร้อนเท้ามือเย็น ผุดดังหัดเห็น เปนยอดทั้งตัวทั่วไป แล้วจมกลับเข้าทำใน ท้องร่วงลงไป ให้เน่าเปนบิดปวดมวน ให้เชื่อมกระหายหอบรวน เข้านมเชยชวน ให้กิน บ ได้นำภา กำลังน้อยโทษยากยา อาการกล่าวมา จะได้นั้นน้อยกว่าตาย สารพัดกระเหม่นไข้ตาย ซูบผอมหอบกาย สยองทุกเส้นโลมา ยอดขึ้นแตกออกในนา สิกหูไหลมา เปนเลือดเปนหนองปนกัน เปนไปหลายเดือนหลายวัน ดังนี้โทษมัน ขึ้นกินสมองชอนไป แล้วจักกลับตกตามใน ลำไส้ลงไป ดังหนองสมองเหมือนกัน ตัดอาหารตัดโทษมัน เมื่อตายสำคัญ เลือดจะตกทุกทวาร กล่าวมาล้วนแต่โทษตาน โจรถ้าอาการ ละไว้ดังนี้ยากยา



จะกล่าวธาตุทั้งสี่ ในคัมภีร์ย่อมมีมา กุลบุตร์มีปัญญา อันน้อยค่อยกำหนดฟัง เตโชพิการ กาล กำเนิดโทษวาโย บังเกิดจุกแลเสียดหลัง จะหายใจ บ อิ่มใจ บวมมือแลบวมเท้า อาหารเล่ากินมิได้ ตั้งแต่จะลงไป จนสุดสิ้นกำลังโรย ครั้นสิ้นอาหารใน อุทรให้กระหายโหย หิวน้ำระยำโดย อุจจาระพิการเปน ดังหนึ่งน้ำล้างเนื้อ กลิ่นนั้นเจือก็แม้นเหม็น ตะพาบน้ำอันคาวเปน กำเนิดไฟอันสิ้นไป ปากแห้งแลคอแห้ง เหตุเพื่อแห่งอาหารใน อุทรนั้นสิ้นไป น้ำลายขาด บ ค้างคอ เอามือนั้นบ้ายยา จงล้วงดูในลำสอ ถ้าเย็นเปนเหน็บต่อ จะตายในเมื่อวันเย็น

วาโยพิการ นั้น ให้หูตึงกำเนิดเปน น้ำหนวกอันไหลเหม็น ไม่เห็นไฟในตาฟาง เมื่อยมือแลเมื่อยเท้า สัหลังฟกก็ดูพาง ฝีเอ็นกำเริบลาง บ้างก็อวกอาเจียรลม บ้างลงจนสิ้นแรง อาหารแดงในอาจม สิ้นไส้ก็เพื่อลม ในลำไส้จะหนีกาย ครั้นหน่วยด้วยคุณยา ที่ลงมาค่อยห่างหาย กลับรากลำบากกาย เปนดังนี้ด้วยแรงกรรม อาการที่กล่าวมา เจ็ดวันว่าจงควรจำ ยายากจะยายำ โทษนี้แท้กำหนดตาย

อาโปให้โทษ นั้น ที่แท้ท่านกำหนดหมาย ดีเลือดเสลดทาย ทั้งสามนี้ท่านกล่าวมา

จักกล่าวดีก่อนให้ปรา กฎโดยโทษา ให้แจ้งประจักษ์โดยมี จักตายเหตุนั้นคือดี แตกรั่วบางที ซึมซ่านแลล้นไหลไป ล้นนั้นด้วยโทษแห่งไฟ กำเริบหนึ่งใน อสระพิษฤทธิ์ยา ต้องกายกายร้อนดังกา ยาต้องอาญา วิบากด้วยท่านโบยตี ตกต้นไม้สูงตับดี แตกรั่วบางที ผีร้ายแลโทษทรางกาฬ ขึ้นดีขั้วดีอติสาร ดีรั่วอาการ ให้ลงแลเหลืองทั้งกาย คนไข้ให้ปากเราะราย โทโษมากมาย ให้บ่นพะเพ้อพึมไป โทษนี้ยากยาแก้ไข้ เต็มช้าจักไป กำหนดแต่เจ็ดวันวาร ดีแตกดีนั้นคือกาฬ จักสิ้นสุดปราณ เมื่อแตกอย่าได้ควรแคลง โทษโลหิตนั้นสำแลง อาหารแสลง พะเอินให้ร่วงลงไป ครั้นสิ้นสุดอาหารใน ลงเปนน้ำใส ระคนด้วยเลือดจางๆ บ้างเปนบิดปวดมวนคราง แน่นหน้าอกพาง พินาศ ด้วยรากลม ทำ จับนิ่งแน่เท้ามือกำ ตัดอาหาร ทำ ให้ชักให้ช้อนเหลือกตา ถ้าพร้อมด้วยโทษกล่าวมา ยากแพทย์จะรักษา จะยานั้นยากควรจำ เสมหะหนึ่งอยู่ในลำ คอหนึ่งประจำ ในทรวงแลย่อมเต็มทรวง อยู่ทวารหนักหนึ่งทั้งปวง เปนสามคือยวง หยากเยื่อแลย่อมพัวพัน ถ้าไฟลมกล้านักมัน ข้นแค่นแข็งขัน ให้หย่อนให้ย้อยลงไป จากทรวงตั้งอยู่ยังใน ท้องมาร กระไษย์ ดังป้าง แลม้ามตัวมี ให้จับเชื่อมมึนบางที เปนเวลามี ให้จุกให้เสียดขบแทง เสมหะในทวารสำแดง โทษมันนั้นแรง ให้ลงแลเหลืองทั้งกาย มูตร์ตาเหลืองยาบมิคลาย เมื่อจักใกล้ตาย ก็เน่าเปนบิดปวดมวน เสมหะในลำคอกวน กินอาหารชวนให้เหียนให้รากครุ่นไป โทษพร้อมดังกล่าวมาใน นี้จงแจ้งใจ จะยานั้นยากสุดยา

ปถวีโทษ กล่าวมา ออกจากกายา กระดูกแลเนื้อเส้นเอ็น อาหารเก่าหากให้เห็น อาการที่เปน วิบัติที่ในอาหาร ถึงป่วยไข้มาช้านาน ห่อนสิ้นอาหาร อันเก่าแต่ก่อนเดิมมา เมื่อจักสิ้นอายุปรา กฎลงออกมา ให้เน่าแลเหม็นสาธารณ์ เปนเลือดเปนหนองพิการ เสมหะสัณฐาน คือมูลมุสิก ร่วงราย บ้างดำบ้างเขียวเหลืองลาย สีนั้นย่อมทาย ว่ามูลขี้เทาตกลง เนื้อนั้นคือปลีแขนชงค์ เมื่อจักปลดปลง ชีวิตร์ก็ห่อนเห็นหาย กระดูกย่อมอยู่ในกาย ครั้นเมื่อจักตาย ก็ผอมเหี่ยวแห้งรูปทรง บังเกิดเห็นอัฐิปลง สังเวชดูคง สัณฐานแลกลมเหลี่ยมแบน ชีพจรแต่ก่อนห่อนแคลน เดินอยู่ตามแผน ระริกระรัวพัวพัน สิ้นแรงจักสิ้นอาสัญ สิ้นเส้นสำคัญ สิ้นชีพจรเคยเดิน โทษใครดังนี้พะเอิน จักตายไม่เกิน กำหนดในสามเจ็ดวัน




หมอเอ๋ยจงฟังสาร บูราณท่านได้กล่าวมา เปนแพทย์ไม่ศึกษา ฉันทศาสตร์ให้เรืองรมย์ ไม่รู้กำเนิดไข้ แต่ยาได้ก็ชื่นชม รักษาด้วยอารมณื ประโยชน์ลาภอันพึงใจ

หมอนั้นท่านเปรียบปาน ดังตาบอดกำเนิดใน ดันถือทิฏฐิใจ ไม่เห็นโทษในกองกรรม วางยาแต่คราวเดียว ไม่ต้องโรคยับระยำ ดังโตมรา ตำ ตลอดยอดอุระใน ยาผิดเปนสองครั้ง ดังยกทุ่มเข้ากองไฟ ถ้าวางยานั้นผิดไป คำรบถ้วนเปนสามครา ดังต้องอสุนิสาย มาฟาดกายให้มรณา กายยับด้วยพิษยา กำเริบโรคทวีไป หมอนั้นครั้นสิ้นชนม์ จะไปทนกำเนิดใน นรกอันยิ่งไฟ ทั้งหม้อน้ำทองแดงมี หมู่นายนิรยบาล ประชุมเชิญด้วยยินดี เครื่องโทษบรรดามี จะยกให้เปนรางวัล เปนแพทย์จงเพียรเรียน ให้รอบรู้จงครบครัน ที่อยู่ฤดูวัน อายุปันแลเวลา สำแลง แสลงไข้ โรคอันใดจะเปนมา รู้ไข้ให้รู้ยา รักษาตามกำเนิดใน กาดำประจำโรค โรคดังกาอันตาไว เงือดเงื้อธนูไป ก็หลีกหลบด้วยเร็วพลัน ยายิ่งธนูปาน สิงหราช ก็เพียงกัน โรคดังมฤควัญฌ์ จะลี้ลับหลบไปเอง โรคมีตามพงษา เปนเวลาบุราณเพรง โทษกำหนดเกรง จะยายาก ด้วยแรงกรรม แพทย์ใดชำนาญรู้ กำเนิดโรคแลยายำ ยาไข้ด้วยใจทำ เที่ยงแน่แท้ในทางบุญ ทั้งลาภก็ยิ่งลาภ แลทั้งคุณก็ยิ่งคุณ ทำบุญก็ได้บุญ ประเสริฐเลิศวิชาชาญ จักเปนที่เสนหา ถ้วนทุกหน้าย่อมกราบกราน ไกลใกล้ก็ไม่นาน จะไปสู่ไปง้องอน เปนที่สรรเสริญ เจริญใจทั้งให้พร ครั้นถึงซึ่งม้วยมรณ์ จะได้ไปในเมืองสวรรค์ เสวยทิพย์สิ่งศุข แสนสนุกนิ์ทุกวี่วัน คัมภีร์ท่านรำพรรณ ประกาศไว้แต่หลังมา

เสร็จสิ้นข้าขอพร ทุกไทยเทพย์ เทวา สุรารักษ์ อันรักษา สถิตทั่วทุกขอบคันธ์ สาคร สิงขร รุก ขชาติเครือลดาวัลย์ ภูมิ์พื้นพนาสัณฑ์ ทุกถิ่นถ้ำลำเนาธาร เชิญช่วยข้าดับเข็ญ ให้เย็นศุขเกษมสานต์ สัตรูที่ไภยพาล ให้เสื่อมสูญครรไลย ไกล ใครเห็นให้จงพิศ สวาดิ์ชิดภิรมย์ใจ รักยิ่งเสมือนใน สนิทเนื้อแลพงษ์พันธุ์ ผลข้าได้แต่งไว้ ไปภายน่าข้าขอทัน องค์พระเมตไตรยอัน ได้โปรดข้าในชาติควร ข้ามฝั่งยังห้องแก้ว พระนิพพานอย่าแปรปรวน เมื่อยังจะเที่ยวทวน อยู่ในชาติกันดาร ขอให้บิดามาร ดรยิ่งด้วยศฤงฆาร เมียมิตร์แลบุตรหลาน ให้รักร่วมหฤไทยกัน ขอข้าอย่ามีโรค ทั้งหนวกบอดพิการอัน บ้าใบ้ทุกสิ่งสรรพ์ กระเทยง่อยแลสตรี เปนชายให้เรืองรู้ รสธรรมพระคัมภีร์ พุทธฉันทศาสตร์ศรี ให้เจนจบชำนาญใจ ขอข้ากำลังยิ่ง อายุยืนปัญญาไว ให้มีเมตตาไป แก่สัตว์ทั่วทุกสรรพ์พรรค์ เกิดไหนให้เปนแพทย์ อย่ารู้มีผู้เทียมทัน โรคสิ้นทุกสิ่งสรรพ์ ให้รอบรู้กำเนิดนา สรรพคุณทั้งพื้นภพ ทุกสิ่งจบบรรดายา ให้บอกด้วยภาษา จะแก้โรคอันใดๆ อนึ่งไข้จะตายแล้ว มาหาข้าจงแคล้วไป จิตรเจตนาใน ให้สำเร็จทุกครั้งครา อนึ่งคนพยศ ถ่อย หฤไทย โทษอันพาลา ให้พ้นในพงษา เปนญาติมิตรสนิทเรียง เกิดไหนให้ไกลห่าง ประเทศต่างภาษาเสียง รูปรอยแลนามเรียง อย่าได้ยลได้ยินมา อนึ่งข้าขอมีศีล แลศรัทธาทุกเพลา ขอเกิดในศาสนา ตราบเท่าพระนิพพานเอย



footer